• Pro.Trainer
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chaiyospun@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-15
  • จำนวนเรื่อง : 183
  • จำนวนผู้ชม : 38067
  • จำนวนผู้โหวต : 81
  • ส่ง msg :
ไชยยศปั้น
เขียนบทความ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคนและองค์การในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การศึกษา การฝึกอบรม การพัฒนา ตลอดจนแนวทางการเป็นวิทยากรอาชีพ และเทคนิคการเรียนรู้และพัฒนาคนในรูปแบบต่างๆ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/chaiyospun
วันอังคาร ที่ 30 กันยายน 2551
เมื่อผมต้องเข้ารับการผ่าตัด..เพราะโรคนอนกรน (ตอนที่ 4)
Posted by Pro.Trainer , ผู้อ่าน : 200 , 23:27:33 น.   | หมวดหมู่ : กรณีศึกษาจากเรื่องจริง  
พิมพ์หน้านี้


หลังจากนัดวันผ่าตัดกับคุณหมอได้เรียบร้อยแล้วว่าเป็นวันที่ 12 กันยายน 2551  คุณหมอก็บอกให้ผมไปตรวจคลื่นหัวใจ  ตรวจเลือด  และเอ๊กซเรย์โดยละเอียดก่อนที่จะผ่าตัด  ผมก็เห็นดีด้วยเพราะกลัวว่าการกรนของผมจะส่งผลถึงการเป็นโรคหัวใจ  (ผลตรวจคลื่นหัวใจผมออกมาแล้ว ทุกอย่างปกติดีครับ)

ผมถามว่าการผ่าตัดครั้งนี้คุณหมอจะใช้การผ่าตัดด้วยวิธีไหนครับ (เพราะในใจผมตอนแรก คิดว่าคงเป็นการผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ จะได้ไม่เจ็บมาก) หมอบอกว่าจะฉีดยาชา แล้วผ่าตัดแบบธรรมดาทั่วไป และใช้คลื่นวิทยุควบคู่ไปด้วย  หมอยังบอกด้วยว่า ผ่าตัดเสร็จแล้วให้ผมกลับบ้านได้เลย ไม่ต้อง admit

ได้ยินแล้วผมสบายใจมากเลย แสดงว่าการผ่าตัดครั้งนี้ต้อง ชิลล์ ชิลล์ สบาย ๆ แน่ เพราะไม่ต้อง admit เลยบอกคุณหมอไปว่า อย่างงั้นในวันผ่าตัด ผมมาคนเดียวก็ได้ใช่ไหม เพราะดุแล้วเป็นการผ่าตัดเล็ก ๆ ไม่หนักหนาสาหัสอะไร

แต่หมอกลับบอกว่า ไม่ได้  ควรมีญาติ หรือเพื่อนมาด้วยจะดีกว่า  เผื่อผมเป็นลมเป็นแล้งไปจะได้มีคนดูแล  ผมก็บอกหมอว่าคงไม่ถึงขนาดนั้นมั้งครับ  หมอบอกว่ากันไว้ดีกว่า เอมีปัญหาจนได้ (แสดงว่าคุณหมอแกคงเคยเจอเมอร์ฟี่มาแล้วแน่ ๆ เลย)

พอภรรยาผมรู้เรื่องเข้าก็บอกว่าจะมาเป็นเพื่อนผมเอง เป็นอันว่าคุณหมอสบายใจได้แล้วครับว่าผมมีคนมาเป็นเพื่อนแล้วครับ

พุดถึงเรื่องนี้ทำให้นึกถึง วันที่ภรรยาผมกำลังจะคลอดเจ้าลูกชาย วันนั้นผมอยู่ในห้องทำคลอดด้วย กะว่าจะเข้าไปเป็นกำลังใจให้ภรรยา และถ่ายภาพลูกชายตอนคลอดซะหน่อย  แต่พอเห็นเลือดตอนหมอทำคลอดเท่านั้นแหละครับ เข่าอ่อนทำท่าเหมือนจะเป็นลม  คุณหมอที่ทำคลอดอยู่บอกว่าไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ชวนผมเข้าไปในห้องทำคลอดด้วย

