รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม
"ท่านผู้อ่านโปรดทราบ นี่คือblogของเจ้ากรมมั่วนิ่มแห่งชาติ blogนี้ไม่เหมาะต่อเด็กและสตรีมีครรภ์ กรุณาใช้สติในการอ่าน ขอบคุณครับ"
Permalink : http://www.oknation.net/blog/caster
วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม 2550
หนังสือคือเพื่อนสนิท
Posted by พระเจ้าที่ชื่อว่าเงิน , ผู้อ่าน : 1725 , 17:29:12 น.  
พิมพ์หน้านี้


“การอ่านหนังสือ เป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา” คำกล่าวนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ผู้ที่อ่านหนังสือน่าจะได้รับคำตอบแล้ว ผมคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่านี้ และพยายามที่จะอ่านหนังสือไม่ว่าจะแนวใดก็ตามให้มากที่สุด ทั้งในห้องสมุด ร้านเช่าหนังสือ หรือร้านหนังสือทั่วไป หรือแม้กระทั้งใบปลิว ที่ติดตามตู้โทรศัพท์ มันก็ทำให้ปัญญา(หรือปัญหา)ของผมดีขึ้นมาบ้าง หลายๆครั้งที่ผมเข้าไปอ่านหนังสือ(ฟรี)อยู่ในร้านหนังสืออยู่นั้น แทบทุกร้านจะมีพนักงานมาคอย(จับตา)บริการอยู่ข้างๆเหมือนเพื่อนที่รู้ใจใกล้ๆคุณ(ไม่ใช่สโลแกนโฆษณา)อันจะทำให้การอ่านและเลือกดูหนังสือของผมไม่มีความเป็นส่วนตัว ผมจึงต้องเดินไปอ่านหมวดอื่นหรือออกจากร้านไปเลย  ผมว่าทางร้านหนังสือทุกร้านควรมีบริการให้อ่านฟรีหรือเก็บค่าสมาชิกก็ได้แต่ในราคาย่อมเยานะครับ

แต่ผมก็เข้าใจนะครับว่าเดี๋ยวนี้คงจะไม่มีหรอกครับที่เจ้าของร้านจะให้ยืมหนังสือกลับไปอ่านที่บ้าน ดังเช่นโฆษณาทีวีชิ้นหนึ่งที่ผู้ก่อตั้งห้างดังแห่งหนึ่งสังเกตเห็นลูกค้ามายืนอ่านหนังสืออย่างตั้งใจและมาอ่านหลายๆครั้งโดยที่ไม่ยอมซื้อหนังสือสักทีถ้าเป็นสมัยนี้โดนเจ้าของด่าไปแล้วละครับพี่น้องจนท่านก็ใจดีให้หนังสือกลับไปอ่านที่บ้านได้ลูกค้าคนนั้นหลังจากได้อ่านหนังสือและฝึกฝนฝีมือการถ่ายภาพจึงได้กายมาเป็นศิลปินแห่งชาติด้านการถ่ายภาพนั้นเอง  เห็นมั๊ยละครับถ้าทางร้านหนังสือจัดให้มีมุมอ่านหนังสือฟรีผู้คนที่ไม่มีเงินซื้อหนังสือตาดำๆอย่างผมและอีกหลายๆคน ก็จะได้มีแหล่งความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนและการศึกษาไม่ต่างจากผู้มีฐานะทุกคน เมื่อพวกเขามีความรู้ก็จะได้นำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานหรือการเรียนถึงตอนนั้นพวกเขาน่าจะมีเงินมากพอที่จะกลับมาอุดหนุนร้านหนังสือท่านแน่นอนครับดังคำกล่าวที่ว่า “ให้วิชาแด่ท่าน ดีกว่าให้นาร้อยไร่”


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
แค่คนอีกคน วันที่ : 20/07/2008 เวลา : 19.24 น.
http://www.oknation.net/blog/Bigism
สับปะรด

ไฮไฟว์มึงหายไปไหน ติดต่อไม่ได้
ไม่ใช่กูติดต่อมึงไม่ได้ แต่ไม่มีตังค์โทรไป
โอ๊ยเป็นอะไรเนี่ยะ รู้ว่าตังค์เยอะ
เดี๋ยวคงไปแอ่วเมืองกรุงเทพฯ
คงอีกหลายปีเลยทีเดียว มึงมีตังค์ก็มาเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่งั้นก็เจอทีบ้านเฮา missssss
ความคิดเห็นที่ 3
แค่คนอีกคน วันที่ : 05/06/2008 เวลา : 12.24 น.
http://www.oknation.net/blog/Bigism
สับปะรด

