พิมพ์หน้านี้
|
หลังจากนัดวันผ่าตัดกับคุณหมอได้เรียบร้อยแล้วว่าเป็นวันที่ 12 กันยายน 2551 คุณหมอก็บอกให้ผมไปตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจเลือด และเอ๊กซเรย์โดยละเอียดก่อนที่จะผ่าตัด ผมก็เห็นดีด้วยเพราะกลัวว่าการกรนของผมจะส่งผลถึงการเป็นโรคหัวใจ (ผลตรวจคลื่นหัวใจผมออกมาแล้ว ทุกอย่างปกติดีครับ) ผมถามว่าการผ่าตัดครั้งนี้คุณหมอจะใช้การผ่าตัดด้วยวิธีไหนครับ (เพราะในใจผมตอนแรก คิดว่าคงเป็นการผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ จะได้ไม่เจ็บมาก) หมอบอกว่าจะฉีดยาชา แล้วผ่าตัดแบบธรรมดาทั่วไป และใช้คลื่นวิทยุควบคู่ไปด้วย หมอยังบอกด้วยว่า ผ่าตัดเสร็จแล้วให้ผมกลับบ้านได้เลย ไม่ต้อง admit ได้ยินแล้วผมสบายใจมากเลย แสดงว่าการผ่าตัดครั้งนี้ต้อง ชิลล์ ชิลล์ สบาย ๆ แน่ เพราะไม่ต้อง admit เลยบอกคุณหมอไปว่า อย่างงั้นในวันผ่าตัด ผมมาคนเดียวก็ได้ใช่ไหม เพราะดุแล้วเป็นการผ่าตัดเล็ก ๆ ไม่หนักหนาสาหัสอะไร แต่หมอกลับบอกว่า ไม่ได้ ควรมีญาติ หรือเพื่อนมาด้วยจะดีกว่า เผื่อผมเป็นลมเป็นแล้งไปจะได้มีคนดูแล ผมก็บอกหมอว่าคงไม่ถึงขนาดนั้นมั้งครับ หมอบอกว่ากันไว้ดีกว่า เอมีปัญหาจนได้ (แสดงว่าคุณหมอแกคงเคยเจอเมอร์ฟี่มาแล้วแน่ ๆ เลย) พอภรรยาผมรู้เรื่องเข้าก็บอกว่าจะมาเป็นเพื่อนผมเอง เป็นอันว่าคุณหมอสบายใจได้แล้วครับว่าผมมีคนมาเป็นเพื่อนแล้วครับ พุดถึงเรื่องนี้ทำให้นึกถึง วันที่ภรรยาผมกำลังจะคลอดเจ้าลูกชาย วันนั้นผมอยู่ในห้องทำคลอดด้วย กะว่าจะเข้าไปเป็นกำลังใจให้ภรรยา และถ่ายภาพลูกชายตอนคลอดซะหน่อย แต่พอเห็นเลือดตอนหมอทำคลอดเท่านั้นแหละครับ เข่าอ่อนทำท่าเหมือนจะเป็นลม คุณหมอที่ทำคลอดอยู่บอกว่าไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ชวนผมเข้าไปในห้องทำคลอดด้วย แต่ผมว่าผมคิดถูกนะครับ เพราะอย่างน้อยผมก็ได้เห็นลูกชายตอนเขาลืมตาดูโลกครั้งแรก และได้ยินเสียงเสียงร้องครั้งแรกของลูก เป็นประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ และเป็นความประทับใจไม่รูลืม ตอนนั้นผมแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นตัวลูกชายสีเทา ๆ ไม่รู้ว่าผมตาลายเนื่องจากจะเป็นลมหรือเปล่าก็ไม่รู้ กลับมาที่วันผ่าตัดของผม วันนั้นผมกับภรรยาไปถึงโรงพยาบาลประมาณบ่าย 2 ครึ่ง พยาบาลบอกให้ไปซื้ออุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ห้องจ่ายยา พอได้มาแล้วก็เห็นว่าเป็นท่อพลาสติกยาวประมาณ 3-4 นิ้ว จำนวน 2 อัน ก็สงสัยว่าจะเอามาทำอะไร ภรรยาผมเดาว่าหมอคงจะเอาใส่เข้ารูจมูกของผมทั้งสองข้างเพื่อทำความสะอาดก่อนผ่าตัด ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะดูแล้วมันยาวพอสมควร ถ้าใส่เข้าไปคงจะอึดอัดน่าดู
