พิมพ์หน้านี้
|
การถูกสั่งปลดออกจากราชการครั้งนี้ ทำให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อาจมิได้เกษียณอายุราชการที่ตำแหน่ง ผบ.ตร. เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นข้าราชการระดับสูงคนที่ ๔ ถัดจากอธิบดีปราโมช รัฐวินิจ และเป็นคนที่ ๒ ในกระบวนการยุติธรรม หลังจากเก้าอี้อธิบดี ดีเอสไอ ของนายสุนัย มโนมัยอุดม หลุดลอย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้เซ็นในคำสั่งย้ายเขา ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนเดินทางไปลาว โดยให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการแทน ว่าไปแล้วตำแหน่ง ผบ.ตร.มีอันเป็นไปทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล วีรบุรุษนาแกก็ไม่สามารถล้างอาถรรพ์ได้ กระแสข่าวการลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ผู้ว่าฯกทม. กับข่าวการขนย้ายข้าวของออกจากห้องทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เริ่มมาก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์ ก่อนที่เขาจะถูกสั่งย้ายและปลดออกในที่สุด นี่ย่อมเป็นวิถีชีวิตของวีรบุรุษนาแกผู้ที่ชะตาชีวิตแขวนไว้บนการเมืองตลอดมา เส้นทางเดินของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ไม่แตกต่างไปจากเส้นทางตำรวจตงฉินนามพล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ หากไม่เกิดสุญญากาศภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจ ๒ คนนี้ก็อาจเกษียณที่ตำแหน่งจเรตำรวจ หรือตำแหน่งที่ไม่สลักสำคัญอะไร ด้วยเหตุที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นตำรวจในแบบที่เขาอธิบาย "คนมักพูดกันว่า การที่ผมไม่โกงกิน ไม่ทุจริตคอรัปชั่น เพราะผมมีภรรยาดี มีฐานะ เป็นโชคหรือครับ ผมว่าเป็นเพราะเราประพฤติปฎิบัติตัวดีมาตลอดเป็นสำคัญ อยู่ที่การจัดการกับชีวิตของเรามากกว่า ไม่ใช่จบมาเป็นร้อยตรี ร้อยโทก็ไปมั่วพาร์ตเนอร์ให้เลอะเทอะไปหมด คนที่เขาครองตัวมาดี ถือว่าเป็นโชคหรือ แล้วคุณเคยเห็นคนที่มีฐานะดี มีเงินมีทอง ร่ำรวยมาก แต่ไม่รู้จักพอยังโกงชาติบ้านเมืองอยู่บ้างไหม" เสรีพิศุทธ์จึงกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม ที่แม้จะปีนป่ายไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ใหญ่ขึ้น แต่ก็จะไม่มีโอกาสในการเข้าถึงตำแหน่งสูงสุดที่ข้าราชการตำรวจทุกคนปรารถนา การแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม การถูกกระโดดข้ามหัวไปของข้าราชการตำรวจที่อาวุโสน้อยกว่า ล้วนเป็นสิ่งที่เสรีพิศุทธ์ เผชิญมาแล้วในยุคที่พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เรืองอำนาจ แต่เขาเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน "..อายุราชการที่ยังเหลืออยู่อีกหลายปีก่อนเกษียณ ย่อมทำให้เป็นที่เขม่น และอิจฉาริษยาจากข้าราชการตำรวจร่วมอาชีพบางคนเป็นธรรมดา ที่น่าเป็นห่วงก็คือ แรงริษยาจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงบางนายที่ไม่ต้องการเห็นนายตำรวจอย่างเสรีก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจ หรือแม้กระทั่งเฉียดกรายเข้าไปใกล้ เพราะเล็งเห็นว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น การแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ฝังรากลึกมายาวนาน ย่อมต้องมีอันสะดดหยุดลง ปฎิบัติการสกัดดาวรุ่งจึงดำเนินมาโดยตลอด" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เคยกล่าวไว้เช่นนี้ เสรีพิศุทธ์ ไม่เคยมีเพื่อนแท้ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีเพียงการเมืองเท่านั้นที่เป็นตัวแปรสำหรับเส้นทางความฝันของเขาตลอดมา ซึ่งก็ไม่แตกต่างไปจากครั้งนี้ ที่ได้แรงหนุนส่งจากการเมือง แม้เนวิน ชิดชอบ จะรอดข้อหาซื้อเสียง ๑๑ ล้านมาได้ แต่ย่อมไม่ลืมเลือนคนชื่อเสรีพิสุทธ์ นี่เป็นผลงานอันเสมือนหลักไมล์แรกในชีวิตที่ผันผวนตามกระแสการเมือง การจับกุมผู้ต้องหาคดีซื้อเสียงที่บุรีรัมย์ พร้อมเงินของกลาง ๑๑ล้านบาท เป็นสปริงบอร์ดให้เสรีพิศุทธ์ ก้าวกระโดดจากเก้าอี้ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ในยุคประชาธิปัตย์ ถึงแม้ว่าจะมี ก.ตร.บางคนในขณะนั้นคัดค้านด้วยเหตุผลว่า "การทำงานที่ผ่านมา เป็นการทำงานเพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับตัวเอง ลักษณะความดีใส่ตัว ความชั่วให้คนอื่น นอกจากนี้ เมื่อย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ต่างๆ ก็จะมีปัญหาเรื่องการทำงานหรือขัดแย้งกับผู้ร่วมงานอยู่เป็นประจำ" เสรีพิศุทธ์ รุ่งเรืองอยู่ไม่นาน ก็ถูกการเมืองยุค รสช.ย้ายจากกองปราบปราม ไปประจำกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๒ นครราชสีมา ระหว่างรอการปลดออกจากราชการ ด้วยข้อหาช่วยเหลือพล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ให้พ้นจากคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญ โชคดีที่การเมืองผลัดใบ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประมุขของตำรวจ แทนพล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ ที่ถูกปลดออก ในรัฐบาลชวน หลักภัย (๑) เสรีพิศุทธ์ จึงรอดตาย และมีโอกาสแสดงฝีมืออีกครั้งในปฎิบัติการล้างระบบส่วยในเขตอิทธิพลกำนันเป๊าะ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อยู่ในตำแหน่งช่วงสั้นๆ พล.ต.อ.พจน์ บุณยจินดา เข้ามาแทนที่ และศึกเลือดต่างสีก็ระอุอึกครั้ง เสรีพิศุทธ์ถูกลดชั้นจากผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ จากนั้นเส้นทางการรับราชการก็วูบไหวมาตลอด ความเป็นเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ย่อมมีนัยสำคัญไม่แตกต่างไปจากความเป็นประทิน สันติประภพ การก้าวขึ้นสู่ยอดพีระมิดของอำนาจ ด้วยอุบัติเหตุทางการเมือง เป็นความคล้ายคลึงกัน วันนี้ การเมืองผันเปลี่ยนชีวิตของเขาอีกครั้ง เช่นเดียวกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหลายคนในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา หากแต่คราวนี้โทษเขาถึงประหาร ! |