|
ในทำเนียบนักวิ่งมาราธอน ชื่อของ เฮนรี แวนฮอยกิ นักวิ่งชาวเคนยาน่าจะเป็นที่รู้จักของแฟนๆ ในลำดับต้นๆ จากการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่ซิดนีย์ และรายการอื่นๆ อีกมากมายด้วยสายตาที่บอดสนิท... เฮนรีไม่ใช่ผู้ชายที่ตาบอดโดยกำเนิด เขาชอบวิ่งตั้งแต่อายุ 12 ปี แรกๆ ก็วิ่งไปกลับระหว่างโรงเรียนกับบ้าน จากนั้นเริ่มวิ่งจริงจังเมื่ออายุ 17-18 ปี และฝึกฝนการวิ่งมาตลอด กระทั่งเมื่อปลายเดือนเมษายน 2538 เฮนรีประสบปัญหาเรื่องสายตาจากผลข้างเคียงของอาการหัวใจวาย ทำให้ตาทั้ง 2 ข้างของเขาบอดสนิท และการสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นจุดพลิกผันในชีวิต ภายในระยะเวลา 9 ปี หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เฮนรีกลายเป็นนักวิ่งเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก เจ้าของสถิติโลก และในวันนี้เขาคือทูตสันถวไมตรีในโครงการ Seeing is Believing ของกลุ่มธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ซึ่งในการแข่งขันสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดกรุงเทพมาราธอนครั้งที่ 19 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เฮนรี แวนฮอยกิ และดวงตาของเขา โจเซฟ คินบุนยา ก็มาร่วมแข่งขันเราจึงมีโอกาสพูดคุยโดยได้ อาร์ชวัส เจริญศิลป์ เป็นธุระในการสนทนาครั้งนี้
ตอนที่คุณลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองตาบอดตอนนั้นคุณรู้สึกยังไง
ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบมาได้ประมาณ 2 ปี และกำลังอยู่ในช่วงฝึกซ้อมวิ่งกับทีมชุดเล็ก เมื่อผมพบว่าตัวเองมองอะไรไม่เห็น ผมรู้สึกว่าชีวิตนี้หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว จบแล้ว ดูแลตัวเองก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ โลกนี้ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว
จากระยะเวลา 9 ปีที่คุณต้องต่อสู้กับความสิ้นหวัง และยิ่งในช่วง 3 ปีแรกที่คุณถึงกับอยากฆ่าตัวตาย อะไรที่ทำให้คุณผ่านมันมาได้
สิ่งที่ช่วยผมในช่วง 3 ปีแรกที่ผมอยู่โรงพยาบาลก็คือ สตาฟฟ์คนหนึ่งซึ่งคอยให้กำลังใจ คอยพูดคุย ดูแลเอาใจใส่ และได้พาผมไปรู้จักกับคนตาบอดคนอื่นๆ ที่ตาบอดมาสักพักแต่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มันทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมา ทำให้ผมรู้ว่าการที่คนเราจะตาบอดมันไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำอะไรไม่ได้ แต่คุณสามารถทำอะไรได้ตั้งเยอะตั้งแยะ นั่นคือจุดเปลี่ยนของตัวผมในโรงพยาบาล
เมื่อคุณกลับมาวิ่งอีกครั้ง การเริ่มวิ่งครั้งแรกในความมืดมันยากไหม
