 | | ธานินทร์ เจียรวนนท์ | ฟังแค่นิดเดียว ก็เรียกได้ว่า เห็นลิ้นไก่ ไม่คิดว่า ผู้ชายดูนิ่งๆ จะเป็นคนชอบโวยวาย คิดผิดไปเยอะ เหลือแต่เจ้าสั่วเจริญแห่งข้าวเบียร์ไทย ที่ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ข้าวก็เป็นหนึ่งในตลาดโลก ปริศนาที่ซ่อนไว้ หรือซ้อนทับกันระหว่างเจ้าสั่วเจริญ กับเจ้าสั่วธานินทร์ เป็นเรื่องที่ทำให้ระหว่างคำพูดที่ตรงไปตรงมา หรือจะเป็นสิ่งที่ซ้อนทับกันอย่างลงตัว ระหว่างเศรษฐีข้าวแปรรูป หรือเจ้าพ่อเบียร์ช้าง ที่ถูกมาพูดหลายครั้งในวงเสวนาทางการเมือง เมื่อสิ่งที่พูดถึง "ทำไมเมืองไทยจึงไม่มีมหาเศรษฐีข้าวระดับโลก" เพราะ "ข้าวเป็นพลังงาน พลังงานมนุษย์ เป็นน้ำมันสำหรับคนทั่วโลก" อาจจะตัดคำมาไม่ตรงนัก แต่ยังคงใจความสำคัญไว้ สิ่งที่เจ้าสั่วธานินทร์ไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจ นั้นก็คือ ทำไม่ได้หรอกครับ หากเราบอกว่า เจ้าพ่อเหล็กระดับโลกเขายังทำได้ แต่นั้นคือการแปรรูปเหล็ก ไม่ได้เอาแร่เหล็กมาขายแล้วเป็นมหาเศรษฐี ดังนั้น ก็ตรงกับสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่เจ้าสั่วธานินทร์พูด ก็คือ การแปรรูปข้าวเพื่อให้ได้ตังส์มากกว่า ก็แปลความจากคำพูดของเจ้าสั่ว เชื่อว่าคงไม่ได้พูดเล่นแน่ หากเอาข้าวมาขายเฉยๆ คงจะรวยยาก ดังนั้นน่าจะเป็นเรื่องเอาข้าวมาทำเบียร์ เอาแกลบมาทำพลังงาน อันนี้น่าจะครบวงจร และยังทำให้เกิดเศรษฐีที่มาจากการค้าผลิตภัณฑ์จากข้าวได้อีกทางหนึ่งด้วย 
ข้าวที่ทำให้คนไทยได้เมามันส์กัน และผู้ชายคนนี้คือมหาเศรษฐีระดับโลก ข้าวเป็นสิ่งที่อาจถูกพูดทีเล่นทีจริง แต่หากพูดถึงการแปรรูปข้าว เช่นน้ำมันจมูกข้าว สารสกัดจากข้าวนานาพันธุ์ การก้าวไปสู่เทคโนโลยีนานาเพื่อบรรจุอาหาร และสารอาหารให้เล็กเท่าแคปซูล อะไรๆ ก็ต้องใช้ข้าวเป็นต้นแบบทั้งสิ้น เพราะหนึ่งเมล็ดของข้าวไม่ใช่ย่อยๆ มีสารอาหาร และสัดส่วนของพลังงานที่เหมาะสมกับการดำรงค์ชีวิตของคนทั่วๆ ไป 
มีข้าว ก็มีเบียร์ 
เส้นก๋วยเตี๋ยว แป้งข้าวเจ้า ล้วนมาจากผลผลิตจากข้าวทั้งสิ้น ถึงเวลาที่เราจะหันมาแปรรูปข้าว อย่างที่มีพระเสาวนีย์ของพระราชินีในเรื่องข้าวสำหรับการแปรรูป การปรุงข้าวให้เป็นอาหารที่ทรงคุณค่า และได้ราคานั้น เป็นเรื่องที่สองพระองค์ทรงวางรากฐานไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งการผลิต และการแปรรูป  หากเจ้าสั่วธานินทร์คิดว่า จะพูดถึง อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌมาธิปไตย อย่างนายประชัย เลี่ยวไพรัช ก็ต้องบอกว่า นี่ไงตัวอย่างคนเคยรวยจากธุรกิจส่งออกข้าว แต่ว่านะ ไม่มีอะไรแน่นอน หากไม่เข้าใจการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากข้าว ก็จะคิดว่าทำอย่างอื่นคุ้มค่ากว่า แต่สำหรับนางสาวสยามแล้ว เชื่อว่า ข้าวนั้น อาจไม่ทำให้ใครคิดมาก โดยเฉพาะคำว่า"หม้อข้าวเดียวกัน" และนี้เป็นอีกนิยามความสวย ที่แม้จะพูดไม่เก่ง แต่เชื่อได้ว่า เป็นหญิงเหล็กแห่งปี สู้เข้าไว้นะครับ ผมเชียร์ ข้อมูลเพิ่มเติม ในการทำให้ข้าวนำรายได้เข้ากระเป๋าได้ในระดับโลก  | เบียร์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มน้ำเมาชนิดหนึ่งที่ต่างจากเหล้าหรือสุรา เพราะว่าเบียร์เกิดจากการหมักส่า วิธีการหมักจะคล้ายกับกะแช่ของไทยที่ทำจากน้ำตาลสด หรืออุที่ใช้การหมักข้าวเหนียวกล้อง ส่วนเบียร์ใช้การหมักข้าวบาร์เลย์ (Barley) โดยเริ่มต้นจากการเพาะเมล็ดข้าวบาร์เลย์จนเริ่มงอก เกิดเอนไซม์ เปลี่ยนแปลงเป็นน้ำตาลเรียกว่าเป็นข้าวมอลต์ (Malt) แล้วจึงนำไปต้มด้วยความร้อนต่ำกับน้ำที่ปรับสภาพจนได้ที่แป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอีกขั้นหนึ่ง จากนั้นส่วนผสมที่ต้มแล้วจะถูกส่งผ่านเข้าเครื่องกรอง เพื่อแยกกากข้าวมอลต์ออก เหลือส่วนที่เป็นของเหลวที่มีน้ำตาลข้าวมอลต์ละลายอยู่ เรียกว่า เวิร์ท (Wort) ซึ่งจะถูกส่งเข้าหม้อต้มแล้วจึงเติมฮ็อพ (Hop) ซึ่งเป็นดอกของพืชล้มลุกที่ทำให้เบียร์มีรสขมกลมกล่อมปลูกกันแพร่หลายมากในทวีปยุโรป |
| เมื่อต้มต่อไปจนได้ที่จึงนำไปทำให้เย็นลง แล้วกรองแยกกากและส่วนที่เหลือของฮ็อพออกเพื่อเตรียมเข้าสู่การหมัก ซึ่งต้องอาศัยยีสต์ที่เป็นตัวเปลี่ยนน้ำตาลข้าวมอลต์ส่วนใหญ่ ให้กลายเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อหมักได้ที่แล้วจะนำไปบ่มในถังเก็บที่ควบคุมความดันในห้องที่เย็นจัด เพื่อให้ยีสต์และโปรตีนจากข้าวมอลต์ที่ไม่ละลายตกตะกอน เมื่อบ่มจนครบกำหนดอายุแล้ว ก็จะนำเบียร์ที่ได้มากรองเอาส่วนที่ตกตะกอนออกเมื่อกรองแล้ว เบียร์ที่ได้ในขั้นนี้ เรียกว่า "เบียร์สด" ส่วนหนึ่งจะบรรจุลงถังเพื่อส่งไปบริการผู้นิยมเบียร์สด อีกส่วนหนึ่งจะนำไปบรรจุขวดแล้วผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคหรือพาสเจอร์ไรเซชั่น (Pasteurization) เมื่อปิดฉลากแล้วก็พร้อมที่จะส่งให้ผู้บริโภค |  |
 | กรรมวิธีการผลิตเบียร์แต่ละชนิดจะแตกต่างกันที่ขั้นตอน ตัวอย่างเช่น เบียร์ที่เรียกว่า ลาเกอร์ (Lager) ซึ่งเป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า "เก็บรักษา" นั้น เป็นเบียร์ที่เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการหมักแล้ว จะต้องเก็บรักษาไว้ในห้องที่มีความเย็นต่ำไว้อีกระยะหนึ่ง จึงจะนำมากรองและสามารถดื่มได้อร่อยเบียร์ที่ขายกันทั่วโลกประมาณ ๙๐% เป็นเบียร์ลาเกอร์ การผลิตเบียร์ลาเกอร์ซึ่งส่วนใหญ่มีแอลกอฮอล์เพียง ๓-๕ เปอร์เซ็นต์ จะมีหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับฝีมือผู้ปรุงเบียร์ ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า บรูมาสเตอร์ (Brewmaster)และความนิยมของท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้จึงมีเบียร์ประจำท้องถิ่นหรือประจำชาติเกิดขึ้น เช่น เบียร์ซานมิเกล (San Miguel) ของฟิลิปปินส์ เบียร์ซิงเตา (Tsingtao) ของจีน เบียร์ลาวของลาว เบียร์สิงห์ของไทย เป็นต้น ซึ่งเบียร์ของแต่ละชาติจะมีรสแตกต่างกันไป |
| ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ที่ผลิตได้นี้ใช้มากในการหล่อคอนกรีตเสริมเหล็กและคอนกรีตอัดแรง คอนกรีตเสริมเหล็กมีส่วนผสมเป็นหินย่อย ทราย ปูนซีเมนต์ และน้ำ เมื่อผสมส่วนผสมตามสัดส่วนที่ต้องการแล้ว ก็เทส่วนผสมที่ยังเปียกอยู่ลงในแบบที่มีเหล็กข้อผูกเป็นโครงอยู่ภายใน ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วแกะแบบออก จะได้คอนกรีตเสริมเหล็กที่มีคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน สามารถรับน้ำหนักได้มาก และไม่ติดไฟ นอกจากนั้นยังสามารถทำให้มีรูปร่างทุกอย่างได้ตามต้องการอีกด้วย คอนกรีตเสริมเหล็กจึงมีประโยชน์อย่างมากในการก่อสร้างเกือบทุกประเภท |  |