Into the Light: การนำตัวตนออกไปสู่ที่แจ้ง
แนวความคิดนี้มีที่มาจากเพลง Into the Light ของโอม ชาตรี คงสุวรรณ นักแต่งเพลงชั้นนำของเมืองไทย ผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้กับศิลปินในกลุ่มทุนแกรมมี่ที่ประสบความสำเร็จมากกันนักต่อนักและตอนนี้โอม ชาตรี คงสุวรรรณ ได้ผันตัวเองมาเป็นศิลปินที่อยู่เบื้องหน้าในค่ายเพลงเล็กๆที่ตนเองตั้งนามว่า Craftsman Record ในอัลบั้มที่ชื่อเดียวกับหัวข้อ นั่นคือ Into the Light ซึ่งถือว่านี่เป็นปรากฎการณ์ทางสังคมวงการศิลปะดนตรีไทยสากลที่มีบุคคลที่มาจากฉากละครข้างหลังออกมาเปิดเผยอัตลักษณ์ในฉากละครด้านหน้า Into the Light
ในความหมายของเพลง Into the Light ก็จะกล่าวถึงการที่มนุษย์มักจะกักขังไว้ในที่มืดมิด ไม่กล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายในชีวิตที่นอกออกกรอบพื้นที่ในห้องมืดมิด เพียงแต่จะรอคอยแสงสว่างที่อยู่พื้นที่ด้านนอกให้สาดส่องแสงเข้ามากระทบในห้องที่ยังมืดมิด แทนที่ควรจะนำพาตนเองออกไปเผชิญกับความสว่างเหล่านั้นได้ด้วยตนเองว่าสิ่งที่อยู่ข้างนอกนั้นมีสิ่งที่มนุษย์จักต้องได้รับทราบความรู้อีกมากมาย ไม่ใช่การปิดตายตนเองให้อยู่ในความคับแคบกับสายตาที่ไว้ใช้มองพื้นที่ด้านนอก ซึ่งไม่สามารถเห็นพื้นที่ด้านนอกได้ทั้งหมด แต่ว่าการหาแสงสว่างไม่ใช่การรอให้แสงสว่างมาหาตัวมนุษย์ แต่มนุษย์ต้องเป็นคนที่นำตนเองเข้าสู่แสงสว่างต่างหาก
ด้วยเหตุดังนั้น แนวความคิด Into the Light หรือการนำตัวตนออกไปสู่ที่แจ้งควรจะได้รับการนิยามตามบริบททางสังคมสมัยใหม่ว่าในสังคมนี้มีฐานความคิดที่มีอยู่เลื่อนลอยในที่ต่างๆ ความล่องลอยของความรู้ที่เป็นประจักษ์และไม่ประจักษ์ มนุษย์จะสามารถใช้สายตาวิเศษอันใดมองเห็นความรู้ ความจริง หรือข้อเท็จจริงทางสังคมเหล่านั้นได้ว่าการยืนอยู่บนพื้นที่แจ้งแกมความมืดมิดนั้น เราจะสามารถใช้สิ่งใดมาอธิบายกันสิ่งที่เรากำลังสัมผัสได้ด้วยผัสสะทั้งห้าได้
การกำเนิดมนุษย์ผู้หนึ่งต้องมีระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดจากตัวแปรการก่อกำเนิดความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีอยู่อย่างซับซ้อนและพลวัต ซึ่งไม่สามารถใช้แนวคิดใดแนวคิดหนึ่งอธิบายได้อย่างครอบจักรวาลว่าการเป็นมนุษย์จะมีฐานเกิดมาจากวัฒนธรรมความรัก ว่าด้วยเรื่องชนชั้น ว่าด้วยเรื่องสายเลือด กลุ่มชาติพันธุ์ การดำรงเผ่าพันธุ์ตามหลักความเชื่อของสมมุติเทพที่มักธำรงความบริสุทธิ์ของตระกูลเอาไว้ด้วยการแต่งงานในบุคคลที่มีสายเลือดเดียวกัน
หรือจะด้วยแนวความคิดหรือทฤษฎีใดนั้นคงจะไม่สำคัญเท่ากับการเกิดเป็นมนุษย์ที่ยืนอยู่บนท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายและคงไม่สามารถใช้เกณฑ์ของความเป็นรัฐชาติที่มักจะเข้าใจแบบหลงผิดหลงถูกว่าความเป็นชาติเดียวกันมีฐานความสัมพันธ์อยู่ที่สายเลือด แต่ในความเป็นจริงทางทฤษฎีของมาร์กซิสติ์กล่าวไว้ว่าการเป็นรัฐชาติเกิดขึ้นได้เกิดจากกระแสเศรษฐกิจและการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกระดับ ซึ่งน่าจะอธิบายเชื่อมโยงต่ออัตลักษณ์ของกลุ่มคนทุกคนได้ว่ารีบใช้แนวคิด Into the Light ได้แล้ว
ในสังคมที่มีอิทธิพลทางความคิดแบบประชาธิปไตยครอบงำอยู่จะต้องเคารพความคิดของประชาชนทุกฝ่ายเป็นหลัก ควรจะเน้นสลายของการสร้างระบบกลุ่มที่มีป้ายติดแบบเด่นชัด การเมืองแบบแยกขั้วที่เน้นการทะเลาะกันระหว่างกลุ่มที่ขัดแย้งผลประโยชน์ร่วมกันหรือการทะเลาะกันในทางการเมืองที่ไร้รากฐานความคิดมาจากประชาชน ฉะนั้น การสร้างศักยภาพของปัจเจกบุคคลให้มีความคิดที่กว้างไกลกว่าที่เป็นอยู่นั้น นั่นคือ การใช้ความคิดในระดับสามัญสำนึก ซึ่งมิได้มีการไตร่ตรองความคิดให้ถ้วนถี่ว่าจะคิดจะพูดออกไปแล้วจะมีผลกระทบต่ออะไรบ้าง? แต่เราก็จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์ยังคงเป็นสัตว์สังคม ไม่สามารถจะดำเนินชีวิตเองตามลำพังได้หากไร้ขาดความสัมพันธ์กับบุคคลหลายๆบุคคล ดังนั้น แนวคิด Into the Light จึงเป็นแนวคิดหรือปรัชญาชิ้นหนึ่งที่คนในสังคมประชาธิปไตยควรมีไว้ประดับติดตัวเหมือนโทรศัพท์มือถือที่เหน็บไว้ข้างเอวอยู่ตลอดเวลา