ในช่วงเวลาที่ผมพบเจอคนตาบอดในโรงพยาบาล ต่างคนก็ต่างมีกิจกรรมที่ตัวเองชอบ บางคนถักนิตติ้ง ผมก็ย้อนมาดูตัวเองว่าสามารถทำอะไรได้ ก่อนที่ผมจะตาบอดผมเป็นนักวิ่ง ถามว่าตอนที่กลับมาวิ่งอีกครั้งเมื่อตาทั้ง 2 ข้างมืดสนิท ผมวิ่งกับคนเป็นไกด์ ยากมาก มองไม่เห็นอะไรเลย และไม่เข้าขากันก็หกล้มตลอดเวลา สิ่งที่ผมกลัวที่สุดตอนนั้น ผมกลัวว่าผมมองไม่เห็น ผมหกล้ม แล้วผมจะเจ็บตัว และผมอาจจะกลายเป็นคนพิการหนักกว่าเดิมก็ได้ แต่ว่าผมไม่ยอมแพ้ ผมว่าชีวิตมันมีความท้าทายเสมอ ถ้าเราหนีเราก็ต้องหนีไปเรื่อยๆ ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ และไม่เกินความพยายาม ผมจะวิ่งๆๆ อยู่นั่นแหละ ถึงจะล้มทุกที่ผมก็ลุกขึ้นใหม่และเริ่มออกวิ่งต่อไป
ทำไมถึงเลือกวิ่งมาราธอนแทนที่จะเป็นกีฬาประเภทอื่น
การวิ่งมาราธอนสำหรับผมถือเป็นกีฬาที่แท้จริง เมื่อคุณสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้มันเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่มาก สำหรับตัวผมเองและนักวิ่งทุกๆ คน ทำให้ผมรู้สึกว่าถ้าสามารถชนะอุปสรรค 42.5 กิโลเมตร ในชีวิตนี้ผมสามารถชนะอุปสรรคได้อีกเยอะแยะ และคงจะไม่ใช่แค่ผมคนเดียว แต่นี่อาจจะเป็นความรู้สึกที่นักวิ่งมาราธอนทุกคนมีร่วมกัน
โจเซฟคุณรู้จักเฮนรีได้อย่างไร
เฮนรีกับผมรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เป็นเพื่อนกัน เรียนโรงเรียนเดียวกัน เคยฝึกซ้อมในทีมวิ่งชุดเล็กด้วยกัน ถ้าถามว่าเจอกันได้ยังไงก็ตั้งแต่จำความได้เลย (ยิ้ม)
แล้วมาเป็นไกด์ให้เฮนรีได้ยังไง
ผมเห็นเฮนรีตอนที่ได้เหรียญทองที่ซิดนีย์ ผมก็รู้สึกดีใจกับเขา เมื่อเฮนรีกลับมาจากซิดนีย์เฮนรีบอกกับผมว่าคู่วิ่งคนเก่าของเขาไม่ค่อยเวิร์คเพราะอยู่กันคนละหมู่บ้านซึ่งไกลกันมาก เวลาฝึกซ้อมก็ลำบากเขาอยากให้ผมเป็นนักวิ่งไกด์ให้ ผมก็ตกลง และใช้เวลาเทรนอยู่ประมาณ 2 ปีที่จะวิ่งให้ทันเฮนรี และวิ่งคู่กับเขาไปได้
เฮนรี คุณจำเหรียญทองที่ซิดนีย์ได้ไหม
แน่นอนอยู่แล้ว (หัวเราะ) ทั้งเสียงเชียร์ ทั้งบรรยากาศ ทั้งความรู้สึก ผมจำได้แม่นเลยนะ ตอนนั้นผมยังเป็นนักกีฬาโนเนมไม่มีใครรู้จัก ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะสามารถประสบความสำเร็จได้ไหม ในระหว่างแข่งขันผมรู้สึกว่าตัวเองวิ่งได้ดี และวิ่งได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไกด์คนก่อนตามผมไม่ทัน ผมก็ต้องลากเขามา จากที่ผมลากเขามาแบบไม่รู้ทางเพราะผมมองไม่เห็น ก็ต้องคอยฟังเสียงจากคนในสนามว่าไปทางไหน จนในที่สุดผมก็สามารถเข้าเส้นชัยและได้เหรียญทองโดยพลาดการทำลายสถิติโลกไป 3 วินาที หลังจากการแข่งครั้งนั้นยิ่งทำให้ผมต้องฝึกซ้อมมากขึ้น เพราะตั้งใจว่าจะต้องทำลายสถิติโลกให้ได้
