|

อาจไม่ใช่ข่าวที่น่าจะดีนัก แต่ก็นะ ก็อยากทำข่าวนี้นี่น่า เนื่องจากมีการอบรม NEC แล้วไอ้ NEC นี้คืออะไร เป็นกลุ่มบริษัทหรือเปล่า ความจริงแล้วสิ่งนี่แหละที่นำเม็ดเงินภาษีอากรของพวกเรามาพัฒนา แต่พัฒนาอะไร พัฒนาแล้วได้อะไรบ้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงต้องนำมาพูดคุยกันครับ เรามาตามติดเงินภาษีของเรากันว่า ได้นำเม็ดเงินไปพัฒนาอะไรบ้าง สำหรับสิ่งแรกที่จะพูดคุยกันก็คือ NEC คืออะไร แล้วมีความสำคัญอย่างไร แล้วอะไรที่จะเป็นตัวขัดขวางทำให้เม็ดเงินภาษีของเรานั้นสูญเปล่า ดังนั้นเราจะขอนำท่านมารู้จัก NEC กันว่า เขามีแนวทางอย่างไร แล้วนโยบายหลักที่สำคัญที่ได้รับนั้นคืออะไรกันแน่ รวมไปถึงสิ่งที่เหนือความคาดหมายนั้นอะไรคือตัวกำหนดและให้ความสำคัญสูงสุดสำหรับการอบรม NEC นะครับ มิตรภาพ หรือเป็นเพียงแค่คู่ค้าที่ไร้ตัวตนหลังอบรมเสร็จกันนะ ความหมายของ NEC มีดังนี้ครับ "เสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่" New Entrepreneurs Creation - NEC ที่มาของโครงการ ในอดีตที่ผ่านมา ผู้ที่มีการศึกษาสูงมักประกอบอาชีพรับเงินเดือนหรือเป็นพนักงาน หรือลูกจ้าง ในขณะที่ผู้มีการศึกษาไม่สูงนักมักประกอบอาชีพอิสระ เป็นผู้ประกอบการ ซึ่งมักจะมีพื้นฐานความรู้ไม่เพียงพอที่จะบริหารจัดการและปรับปรุงพัฒนากิจการให้มีขีดความสามารถ เพียงพอที่จะแข่งขันภายใต้การค้าเสรียุคใหม่ กลยุทธ์ใหม่ในการพัฒนาส่งเสริม SMEs จึงต้องมุ่งสร้างผู้ที่มีการศึกษาดี มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ ให้ก้าวเข้าเป็นผู้ประกอบการ การเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ให้เติบโตและมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถฟื้นตัวและมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 ขอบคุณข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา
สำหรับความสำคัญของผู้ประกอบการใหม่ หรือผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุง หรือพัฒนากิจการของท่านอย่างยั่งยืน(ไม่รู้จบ) สิ่งแรกที่ต้องคำนึงนั้นก็คือ กิจการของท่านนั้นเป็นกิจการในรูปแบบใด เพราะในปัจจุบันการปกรอบธุรกิจนั้นมีความแตกต่างจากในอดีตอยู่มาก เนื่องด้วยในอดีตเราจะคำนึงในการกระทำ หรือมีกิจกรรมในการดำเนินธุรกิจเพียงด้านเดียวในด้านที่ตนถนัด แต่ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ทุกๆ กิจกรรมของธุรกิจหมายรวมถึงการให้บริการด้วย ทั้งการให้บริการเพื่อได้ข้อมูลในการจัดการเพื่อการตอบสนองความต้องการให้กับผู้บริโภค