 | พระยาภิรมย์ภักดีเขียนไว้ในประวัติโรงเบียร์บุญรอดว่า "ด้วยการทำเบียร์เป็นเรื่องใหญ่ ข้าพเจ้ายังไม่เคยรู้เห็น จึงได้เที่ยวสืบสวนต่อไปอีก จนเป็นที่แน่ใจ วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๓ จึงได้ทำหนังสือขออนุญาตตั้งโรงต้มกลั่นเบียร์ในพระนครยื่นต่อเสนาบดีกระทรวงพระคลัง..."พระยาภิรมย์ภักดีไม่ได้มีความรู้เรื่องการผลิตเบียร์มาก่อน จึงต้องศึกษาค้นคว้าจนแน่ใจว่าสามารถผลิตเบียร์ในสภาพอากาศและน้ำอย่างในประเทศไทยได้ท่านจึงดำเนินการขออนุญาตและซื้อเครื่องจักรต่อไป อุปสรรคในการสร้างโรงเบียร์มีนานัปการ แต่ท่านก็มีความอุตสาหะฟันฝ่ามาจนทำได้สำเร็จ และในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ เวลา ๑๐.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินมาทอดพระนครการลงเสาเข็มคอนกรีตตึกโรงเบียร์ด้วยเครื่องจักร ทรงซักถามถึงกิจการต่างๆ จนทั่วถึงแล้วจึงเสด็จฯ กลับ |
| นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นแก่พระยาภิรมย์ภักดี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ทรงเอาพระทัยใส่อย่างแท้จริง นอกเหนือจากพระราชดำรัสที่ทรงให้ไว้เมื่อพระยาภิรมย์ภักดีได้เข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนตัว ณ พระราชวังสุโขทัย บ่ายวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ ว่า "ทรงโปรดดื่มเบียร์เหมือนกัน ถ้าทำออกขายได้จะเป็นอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ป้องกันเงินไว้ในประเทศได้ส่วนหนึ่งจะทรงช่วยเหลือตามควร" บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ทั่วราชอาณาจักรมานานเป็นระยะเวลาประมาณ ๖๐ ปีแล้ว และยังคงครองส่วนใหญ่ของส่วนแบ่งตลาดอยู่ แม้ว่าจะมีผู้ผลินรายอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีก ๔-๕ ราย นับตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ เป็นต้นมา |  |
 | อุตสาหกรรมเบียร์ในทวีปเอเชียเมื่อพัฒนามาถึงจุดอิ่มตัวในทศวรรษที่ผ่านมาก็เริ่มหันเหจากเบียร์อุตสาหกรรมที่มีรสดั้งเดิม มาสู่การปรุงเบียร์รสใหม่ๆ จากโรงเบียร์ขนาดเล็ก เรียกกันว่า ไมโครบริวเวอรี่ (MicroBrewery) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน นอกจากนี้ ประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ยังรับเอาวัฒนธรรมการดื่มเบียร์ของชาวเยอรมันที่ปฏิบัติมาตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ ๑๙ คือ ในวันที่มีอากาศดี ครอบครัวชาวเยอรมันจะมานั่งดื่มเบียร์ในสวน แกล้มอาหารอร่อยๆ เคล้าเสียงเพลงเร้าใจ ซึ่งต่อมาวัฒนธรรมนี้เป็นที่รู้จักกันในลักษณะของเบียร์การ์เด้น (Beer Garden) ซึ่งเบียร์การ์เด้นที่จัดได้ใหญ่ที่สุด และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก คือ เบียร์การ์เด้นในเทศกาลออคโทเบอร์เฟสต์ (Octoberfest) โดยจะจัดปลายเดือนกันยายนของทุกปี ที่เมืองมิวนิค (Munich) ประเทศเยอรมนี สำหรับในประเทศไทย เบียร์การ์เด้นมักนิยมจัดกันในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม คือในช่วงที่อากาศเริ่มเย็นและฝนไม่ค่อยตก อย่างไรก็ตาม เบียร์ยังเป็นเครื่องดื่มที่เข้ากันได้ดีกับอาหารทุกชนิดทุกฤดูกาลจึงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายตลอดมา และคาดว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่ครองใจเหล่านักดื่มไปอีกนาน |
|