ซ้อมกันมานานเท่าไรก่อนจะลงแข่งขันด้วยกัน
2 ปี ก่อนจะเริ่มแข่งขัน
ตอนเทรนกันแรกๆ โจเซฟ คุณเคยท้อบ้างไหม
ผมเคยท้อเหมือนกันนะ แต่สาเหตุที่ทำให้ผมไม่เลิก และไม่ท้อก็เพราะเฮนรี เฮนรีคอยเป็นกำลังใจให้ผม เขาจะคอยบอกผมว่าไม่เป็นไร ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ค่อยๆ หัดไป จนผมเริ่มเห็นการพัฒนาของตัวเอง เริ่มคิดว่าน่าจะสามารถวิ่งทันเฮนรีได้ในเวลาอันใกล้ ผมก็ยิ่งฝึกซ้อมหนักขึ้นๆ จนทุกวันนี้ผมสามารถวิ่งคู่กับเฮนรีเป็นคู่ขากันได้
เล่าถึงตอนซ้อมครั้งแรกให้ฟังหน่อย
ตอนซ้อมครั้งแรกผมจำได้ เริ่มจากการวิ่งอย่างช้าๆ ก่อน เหนื่อยเมื่อไรก็หยุด แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วทีละนิด ความเหนื่อยมันเริ่มลดก็เพิ่มระยะเวลาในการวิ่ง จาก 10 นาที เป็น 12 นาที เป็น 15 เป็น 20 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถึงตอนนี้ คุณ 2 คนวิ่งด้วยกันมากี่ปีแล้ว
ตั้งแต่ 2003 จนถึงตอนนี้ (2006) ก็ 3 ปี
ไม่เบื่อกันบ้างเหรอ
(หัวเราะ) ยังครับ ยังไม่เบื่อ และก็อยากจะรู้จักกันให้มากกว่านี้อีก อยากจะให้ความสัมพันธ์ของคำว่า คู่หู มันแน่นแฟ้นขึ้น เพื่อในการแข่งขันจะได้ประสบความสำเร็จมากขึ้น
คำว่าคู่หูในความคิดของพวกคุณเป็นอย่างไร
เฮนรี : คำว่าคู่หูสำหรับผมมีความหมายมาก ผมไม่สามารถประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ได้ถ้าไม่มีคู่หู ผมไม่สามารถทำฝันของผมให้เป็นจริงได้ถ้าผมไม่มีคู่หูที่เป็นตาแทนผม ช่วยให้ผมได้เดินทางไปทั่วโลก คำว่าคู่หูมันจึงมีความหมายมากกว่าเพื่อน
เคยทะเลาะกันบ้างไหม
เฮนรี : ไม่เคยทะเลาะกันเลยตลอดชีวิต เพราะเราทั้งคู่ทำงานร่วมกัน ฉะนั้นความไม่พอใจกันจึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำงาน เมื่อมีความไม่เข้าใจกันจึงต้องคุยกันทันที และรีบทำให้จบลงเดี๋ยวนั้น
เฮนรี คุณ เห็น อะไรในการวิ่งแต่ละครั้ง
แน่นอนผมมองไม่เห็นอะไรอยู่แล้วเพราะตาผมบอด (หัวเราะ) แต่ทุกครั้งในการวิ่งผม รู้สึก มากกว่า เสียงของโจเซฟ และผู้คนรอบข้าง จังหวะของการเคลื่อนไหวร่างกาย และลมหายใจ ต้องพยายามให้อยู่ในจังหวะเดียวกัน แต่ในบางช่วงผมได้ยินเสียงกองเชียร์ มันก็เป็นแรงกระตุ้นอีกอย่างหนี่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจเพิ่มขึ้นให้พยายามมากขึ้นไปอีก เพราะอย่างน้อยๆ ผมคิดว่าการที่ผมเข้าไปถึงเส้นชัยได้นั้นน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ อีกนับล้านๆ คนโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีอุปสรรคอะไรในชีวิตให้เขาได้คิดว่าทุกคนสามารถทำสิ่งที่ดีๆ ได้
แล้วคุณล่ะโจเซฟ