ทุกวันนี้ที่สังคมไทยกำลังเป็นไปอยู่คนในสังคมไทยมักจะกักขังความคิดของตนเองไว้อย่างหนาแน่น นอกนั้นยังไม่สาแก่ใจคนในสังคมไทยมักจะใช้บรรทัดฐานของตนเองมาวัดพฤติกรรมทางสังคมของผู้อื่นได้อย่างน่าประหลาดใจ จนเห็นพฤติกรรมของมนุษย์ผู้อื่นที่มิใช่ตนเป็นความแปลก เป็นความไม่เหมือนหรือต่างจากคนส่วนใหญ่ เช่น ประเพณีการรับน้องในมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นเชื้อวัฒนธรรมที่ใช้ความร้อนระดับใดก็ไม่สามารถฆ่าให้ตายลงเสียได้ เพราะว่านี่เป็นประเพณีที่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบทอดต่อๆกันมาที่ใช่ว่าจะเป็นประเพณีที่ดีไปเสียเท่าไหร่ นอกจากการใช้ความสะใจเพียงเท่านั้นหรือการอ้างความอาวุโสกว่ารุ่นน้องว่าใครมาก่อนควรให้ความเคารพแบบก้มหน้าก้มตา ดังเช่นอีป่วนกับอีแอบไพร่ทาสของแม่นางสาลี่ ในละครชื่อดังทางช่อง 7 เรื่องนางทาส ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรับน้องถือว่ากลายเป็นคนที่ถูกสายตาประชาชีมองว่าไม่เข้าแนวคิด Into the Light แต่คนที่นิยมการรับน้องควรจะย้อนถามกลับใส่ตัวเองว่า Into the Light แล้วหรือยัง ?
แล้วเราจะทำอย่างไรให้เข้าแนวคิด Into the Light ? นี่คือคำถามของผมที่แต่ละคนควรจะตอบให้กับตนเองว่าจะ Into the Light ได้อย่างไร ? หากว่าผมมอบคำตอบให้แต่ละคนผมก็จะถือว่าคงมีการคัดลอกแนวความคิดหรือการสร้างทำนองความคิดในระนาบเดียวกัน ซึ่งมิได้เป็นแนวความคิดที่ควรจะแตกแขนงไปเป็นระนาบอื่นได้เลย ดังนั้น ผมจึงตอกกลับไปว่าคุณกล้าพอหรือเปล่าที่จะ Into the Light ?
กรณีตัวอย่างของแนวคิด Into the Light คือ จิตร ภูมิศักดิ์ นักประวัติศาสตร์ในรัฐไทยช่วงสังคมนิยมกำลังเบ่งบาน คนชั้นกลางจากโรงงานผลิตคนชั้นกลางกำลังมีแนวความคิดแบบก้าวหน้ากว่าใครในชนชั้นอื่นๆที่ต่างจากเขา ทั้งนี้ผมจะยกผลงานทางวิชาการที่เลื่องชื่อที่ผู้คนในแวดวงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก (นอกจากว่าไอ้คนนั้นทำเป็นกบในกะลา) นั่นคือหนังสือ “โฉมหน้าศักดินาไทย” ที่ใช้ทฤษฎีของคาร์ล มาร์กซ ว่าด้วยเรื่องชนชั้นมาวิเคราะห์อธิบายประวัติศาสตร์ของชนชาติไทหรือในดินแดนแถบอุษาอาคเนย์ว่าพัฒนาการของสังคมไทยในทุกยุคทุกสมัยเกิดจากการธำรงของชนชั้นสูงต่อชนชั้นต่ำเป็นหลัก ก่อนหน้าที่จะเกิดคนกลุ่มใหม่ที่ถือว่าตนเป็นชนชั้นกลางในช่วงของรัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดหนึ่งที่สร้างองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ให้ต่างจากวาทกรรมทางประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักที่ ธงชัย วินิจจะกูล กล่าวไว้ว่าประวัติศาสตร์ไทยเป็น “ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม” ที่เกิดจากการรวบรวมความทรงจำของกลุ่มชนชั้นปกครองที่เรียกว่าเป็น “ศักดินา” เพียงเท่านั้น แต่จิตร ภูมิศักดิ์ให้คำอธิบายใหม่ว่าสังคมที่ดำรงอยู่มาได้ทุกช่วงเวลาและพื้นที่ในประวัติศาสตร์มาจากกลุ่มมวลชนหรือไพร่ทาสต่างหาก