และการให้บริการหลังการขาย เรียกได้ว่า ทั้งก่อนขาย และหลังขายก็ต้องใช้การบริการ หรือให้การบริการทั้งสิ้น และนั้นคือเหตุผลที่ต้องมีการรวมกลุ่มกัน การรวมกลุ่มกันนั้นก็คือประคับประคองกันไป ทั้งผู้ประกอบการใหม่ถอดด้าม และผู้ประกอบการที่เริ่มกิจการไปบ้างแล้ว รวมไปถึงผู้ประกอบการที่สืบทอดอำนาจจากตระกูลมา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะพบว่าล้วนต้องพึ่งพิงพึ่งพากัน ไม่อย่างนั้นแล้ว การอบรม NEC ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องนำเม็ดเงินภาษีของประชาชนมาทุ่มเทให้กับพวกเรา เพื่อประกอบธุรกิจให้ประชาชน เราลองมาดูทัศนคติในการประกอบธุรกิจกันว่า ตรงกับสิ่งที่ท่านคิดอยู่หรือไม่นะครับ ธุรกิจ แท้จริงคืออะไร บางคนบอกว่าสิ่งที่ดำเนินไปบนหนทางของการแสวงหาประโยชน์จากประชาชน และสามารถพัฒนาเป็นกลไกของรัฐกิจได้ จึงเรียกรวมกันว่า ธนกิจการเมือง แต่แท้จริงแล้วธุรกิจมีหัวใจหลักอยู่ที่ใด แล้วใครจะให้คำตอบนี้ได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งสิ่งนี้ผมเองก็จนปัญญาในการไขปัญหานี้ให้กับท่านทั้งหลายได้ แต่สำหรับเนื้อแท้ของธุรกิจนั้นจะมีหลักการในการพิจารณาดังนี้ ท่านรักในงานที่ท่านทำหรือไม่ ท่านกำลังรับจ้างทำงานอยู่หรือเปล่า ท่านรู้สึกเป็นเจ้าของในงานที่ท่านทำหรือไม่ ท่านรู้สึกว่าลูกค้าเป็นพระเจ้าอยู่หรือไม่ ท่านรู้สึกว่าเราได้ให้อะไร หรือเสียอะไรเวลาทำงานไหม ท่านมีคำตอบอื่นไหม ที่จะให้เหตุผลที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดว่า "ทำไมท่านจึงทำงานนี้"
หลักการย่อๆ 6 ประการ เป็นหลักการในการพิจารณาว่า ธุรกิจของท่าน เป็นงาน หรือเป็นเพียงภาระกันแน่ และนั้นก็สามารถตอบคำถามของใครๆ หลายๆ คนได้ว่า ธุรกิจ หรือเพียงแค่การทำงานเพื่อแลกเงินเท่านั้น เราจะมาทำความเข้าใจในหลักการย่อๆ 6 ประการกันนะครับ ท่านรักในงานที่ท่านทำหรือไม่ หมายความว่า งานที่ท่านทำนั้นสามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงของท่านออกมาได้ไหม แล้วมันเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตหรือไม่ เพราะธุรกิจนั้น จะทำเล่น แล้วเลิกไม่ได้ เขาบอกว่า "ทำอะไรทำจริง ต้องไม่เลิกกลางคัน" และที่สำคัญ "คนจริง ต้องล้มแล้วลุก ลุกๆ ล้มๆ ก็ต้องลุก" เป็นปรัชญาชาวบ้านที่ทำให้ผมเข้าใจได้เลยว่าธุรกิจคืออะไร