ก็คงเหมือนๆ กับเฮนรีนั่นแหละครับ ผมก็ต้องพยายามปรับเสียงฝีเท้าให้อยู่ในจังหวะเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมองว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นข้างหน้าบ้าง แล้วจึงบอกเฮนรี ให้เขารู้ตัวก่อน บางที่ก็เป็นเรื่องทิศทาง บางทีก็เป็นรายละเอียดรอบข้างเพื่อที่เฮนรีจะได้รู้ว่ากำลังวิ่งอยู่ที่ไหน และที่สำคัญก็คือต้องทำหน้าที่ของผมคือเป็น ตา ให้เฮนรี
คุณทั้งสองคนมีทริกอะไรที่ทำให้เข้าขากันได้ขนาดนี้
เฮนรี : ต้องเชื่อมั่น ไว้ใจซึ่งกันและกัน คนที่มองเห็นต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ มีจิตใจที่ดี และต้องมีความมุ่งมั่นเท่ากัน คนหนึ่งอยากวิ่งเร็วแค่ไหนอีกคนก็ต้องอยากวิ่งเร็วให้เท่ากันไม่อย่างนั้นจะไปด้วยกันไม่ได้
พวกคุณผ่านการแข่งขันมากี่ครั้งแล้ว
มาราธอน 10 ครั้ง พาราลิมปิก 2 ครั้ง เวิลด์แชมเปียนชิพ 2 ครั้ง และกำลังดูมาราธอนอีกสัก 2-3 รายการ
อะไรเป็นแรงผลัดดันให้คุณกระหายในความสำเร็จ
เฮนรี : ที่เป็นแรงผลักดันผมให้วิ่งไปเรื่อยๆ มันเป็นเรื่องของการทำงานเพื่อสังคมมากกว่า ทุกๆ 1 กิโลเมตรที่ผมวิ่งทางธนาคารฯ จะให้เงิน 1,000 เหรียญ เงินเหล่านี้จะถูกเก็บสะสมไว้นำไปใช้จ่ายเพื่อผ่าตัดดวงตาให้กับคนที่กำลังจะตาบอด และสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมเสมอๆ ก็คือ ทุกครั้งที่ผมไปโรงพยาบาลได้ไปพบกับคนที่กำลังจะตาบอดแล้วสามารถกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ผมรู้สึกดีใจมาก ความดีใจ ความตื้นตันใจที่ผมสามารถช่วยคนที่กำลังเดือดร้อนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้เป็นสิ่งผลักดันให้ผมวิ่งต่อไปเรื่อยๆ
ความภูมิใจสูงสุดของคุณคืออะไร
ณ วันนี้ความภูมิใจที่สุดของผมคือการที่ผมมีส่วนร่วมในการระดมเงิน 6 ล้านเหรียญ เพื่อที่จะไปช่วยคน 1 ล้านคนให้สามารถมองเห็นได้อีกครั้ง อีกอย่างหนึ่งก็คือการที่ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบุคคลแห่งปีของ ยูเอ็นเดย์ ที่สิงคโปร์ ในฐานะที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคคลต่างๆ แต่ความสำเร็จสูงสุดจริงๆ ในชีวิตผมยังไม่มี ผมยังมีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะ ในอีก 4 ปี ข้างหน้าผมอยากจะทำให้คนอีก 10 ล้านคนมองเห็นได้อีกครั้ง
แล้วเหรียญรางวัลล่ะ
เหรียญรางวัลถือเป็นความสำเร็จของผม เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นเองแต่มาจากความมุ่งมั่น ตั้งใจ ความพยายาม มิตรภาพของเพื่อน ซึ่งมีความหมายกับผม
มีการแข่งขันครั้งไหนที่อยู่ในใจคุณบ้าง ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ผมเข้าแข่งขันการวิ่งประเภทฮาร์ฟมาราธอนที่ประเทศฮ่องกง แข่งกับคนตาดีแล้วผมสามารถเอาชนะพวกเขาได้ มันเป็นอะไรที่รู้สึกดีมากๆ