แต่ผมว่าผมคิดถูกนะครับ เพราะอย่างน้อยผมก็ได้เห็นลูกชายตอนเขาลืมตาดูโลกครั้งแรก และได้ยินเสียงเสียงร้องครั้งแรกของลูก เป็นประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ และเป็นความประทับใจไม่รูลืม ตอนนั้นผมแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นตัวลูกชายสีเทา ๆ ไม่รู้ว่าผมตาลายเนื่องจากจะเป็นลมหรือเปล่าก็ไม่รู้

กลับมาที่วันผ่าตัดของผม วันนั้นผมกับภรรยาไปถึงโรงพยาบาลประมาณบ่าย 2 ครึ่ง พยาบาลบอกให้ไปซื้ออุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ห้องจ่ายยา พอได้มาแล้วก็เห็นว่าเป็นท่อพลาสติกยาวประมาณ 3-4 นิ้ว จำนวน 2 อัน ก็สงสัยว่าจะเอามาทำอะไร ภรรยาผมเดาว่าหมอคงจะเอาใส่เข้ารูจมูกของผมทั้งสองข้างเพื่อทำความสะอาดก่อนผ่าตัด  ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะดูแล้วมันยาวพอสมควร ถ้าใส่เข้าไปคงจะอึดอัดน่าดู

ถึงเวลาประมาณบ่าย  3  โมงครึ่ง พยาบาลมาเรียกผมไปเปลี่ยนชุด เป็นเสื้อกางเกงของโรงพยาบาล ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องผ่าตัด  โดยภรรยาผมรออยู่ด้านนอก

ผมเป็นคนไข้ผ่าตัดคิวที่สองของการผ่าตัด  ในวันนั้นมีน้องผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งรออยู่เป้นคิวแรก  เราสองคนนั่งรออยู่ในห้อง ๆ หนึ่ง ดูคล้าย ๆ ห้องทำงาน เพราะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ เปิดหน้าจอค้างอยู่ และมีพยาบาลอาวุโสท่านหนึ่ง กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะอีกด้านหนึ่ง

สักครู่พยาบาลก็มาเรียกน้องคนนั้นไปห้องผ่าตัด เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง พยาบาลก็มาตามผมไปที่ห้องผ่าตัด  ผมเห็นคุณหมอกำลังผ่าตัดน้องคนนั้นอยู่  ส่วนตัวผมพยาบาลให้ขึ้นไปนอนรอบนเตียง สักครู่เดียวหมอก็มาทักทายผม (ตอนนั้นผมคิดว่าคงใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน เหมือนคนไข้ก่อนหน้านี้)

แต่ผิดคลาดครับ หมอใช้เวลาผ่าตัดผมประมาณ 1 ชั่วโมง

เริ่มต้นก่อนการผ่าตัดพยาบาลเอาผ้ามาคลุมหน้าคลุมตาผม ยกเว้นปากกับจมูก แขนทั้งสองข้างก็ถูกผูกไว้กับข้างเตียงทั้งสองด้าน ป้องกันไม่ให้ผมจะเอามือขึ้นมาเกะกะ หรือรบกวนขณะหมอผ่าตัด

ก่อนจะผ่าตัดท่จุดใด หรือก่อนจะทำอะไรก็แล้วแต่  คุณหมอจะพูดคุย จะบอกผมตลอดเวลา ทำให้ผมรู้สึกดีมากเลยครับ  รู้ว่ากำลังจะเกิดขึ้นกับผมบ้าง  เช่น ..

หมอจะบอกผมว่า  “ เดี๋ยวหมอจะฉีดยาชาเข้าไปในโพรงจมูกนะครับ ” พูดจบหมอก็จะฉีดยาชาทันที

...”ตอนฉีดยาชาสองเข็มแรกนี้จะเจ็บหน่อยนะครับ” พอหมอพูดจบปั๊บ ผมก็เจ็บปุ๊บทันที เจ็บมากจริง ๆ ครับ

...” ฤทธิ์ของยาชาจะทำให้ใจสั่น ใจเต้นแรงหน่อยนะครับ “ โอเคเลยครับ พอสิ้นเสียงหมอ ใจเต้นซะไม่มี