ท่านกำลังรับจ้างทำงานอยู่หรือเปล่า เป็นคำถามที่ดูจะกวนๆ แต่มีความหมายมากครับนั้นก็คือ หากท่านยังรู้สึกว่าตอนนี้รับจ้างพ่ออยู่ ก็ไม่ใช่ธุรกิจ หรือรับจ้างรัฐก็ชัดๆ ยังไม่มีธุรกิจ แต่หากท่านทำอะไรเป็นธุระจัดให้ หรือธุระจัดหา ก็ใช่เลย ท่านรู้สึกว่าได้รับเกียรติสูงสุดในการช่วยเหลือเขาแบบนี้เสมอๆ และทุกระดับ ไม่ใช่ว่าใครว่ะ มาสั่ง บางครั้งหัวใจของนักธุรกิจก็ไม่ใช่การแบ่งเขาแบ่งเรา แต่ต้องถือว่าเป็นโอกาสมากกว่า โอกาสที่จะได้ทำให้เขารู้ว่าเราทำอะไรให้เขาได้บ้าง และนั้นเรียกว่า เราไม่ใช่ลูกจ้างแล้ว แต่ที่แน่ๆ คุณต้องคิดถึงการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่แบกภาระ ผมเองไม่ได้พูดว่าต้องซื้อขายกัน แต่พูดว่าแลกเปลี่ยนกัน และธุรกิจก็ไม่ใช่รัฐกิจ จึงรวมกันไม่ได้ รวมแล้วธุรกิจก็พัง บ้านเมืองก็พัง อันนี้ขอเตือน เจื่อๆ กันได้ แต่อย่ารวมกันจะทำให้ท่านกลายเป็นว่าทำธุรกิจรับจ้างการเมืองไป อันนี้ด้วยความเป็นห่วง
ท่านรู้สึกเป็นเจ้าของในงานที่ท่านทำหรือไม่ เป็นคำถามออกจะกวนๆ อีกคำถามหนึ่ง แต่หากท่านตอบไม่ดี ท่านอาจต้องหมดเนื้อหมดตัวได้เลยทีเดียว ธุรกิจ กับรัฐกิจมีความเหมือนกันตรงนี้ก็คือ ทุกสิ่งไม่ใช่ของเรา งานที่ท่านทำ ท่านก็ไม่ใช่เจ้าของ และหากพิจารณาดีๆ ไม่มีใครเป็นเจ้าของอีกด้วย และคนรับผลประโยชน์ ที่เป็นเป้าหมายในการทำงานนั้นก็คือประชาชน ความจริงแล้วธุรกิจกับรัฐกิจมีความเหมือนกันตรงนี้ แต่ต่างกันตรงที่ ธุรกิจนั้นต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนด้วยอย่างมากโดยตัดทิ้งไม่ได้เลย สำหรับรัฐกิจแล้วประโยชน์ส่วนตนนั้นต้องตัดทิ้ง หมายความว่า จะทำงานแล้วเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับกิจการบ้านเมืองไม่ได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจได้เปรียบกว่ารัฐกิจ แต่คนก็มักเข้าใจผิด ไปทำธุรกิจและเข้าไปมีส่วนได้เสียในรัฐกิจ จนทำให้บ้านเมือง และท้องถิ่นทรุดโทรมลงไปมาก อธิบายเสียยืดยาวก็อาจทำให้ท่านสับสนว่าพูดเรื่องอะไร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ งานต่างๆ นั้น เราต้องร่วมกันทำ และงานนั้นก็เป็นเจ้าของเรา เจ้าของที่เรียกใช้เรา และยังบอกให้เราพัฒนาตนเองในทุกๆ ด้านเพื่อรับใช้งานนั้นๆ งานนั้นไม่มีชีวิต แต่ว่ามีจิตวิญญาณของธุรกิจ ของงานที่เรารัก ใจเราอยู่ที่นั้น แต่ว่าเราไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง เราจึงไม่ควรคิดว่าเราเป็นเจ้าของ และต้องคิดว่า งานนั้นเป็นเจ้าของเรา ทุกคนในงานนั้นก็จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับเราได้อย่างดี