เฮนรี ถ้าสมมติว่าคุณสามารถกลับมามองเห็นได้อีก คุณอยากจะเห็นอะไร
อย่างแรกคงเป็นถ้วยรางวัลที่ได้มา (ยิ้ม) ผมอยากจะเห็นหน้าคนที่เป็นเหมือนผม ที่สามารถกลับมามองเห็นได้อีก อยากเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจของคนเหล่านั้น
การที่คุณตาบอดแล้วทำให้คุณประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้คุณมองว่ามันเป็นโชคดีหรือโชคร้าย
ผมถือว่าเป็นโชคดี เพราะถ้าผมไม่ตาบอดผมก็คงเป็นนักวิ่งที่ดีคนหนึ่ง อาจจะได้เหรียญทองโอลิมปิกสักเหรียญหนึ่ง แต่การที่ผมตาบอดนั้นมันสามารถทำให้ผมช่วยคนอื่นได้ เวลาที่ผมจะไปพูดให้กำลังใจใครว่า คนตาบอดทำได้ คนพิการทำได้ การที่ผมตาบอดแบบนี้มันสามารถทำได้ง่ายกว่าให้คนตาดีพูด และผมยังได้มีส่วนช่วยผลักดันคนมากมาย ดังนั้นการตาบอดถือเป็นโชคของผม ผมสามารถช่วยสังคมได้ และที่สำคัญที่สุดสถิติโลกถูกทำลายด้วยฝีมือผม
โจเซฟ คุณเรียนรู้อะไรจากเฮนรีบ้าง
การที่ได้เป็นพาร์ทเนอร์กับเฮนรี ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ แต่มันคือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ในฐานะนักวิ่งผมไม่คิดว่าตัวผมคนเดียวจะสามารถมีประสบการณ์เดินทางรอบโลกได้ขนาดนี้ มีโอกาสได้เจอคนมากมายขนาดนี้ ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกับคนหลายๆ วัฒนธรรม ที่สำคัญเฮนรีทำให้ผมเห็นว่าคนๆ หนึ่ง สามารถสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้มากมายมหาศาล นั่นคือสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเขา และตอนนี้ทัศนคติของผมก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากการวิ่งแล้วยังรวมไปถึงการช่วยสังคมด้วย
คุณบอกว่าคนพิการด้วยกันสามารถที่จะให้กำลังใจกันและกันได้ดีกว่าคนปกติ ตอนนี้คุณอยากพูดอะไร
ชีวิตคนเรามันก็เหมือนกับมาราธอน ขึ้นๆ ลงๆ มีผิดหวัง มีสมหวัง มีประสบความสำเร็จ มีล้มเหลว ตราบใดก็ตามที่เราไม่ยอมแพ้ ทุกคนจะได้รับโอกาสในการที่จะหาทางแก้ปัญหา การที่เราวิ่งหนีปัญหามันก็เหมือนมาราธอน มันไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าเราไม่ย่อท้อ และเผชิญหน้ากับปัญหา แก้ไขปัญหา เราก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ขอเพียงแค่อย่าท้อแท้ ให้ทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้ดีที่สุด บ่อยที่สุด ไอ้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น วันหนึ่งมันจะช่วยเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
หมู่บ้านของผมเคยมีคนพูดว่า ถ้าไม่มีใครยกย่องเราให้เป็นคิงส์ หรือควีน เราก็ต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเรา...
|