|
ภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวคำร้องของครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดถนนบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 กรกรฎาคม แกนนำพันธมิตร นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายพิภพ ธงไชย เดินทางมายื่นคำร้องเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองของศาลแพ่ง ศาลได้ไต่สวนแล้วและนัดฟังคำพิพากษา เวลา 13.00 น. วันนี้ ล่าสุดศาลได้มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งคุ้มครองตามเดิม โดยให้เหตุผลว่า สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญต้องคำนึงถึงผลกระทบถึงสิทธิของผู้อื่น คำค้านของจำเลยทั้ง 6 ตกไป.... เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ได้มีคำสั่งยกคำร้องที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายพิภพ ธงชัย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลแพ่งที่คุ้มครองชั่วคราว โดยสั่งให้พันธมิตรฯ เปิดการจรจารถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลกตามเวลาที่กำหนด และงดใช้เครื่องขยายเสียง ทั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานจากการนำสืบของจำเลยในชั้นไต่สวนแล้วเห็นว่า การคัดค้านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลสั่งไปแล้วนั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อการชุมนุมของพันธมิตรฯ นอกจากนี้ ศาลไม่ได้สั่งห้ามการชุมนุม แต่การชุมนุมของพันธมิตรฯ ได้ส่งผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชน และกระทบต่อนักเรียน ส่วนกรณีที่แกนนำพันธมิตรฯ อ้างว่า จำเป็นต้องปิดถนน เพราะเกรงว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) จะทำร้ายผู้ชุมนุมนั้น ถือว่าไม่ใช่ข้ออ้างทางกฎหมาย ดังนั้น ที่ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุอันคารต้องเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จึงให้ยกคำร้อง .......................... เปิดคำร้องค้านของ 6 แกนนำพันธมิตร...ดังนี้... หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้ง 6 เปิดการจราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก เพื่อให้ประชาชนสามารถผ่านไปมาได้อย่างสะดวก และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงวันจันทร์ วันศุกร์ ระหว่างเวลา 07.30 -16.30 น. ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยให้คำสั่งมีผลทันที จำเลยทั้ง 6 รับทราบคำสั่งศาลแล้วเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ในมาตรา 63 บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ มาตรา 27 บัญญัติว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดเจนโดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาล+รัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงและตรากฎหมาย การใช้บังคับและกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง และมาตรา 29 การจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ จำเลยทั้ง 6 จึงมีความประสงค์ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว
การใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธนั้น มิได้เป็นการกระทำที่มิได้เป็นการกระทำที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้ความเสียหาย ถึงแก่ชีวิต แก่ร่ายกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด จึงไม่ใช่เป็นการละเมิดแต่เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายมหาชน ซึ่งเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 11/2549 เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2551 วางบรรทัดฐานไว้แล้ว โดยโจทก์ทั้ง 10 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คดีนี้เป็นการกระทำของพรรคพลังประชาชนที่ต้องการสลายการชุมนุมของจำเลยกับพวก จึงได้มอบหมายให้นายศุภชัย ใจสมุทร อดีตผู้สมัคร ส.ส. และปัจจุบันเป็นรองโฆษกพรรคพลังประชาชน ทั้งนี้พรรคพลังประชาชนได้เชิดให้โจทก์ทั้ง 10 มาเป็นผู้เสียหายในการฟ้องคดี โดยให้นายเมธี ใจสมุทร น้องชายนายศุภชัย เป็นทนายความฟ้องคดี ซึ่งการสลายการชุมนุม เป็นวัตถุประสงค์ของพรรคพลังประชาชนการฟ้องคดีนี้ถือว่า พวกโจทก์มาศาลโดยมือที่ไม่สะอาด มิได้เสียหายจริงตามที่ฟ้อง
คำร้องระบุด้วยว่า พวกจำเลยเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีวัตถุประสงค์ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 70 บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นการรวมตัวครั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทย ธำรงไว้ซึ่งเอกราชและความมั่นคงของชาติ การทำนุบำรุงรักษาศาสนา เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และเป็นมิ่งขวัญของชาติ ทั้งนี้การที่พวกจำเลยออกมาชุมนุมเป็นเพราะพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างมากมีความประสงค์จะแก้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรค 2 มาตรา 309 และบทเฉพาะกาล ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวนำไปสู่การถกเถียงของประชาชนทั่วไป ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เนื่องด้วยวิธีการนำเสนอแก้ไข ไม่ต้องการให้ผ่านการลงประชามติ ทั้งยังเป็นการแก้ไขเพื่อให้มีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานหรือองค์การตรวจสอบที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ และยังเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหนีการถูกยุบพรรคพลังประชาชน พรรคมัฌชิมาธิปไตย พรรคชาติไทย จึงเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ของพวกตนโดยเฉพาะ ผิดจากหลักเกณฑ์ในการตรากฎหมาย เพราะการออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้ ซึ่งจำเลยได้แถลงเตือนไปยังรัฐบาลว่าไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ยังคงดึงดันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันเป็นเหตุผลที่จำเลยต้องระดมมวลชนเข้าคัดค้าน อันเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ การชุมนุมของจำเลยทั้ง 6 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 และ 71
โดยการชุมนุมได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมาโดยครั้งแรกชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเคลื่อนขบวนมาปักหลักพักค้างที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และได้ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกความคิดที่จะแก้รัฐธรรมนูญแต่รัฐบาลก็ไม่ยอม กลับกระทำการต่างๆ ยั่วยุ อาทิ เข้าแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม โยกย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) การปลด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งกำลังสอบสวนในคดีที่เกี่ยวพันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในส่วนของต่างประเทศ ได้ย้ายอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และได้แต่งตั้ง นายกฤต ไกรจิติ ขึ้นเป็นอธิบดีแทน เพื่อให้มีการทำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชา ทำให้ไทยเสียดินแดนประสาทพระวิหาร จนต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง และทำการไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีรการคุ้มครองชั่วคราว ก่อนมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551
ท้ายคำร้องระบุด้วยว่า การชุมนุมครั้งนี้ได้สร้างคุณูปการแก่ประเทศชาติหลายประการ อาทิ ประวิงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสามารถประหยัดงบประมาณในการทำประชาพิจารณ์ ได้ถึง 2,400 ล้านบาท เรื่องการที่รัฐบาลยอมให้เปิดสภาให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องปราสาทพระวิหาร เรื่องการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอื่นๆ ซึ่งการชุมนุม รวมระยะเวลา 37 วัน กระทำโดยสงบไม่มีการเสียเลือด เสียเนื้อของประชาชนแต่อย่างใด ระหว่างการชุมนุมของจำเลย มีกลุ่มของประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล โดยกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) พยายามเข้ามาทำร้ายร่างกายของประชาชนที่ชุมนุมเรื่อยมา จึงมีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องปิดกั้นถนนบางส่วน เพื่อไม่ให้คนร้ายแฝงตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุมได้
แต่การปิดถนและการใช้เครื่องขยายเสียงก็ทำตามความจำเป็นเฉพาะในตอนกลางวัน ที่มีผู้ชุมนุมน้อย เครื่องเสียงบริเวณ โรงเรียนราชวินิต มัธยม และโรงเรียนอื่นๆ ก็ปิดหมด ผู้ฟ้องคดีอาจขาดความสะดวกสบายไปบ้าง แต่สามารถใช้เส้นทางอื่นมาที่โรงเรียนได้ ผู้ฟ้องคดีจึงมิได้มีความเสียหายตามฟ้อง ในทางกลับกัน จำเลยทั้ง 6 ตกปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแล้ว การชุมนุมของจำเลยทั้ง 6 จะกระทำไม่ได้เลย หากปล่อยให้รถเมล์ วิ่งผ่านที่ชุมนุม ก็อาจเป็นการเปิดช่องให้กลุ่ม นปก. แฝงตัวเข้ามาทำร้ายก็ผู้ชุมนุมได้ อันเป็นการยากที่จะรักษาความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของผู้ชุมนุม ส่วนการใช้เครื่องเสียงนั้น ปัจจุบัน พวกจำเลยไม่ได้เปิดเครื่องเสียงที่โรงเรียนราชวินิตฯ ในเวลา กลางวันแล้ว ด้วยเหตุผลดังกล่าว จำเลยขอให้ศาลได้โปรดยกเลิกคำสั่ง ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ทั้ง 10 หรือกำหนดมาตรการอื่น เพื่อไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วย ............................... เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว การชุมนุมของพันธมิตรคงมีต่อไปแต่ต้องคำนึงถึงคำสั่งศาลเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ทนายความของฝ่ายพันธมิตรกล่าวว่า จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ในทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน มิเช่นนั้นสิทธิการชุมนุมมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธจะเป็นหมันทันที ไม่สามารถจัดการชุมนุมประชาชนจำนวนมากๆอีกต่อไป การชุมนุมต่อไปอาจมีขึ้นไม่ได้เลย หากมีประชาชนส่วนหนึ่งไปร้องที่ศาลแพ่ง ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
|