ผลงานชิ้นดังกล่าวถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งของกรอบคิด Into the Light ที่นำเสนอหน้าตาออกสู่สังคมว่าเป็นมุมมองใหม่ที่ควรเรียนรู้และควรค่าแก่การศึกษาในแวดวงการศึกษาไทยและสังคมไทย ไม่ใช่เอาความคิดที่เป็นบรรทัดฐานของตนที่อยู่ภายในพื้นที่ห้องคับแคบแห่งหนึ่งมาตัดสินว่าการไม่นิยมเจ้าหรือการใช้แนวคิดทางประวัติศาสตร์ของจิตร ภูมิศักดิ์ มาอธิบายเป็นความไม่จงรักภักดีต่อสามสถาบันหลักของชาติและเป็นการนำอันตรายเข้าสู่ตนเอง
แต่ผมยังคิดว่าแนวคิด Into the Light ไม่ควรจะเป็นการนำความคิดของตนออกสู่ที่แจ้งอยู่ตลอดเวลา หากแต่ว่าเราจักต้องรู้จักจังหวะของการสับขาหลอกว่าควรจะอยู่ในที่มืดมิดเมื่อใดหรือแอบซุ่มในโพรงไม้ที่ใด เวลาใดควรจะเปิดตัวออกมาในที่แจ้งซึ่งแน่ใจว่าการนำความคิดของตนออกมานำเสนอนั้น จะเป็นอันตรายหรือไม่อันตรายก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมนุษย์จักต้องรู้จักการพลิกแพลงจังหวะชีวิตของตนเองให้จงได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตามซึ่งอาจจะคุ้นชินหรือไม่คุ้นชินก็ตามและที่สำคัญคือการให้ความเคารพคนอื่นๆที่ร่วมทางสร้างตนในแนวคิด Into the Light ด้วย
สำหรับคนที่ยังกักขังตนเองภายในพื้นที่คับแคบ ไม่ยอมเดินทางบนผืนดินที่กว้างไกล ไม่ยอมพบกับคนที่แตกต่างจากเรา เอาแต่มองจากพื้นห้องของตนว่าคนที่เดินผ่านมาหน้าห้องฉันเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ ใครหน้าตาดีก็ชื่นชอบ ใครหน้าตาไม่ดีก็ไม่ชื่นชอบ ใครใส่แว่นก็เคารพรัก ใครเป็นชาวเขาพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัดก็ตีตราหน้าว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและไม่ใช่คนไทย หนำซ้ำยังเป็นคนที่ด้อยกว่าเราหรือเขา เพราะฉะนั้น การที่ผมใช้แนวคิด Into the Light ก็คือการที่คนในสังคมยังเรียนรู้กับสิ่งต่างๆรอบตัวในพื้นที่ที่คับแคบอยู่ ซึ่งมิได้หมายถึงในแค่ห้องคับแคบห้องหนึ่ง แต่ยังหมายถึงคณะหนึ่งๆ มหาวิทยาลัยหนึ่งๆ ภาควิชาหนึ่งๆ โรงเรียนหนึ่งๆ บริษัทหนึ่งๆ อะไรอย่างนี้... เป็นต้น
ดังนั้น เราจักต้องคิดแล้วว่ากระบวนการเรียนรู้ในสังคมนี้ไม่ได้มีกรอบใดกรอบหนึ่งมากั้นเลย เพียงแต่ว่ากรอบที่สร้างขึ้นมาให้คนหลายคนต้องตกอยู่ภายใต้กับคำว่าสังกัดนั้น ตัวเราเองนี่แหละที่สร้างกรอบกั้นการเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง การทลายกรอบกั้นการเรียนรู้คือการคิดหาวิธีการก้าวข้ามกรอบกั้นของกรอบความคิดที่เป็นระดับสามัญสำนึกของตนดังกล่าวหรือยกระดับสามัญสำนึกให้แลดูสูงขึ้นกว่าประสบการณ์ของคนทั่วไป ด้วยตัวเราเองเพียงเท่านั้นและการเรียนรู้แนวความคิดของผู้อื่นที่แตกต่างหลากหลาย หากจะคิดหวังการก้าวข้ามกรอบการเรียนรู้จากผู้อื่น ชาตินี้คนนั้นจะต้องไปนอนกระดิกตีนอยู่บนเหย้าเรือนน่าจะดีกว่าหรือจะให้ดีก็ควรกล่าวตามวาทกรรมการพัฒนากระแสหลักที่ว่าด้วยเมืองใหญ่ดีกว่าชนบท นั่นคือ ไปเลี้ยงควายกลางทุ่งนาดีกว่า!
ที่กล่าวมาทั้งหมดคือแนวทางส่องสว่างการใช้ชีวิตภายใต้สังคมที่วุ่นวายและสับสนแกมกับความดีงามแท้จริงและหลอกลวงไปพร้อมๆกัน การท่องหลักพักจำแบบการเรียนในเมืองไทยคงช่วยอะไรไม่ได้ที่จะช่วยชีวิตของคนในสังคมไทยมีคุณค่าทางความคิดและการกระทำที่สูงขึ้น แม้ว่าแต่ละเรื่องที่เข้ามาจะเป็นเรื่องราวที่ยากยิ่งและหนักหนาสาหัสก็ตาม สิ่งเดียวที่มนุษย์มีไว้ติดตัวก็คือปัญญาและความคิดที่ใช้ต่อสู้กับระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันภายในสังคมงี่เง่าแบบนี้และจงจำไว้ให้ขึ้นใจด้วยว่า Into the Light ไม่ใช่การออกพื้นที่ที่มักบำเรอวัตถุสินค้าเป็นตัวนำทาง แต่ก้าวเดินเท่านั้นที่จะช่วยให้เราเห็นสองข้างทางได้ละเอียดชัดกว่าผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
แล้วคุณล่ะพร้อมที่จะ Into the Light ได้แล้วหรือยัง ? และจะทำได้อย่างไร ?