ถึงเวลาประมาณบ่าย 3 โมงครึ่ง พยาบาลมาเรียกผมไปเปลี่ยนชุด เป็นเสื้อกางเกงของโรงพยาบาล ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องผ่าตัด โดยภรรยาผมรออยู่ด้านนอก ผมเป็นคนไข้ผ่าตัดคิวที่สองของการผ่าตัด ในวันนั้นมีน้องผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งรออยู่เป้นคิวแรก เราสองคนนั่งรออยู่ในห้อง ๆ หนึ่ง ดูคล้าย ๆ ห้องทำงาน เพราะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ เปิดหน้าจอค้างอยู่ และมีพยาบาลอาวุโสท่านหนึ่ง กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะอีกด้านหนึ่ง สักครู่พยาบาลก็มาเรียกน้องคนนั้นไปห้องผ่าตัด เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง พยาบาลก็มาตามผมไปที่ห้องผ่าตัด ผมเห็นคุณหมอกำลังผ่าตัดน้องคนนั้นอยู่ ส่วนตัวผมพยาบาลให้ขึ้นไปนอนรอบนเตียง สักครู่เดียวหมอก็มาทักทายผม (ตอนนั้นผมคิดว่าคงใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน เหมือนคนไข้ก่อนหน้านี้) แต่ผิดคลาดครับ หมอใช้เวลาผ่าตัดผมประมาณ 1 ชั่วโมง เริ่มต้นก่อนการผ่าตัดพยาบาลเอาผ้ามาคลุมหน้าคลุมตาผม ยกเว้นปากกับจมูก แขนทั้งสองข้างก็ถูกผูกไว้กับข้างเตียงทั้งสองด้าน ป้องกันไม่ให้ผมจะเอามือขึ้นมาเกะกะ หรือรบกวนขณะหมอผ่าตัด ก่อนจะผ่าตัดท่จุดใด หรือก่อนจะทำอะไรก็แล้วแต่ คุณหมอจะพูดคุย จะบอกผมตลอดเวลา ทำให้ผมรู้สึกดีมากเลยครับ รู้ว่ากำลังจะเกิดขึ้นกับผมบ้าง เช่น .. หมอจะบอกผมว่า เดี๋ยวหมอจะฉีดยาชาเข้าไปในโพรงจมูกนะครับ พูดจบหมอก็จะฉีดยาชาทันที ...ตอนฉีดยาชาสองเข็มแรกนี้จะเจ็บหน่อยนะครับ พอหมอพูดจบปั๊บ ผมก็เจ็บปุ๊บทันที เจ็บมากจริง ๆ ครับ ... ฤทธิ์ของยาชาจะทำให้ใจสั่น ใจเต้นแรงหน่อยนะครับ โอเคเลยครับ พอสิ้นเสียงหมอ ใจเต้นซะไม่มี บางช่วงก็จะได้ยินหมอบอกคุณพยาบาลว่า เอาสิ่วตัวเล็กให้หมอหน่อยครับ พอได้ยินคำว่าสิ่ว ผมก็เตรียมใจไว้เลยว่าเดี๋ยวคงจะต้องมีการตอกอะไรบางอย่างในโพรงจมูกผม ขณะที่หมอใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าสิ่วตอกเข้าไปนั้น หมอจะพูดตลอดเวลาว่า ต๊อก ๆ ต๊อก ๆ ผมว่าเข้าท่าดีครับ เป็นการสื่อสารโดยใช้เสียงกระทบกันของอุปกรณ์ ให้ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนมีคนคอยพูดคุยกับเราตลอดเวลา ผมว่าน่าจะเป็นจิตวิทยาของหมอขณะผ่าตัดที่เข้าใจพฤติกรรม และความรู้สึกของคนไข้ขณะผ่าตัด ว่ามีความกังวล เดี๋ยวเจ็บจากเข็มยาชา เดี๋ยวใจสั่น เดี๋ยวมึนหัว เดี๋ยวเจอสิ่ว การสื่อสารพูดคุยอยู่ตลอดเวลาแม้จะไม่เห็นหน้าเห็นตากัน ช่วยคลายความกังวลของคนไข้อย่างผมได้เป็นอย่างดี (แต่อยากบอกคุณหมอว่า ถ้าครั้งหน้าต้องผ่าตัดผมอีก โปะยาสลบไปเลยก็ได้นะครับ) จะว่าไปแล้วตอนนอนให้หมอผ่าตัด แม้จะไม่ได้พูดอะไรลย แต่ก็ได้ยินได้ฟังคุณพยาบาล และผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง คุยกันเรื่องการเมืองตลอดเวลา ว่าด้วยเรื่องของพันธมิตรกับรัฐบาล นาน ๆ ทีก็จะได้ยินเสียงคุณหมอแสดงความเห็นบ้าง แหมนี่ขนาดผมเข้ามาผ่าตัดในโรงพยาบาล ยังหนีเรื่องการเมืองไม่พ้นเลยนะเนี่ยะ ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี คุณหมอใส่วัสดุบางอย่างคล้ายผ้าก๊อตนุ่ม