บางช่วงก็จะได้ยินหมอบอกคุณพยาบาลว่า ” เอาสิ่วตัวเล็กให้หมอหน่อยครับ ” พอได้ยินคำว่าสิ่ว ผมก็เตรียมใจไว้เลยว่าเดี๋ยวคงจะต้องมีการตอกอะไรบางอย่างในโพรงจมูกผม

ขณะที่หมอใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าสิ่วตอกเข้าไปนั้น หมอจะพูดตลอดเวลาว่า “ต๊อก ๆ ต๊อก ๆ “ ผมว่าเข้าท่าดีครับ เป็นการสื่อสารโดยใช้เสียงกระทบกันของอุปกรณ์ ให้ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนมีคนคอยพูดคุยกับเราตลอดเวลา 

ผมว่าน่าจะเป็นจิตวิทยาของหมอขณะผ่าตัดที่เข้าใจพฤติกรรม และความรู้สึกของคนไข้ขณะผ่าตัด ว่ามีความกังวล เดี๋ยวเจ็บจากเข็มยาชา  เดี๋ยวใจสั่น เดี๋ยวมึนหัว เดี๋ยวเจอสิ่ว การสื่อสารพูดคุยอยู่ตลอดเวลาแม้จะไม่เห็นหน้าเห็นตากัน ช่วยคลายความกังวลของคนไข้อย่างผมได้เป็นอย่างดี  (แต่อยากบอกคุณหมอว่า ถ้าครั้งหน้าต้องผ่าตัดผมอีก โปะยาสลบไปเลยก็ได้นะครับ)

จะว่าไปแล้วตอนนอนให้หมอผ่าตัด แม้จะไม่ได้พูดอะไรลย แต่ก็ได้ยินได้ฟังคุณพยาบาล และผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง คุยกันเรื่องการเมืองตลอดเวลา ว่าด้วยเรื่องของพันธมิตรกับรัฐบาล  นาน ๆ ทีก็จะได้ยินเสียงคุณหมอแสดงความเห็นบ้าง  แหมนี่ขนาดผมเข้ามาผ่าตัดในโรงพยาบาล ยังหนีเรื่องการเมืองไม่พ้นเลยนะเนี่ยะ

ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี  คุณหมอใส่วัสดุบางอย่างคล้ายผ้าก๊อตนุ่ม ๆ เข้าไปในจมูก   ตามด้วยการใส่ท่อพลาสติกเข้าไปในจมูกทั้งสองข้าง ทำให้รู้สึกอึดอัดมากพอสมควร  ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกมึน ๆ ปวดหัว และปวดบริเวณแผลผ่าตัด  แสดงว่ายาชาเริ่มจะหมดฤทธิ์ลงแล้ว

ก่อนจากกันหมอเดินมาจับหน้าแข้งผมและบอกว่า ให้พยายามหายใจทางจมูก อย่าหายใจทางปาก พร้อมทั้งหันไปบอกพยาบาลว่า “ให้คนไข้นอนบนเตียงไปสักพักก่อน อย่าเพิ่งให้นั่งนะ ”  ช่วงนั้นผมขอยาแก้ปวดจากพยาบาลมาทาน 2 เม็ด นอนรอภรรยาที่ไปรับยาและจ่ายเงิน 

ผมนอนรอภรรยาอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง  สักครู่พยาบาลมาพาไปนอนในห้องที่ผมมานั่งรอก่อนผ่าตัด  ผ่านไปอีกประมาณ 20 นาที ภรรยาผมก็เข้ามาหา และบอกว่ามีเลือดไหลซึมออกมาจากจมูกของผม พยาบาลเลยเอาทิชชู่มาให้ซับเลือด  หลังจากนั้นผมก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

ก่อนเดินออกจากห้องผ่าตัด พยาบาลชื่อจอยเอาหน้ากากผ้ามาให้ 2 อัน บอกว่าเป็นหน้ากากของเธอเอง ให้ไว้ใส่ขณะเดินทาง หรือออกนอกบ้าน ผมเลยรู้ทันทีว่าภาพลักษณ์บริเวณจมูกของผมคงไม่น่าดูเท่าไรนัก จนพยาบาลน้ำใจงามต้องเอาหน้ากากมาหให้ใส่