วิวัฒน์ สวาทชาติ
ความคิดเห็นที่ 2
แค่คนอีกคน วันที่ : 02/12/2007 เวลา : 14.42 น.
http://www.oknation.net/blog/Bigism
สับปะรด

ความคิดการให้อ่านหนังสือฟรีในร้านเป็นความคิดที่ดี เพราะว่า คนไทยส่วนมากยากจน มีรายจ่ายจำเป็นอย่างอื่นมากกว่า ทั้งที่ตนก็อยากซื้อหนังสือมาเป็นสมบัติส่วนตัว แต่ก็ซื้อไม่ได้ เนื่องด้วยความจำเป็นอย่างอื่น ดังนั้น การกระทำแบบนี้เป็นการให้เป็นสวัสดิการทางความรู้แก่คนรุ่นใหม่ที่ยากจน แต่รักแสวงหาความรู้
แต่ว่าหนังสือคือเพื่อนสนิทก็คงจะถูกสำหรับมึง แต่ว่าเพื่อนสนิทของมึงคงไม่ใช่หนังสือหรอก แต่เพื่อนสนิทของมึงคือ ไอ้ปุยกับอีโอ่ง
ความคิดเห็นที่ 1
WoraDeLaFolle วันที่ : 13/07/2007 เวลา : 09.50 น.
http://www.oknation.net/blog/waewwow


Keep reading
Keep blogging ;-)



แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31