ๆ เข้าไปในจมูก ตามด้วยการใส่ท่อพลาสติกเข้าไปในจมูกทั้งสองข้าง ทำให้รู้สึกอึดอัดมากพอสมควร ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกมึน ๆ ปวดหัว และปวดบริเวณแผลผ่าตัด แสดงว่ายาชาเริ่มจะหมดฤทธิ์ลงแล้ว ก่อนจากกันหมอเดินมาจับหน้าแข้งผมและบอกว่า ให้พยายามหายใจทางจมูก อย่าหายใจทางปาก พร้อมทั้งหันไปบอกพยาบาลว่า ให้คนไข้นอนบนเตียงไปสักพักก่อน อย่าเพิ่งให้นั่งนะ ช่วงนั้นผมขอยาแก้ปวดจากพยาบาลมาทาน 2 เม็ด นอนรอภรรยาที่ไปรับยาและจ่ายเงิน ผมนอนรอภรรยาอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง สักครู่พยาบาลมาพาไปนอนในห้องที่ผมมานั่งรอก่อนผ่าตัด ผ่านไปอีกประมาณ 20 นาที ภรรยาผมก็เข้ามาหา และบอกว่ามีเลือดไหลซึมออกมาจากจมูกของผม พยาบาลเลยเอาทิชชู่มาให้ซับเลือด หลังจากนั้นผมก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนเดินออกจากห้องผ่าตัด พยาบาลชื่อจอยเอาหน้ากากผ้ามาให้ 2 อัน บอกว่าเป็นหน้ากากของเธอเอง ให้ไว้ใส่ขณะเดินทาง หรือออกนอกบ้าน ผมเลยรู้ทันทีว่าภาพลักษณ์บริเวณจมูกของผมคงไม่น่าดูเท่าไรนัก จนพยาบาลน้ำใจงามต้องเอาหน้ากากมาหให้ใส่ พอมาถึงบ้านเจ้าลูกชายมองหน้าผมแปลก ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ และถามว่า พ่อครับ ถ้าเลือดไหลออกจากจมูกพ่อหมด พ่อจะตายไหมครับ ผมส่ายหน้า เพราะตอนนั้นจะพูดจะคุยอะไรก็ไม่สะดวก เพราะตึงบริเวณปาก และจมูกแถมยังมีเลือดไหลซึมออกมาอยู่ตลอดเวลา ตามคำสั่งคุณหมอ ผมต้องหยุดพักผ่อน ทั้งหมด 6 วันเต็ม ผมอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลย จะอ่านหนังสือก็อ่านไม่ได้รู้สึกปวดหัวปวดตา จึงต้องอยู่เฉย ๆ โดยปริยาย ต้องงดทานของเผ็ดของร้อนจนกว่าแผลผ่าตัดจะดีขึ้น วันนี้วันที่ 30 ก.ย. ผมผ่าตัดมาได้ 18 วันเต็ม แผลหายเกือบสนิทแล้ว ทุกวันนี้ต้องล้างจมูกด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ หมอสั่งห้ามเอานิ้วมือ และวัสดุทุกอย่างเข้าไปในจมูกผมเด็ดขาด ทุกวันนี้ผมหายใจสะดวกขึ้น รู้สึกว่ารูจมูกมันใหญ่กว่าเดิมอย่างไงก็ไม่รู้ แต่ภรรยาเฝ้าสังเกตอาการตอนผมนอนหลับ บอกว่าเวลาผมนอนหงายก็ยังมีอาการกรนอยู่ แต่ถ้านอนตะแคง หรือนอนคว่ำ จะไม่กรนเลย คุณหมอนัดดูแผลผ่าตัดผมอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ หลังจากนั้นผมอาจจะต้องรักษาในช่องปากเพิ่มเติม เพื่อรักษาอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ ช่วงนี้ผมจะหยุดเล่าเรื่องโรคกรนของผม ผ่านบล็อกไว้เพียงเท่านี้ก่อน หากมีอะไรผิดปกติ หรือต้องผ่าตัดครั้งที่สอง จะกลับมาเล่าให้ฟังอีกทีแล้วกัน แต่ถ้าช่วงนี้ท่านใดมีข้อสงสัย อยากจะถามผมเกี่ยวกับโรคนี้เป็นการส่วนตัว ก็อีเมล์ไปหาผมได้ที่ chaiyospun@yahoo.com ผมยินดีตอบ (หากตอบได้นะครับ) |
| Train The Trainer (2) | ||
ภาพการอบรมหลักสูตร Train The Trainer วันสุดท้าย |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||