พอมาถึงบ้านเจ้าลูกชายมองหน้าผมแปลก ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้  และถามว่า “พ่อครับ ถ้าเลือดไหลออกจากจมูกพ่อหมด  พ่อจะตายไหมครับ”  ผมส่ายหน้า เพราะตอนนั้นจะพูดจะคุยอะไรก็ไม่สะดวก เพราะตึงบริเวณปาก และจมูกแถมยังมีเลือดไหลซึมออกมาอยู่ตลอดเวลา

ตามคำสั่งคุณหมอ  ผมต้องหยุดพักผ่อน ทั้งหมด 6 วันเต็ม ผมอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลย  จะอ่านหนังสือก็อ่านไม่ได้รู้สึกปวดหัวปวดตา  จึงต้องอยู่เฉย ๆ โดยปริยาย  ต้องงดทานของเผ็ดของร้อนจนกว่าแผลผ่าตัดจะดีขึ้น

วันนี้วันที่ 30 ก.ย. ผมผ่าตัดมาได้ 18 วันเต็ม แผลหายเกือบสนิทแล้ว ทุกวันนี้ต้องล้างจมูกด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ  หมอสั่งห้ามเอานิ้วมือ และวัสดุทุกอย่างเข้าไปในจมูกผมเด็ดขาด

ทุกวันนี้ผมหายใจสะดวกขึ้น รู้สึกว่ารูจมูกมันใหญ่กว่าเดิมอย่างไงก็ไม่รู้  แต่ภรรยาเฝ้าสังเกตอาการตอนผมนอนหลับ บอกว่าเวลาผมนอนหงายก็ยังมีอาการกรนอยู่  แต่ถ้านอนตะแคง หรือนอนคว่ำ จะไม่กรนเลย

คุณหมอนัดดูแผลผ่าตัดผมอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ หลังจากนั้นผมอาจจะต้องรักษาในช่องปากเพิ่มเติม  เพื่อรักษาอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ 

ช่วงนี้ผมจะหยุดเล่าเรื่องโรคกรนของผม ผ่านบล็อกไว้เพียงเท่านี้ก่อน หากมีอะไรผิดปกติ หรือต้องผ่าตัดครั้งที่สอง จะกลับมาเล่าให้ฟังอีกทีแล้วกัน 

แต่ถ้าช่วงนี้ท่านใดมีข้อสงสัย อยากจะถามผมเกี่ยวกับโรคนี้เป็นการส่วนตัว ก็อีเมล์ไปหาผมได้ที่ chaiyospun@yahoo.com   ผมยินดีตอบ (หากตอบได้นะครับ)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
n_jeab วันที่ : 03/10/2008 เวลา : 16.33 น.
http://www.oknation.net/blog/njeab

ดีขึ้นมากยังค่ะอาจารย์ ไม่ได้เจอกันหลายวัน หวังว่าคงขึ้นมาออกท่าสเต็บได้เต็มที่แล้วค้า ..... : )
ความคิดเห็นที่ 4
ชอบเที่ยว_จัง วันที่ : 01/10/2008 เวลา : 16.42 น.
http://www.oknation.net/blog/AOYAAA

แวะเยี่ยมและทักทายค่ะ
หายเร็วๆนะ
บรรยายได้เห็นภาพมากเลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
philharmonics วันที่ : 01/10/2008 เวลา : 14.36 น.
http://www.oknation.net/blog/philharmonics

หายไวๆนะครับ ผมรอตอนต่อไปอยู่ครับ
ความคิดเห็นที่ 2
G-ProP วันที่ : 01/10/2008 เวลา : 00.18 น.
http://www.oknation.net/blog/g-prop

ขอให้หายไวๆนะครับ...
ความคิดเห็นที่ 1
ธาตุดินน้ำลมไฟ วันที่ : 30/09/2008 เวลา : 23.29 น.
http://www.oknation.net/blog/omikami

นอนกอดหมอนข้าง
หรือต้องนอนตะแคงจ๊ะ
ขอให้ เป็นปกตินะจ๊ะ
กำหนดรู้ ความไม่เที่ยง ของรูปกายนี้
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30