ท่านรู้สึกว่าลูกค้าเป็นพระเจ้าอยู่หรือไม่ เป็นคำถามที่ต้องถาม เพราะถูกสอนมาว่า ลูกค้าคือพระเจ้า แต่ว่าอันนี้มันเป็นระบบการค้าของตะวันตกที่มีอารยธรรมไม่ถึง 200 ปี มีชีวิต 200 กว่าปี เรียกได้ว่า เทียบเท่ากับกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เขาจ้องโค้นล่มกันทั่วบ้านเมือง(ทั่วโลก) อันนี้ก็ต้องพูด เพราะว่า ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า "ลูกค้าคือพระเจ้า" แต่พระท่านสอนว่า "เราเป็นเพื่อนร่วมเจ็บร่วมตาย ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน" ดังนั้นหากจะให้นิยามธุรกิจอย่างสมบูรณ์จะเห็นว่า หลักธรรมคำสอน หรือคำพระนั้น ให้ความหมายได้ชัดเจนที่สุด ที่สุดนี้เพราะเห็นว่า ธุรกิจนั้นเกี่ยวข้องกับคนเรา เราอาจขายของให้สุนัข แต่ว่า เราก็ต้องขายฝากไปให้กับเจ้าของสุนัข แล้วก็เกี่ยวข้องกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกด้วย หากบอกว่า"ลูกค้าคือพระเจ้า ตลาดก็วายเสียแล้ว" เพราะว่าเข้าใจกันผิด ตลาดเสียเพราะพระเจ้าเอาแต่ใจ คนอยากเป็นใหญ่จึงอ้างการกลับชาติมาเกิด ความจริงอันนี้ขยายความว่า "อย่าเอาแต่ได้ อย่าคิดแต่เอา ตลาดจะเสีย" เพราะเหตุผลที่พูดก็คือ "อดีตเป็นรากฐาน แต่พยานของความสำเร็จอยู่ที่มิตรภาพ" เห็นชัดว่า หากเราคำนึงเพียงแค่การค้าขายโดยไม่คำนึงถึงหัวใจหลักแล้ว เราก็เข้าใจว่าเราไม่ต้องประชาสัมพันธ์ ไม่ต้องกระตุ้นการบริโภคให้เหมาะสม ไม่ต้องพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ดี เพื่อไม่เป็นโทษต่อคนเราและสิ่งแวดล้อม เพราะเราทำตามใจพระเจ้าก็พอ "พระเจ้า(ลูกค้า)เมืองไทยนี้ก็แปลก แปลกมาก เพราะว่าพระเจ้า(ลูกค้า)เมืองไทยนี้แบแต่มือ ขอแต่เงิน ขอแต่ส่วนลด หรือไม่ก็ขอแต่ของแถม แต่ไม่ขอคุณภาพสินค้า หรือบริการ" เราก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันในบางเวลาบางที เราก็นิสัยเสียทำตัวเสียนิสัยเหมือนกัน คิดไปแล้วคำถามนี้จึงต้องช่วยกันคิดว่า ยังคิดว่าลูกค้าเป็นพระเจ้าอยู่หรือไม่
ท่านรู้สึกว่าเราได้ให้อะไร หรือเสียอะไรเวลาทำงานไหม อันนี้ก็ต้องถาม เดียวก็หยุดถามแล้ว เพราะข้อรองสุดท้ายแล้ว เป็นเวลาที่เราเสียไป ไมได้หลับไม่ได้นอนก็มี แต่ก็ดีใจที่ได้ใช้เวลาเพื่อให้คนอื่นมีความสุข เราก็อดบอกเขาเป็นนัยไม่ได้ว่า เราง่วง เราเพลีย แต่เราก็ยังไหว เรายังสู้ แต่ก็ต้องเรียกว่า "หันมาดู หันมาจัดการตารางเวลาให้เหมาะสมด้วย" ตอนนี้ท่านรู้สึกอย่างไร เบา หรือหนักในการทำงาน ที่พูดว่าทำงาน เพราะว่า เรารับจ้างงาน เราทำธุรกิจ ซึ่งเรียกได้ว่า มีงานเป็นเจ้านาย มีตารางงานเป็นเลขาเจ้านาย เราเป็นเพียงแค่ลูกจ้างของงาน แต่ความจริงเรียกแบบนี้ก็ไม่ถูก ต้องเรียกว่า "ทุกองค์ประกอบเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอันนี้จะเห็นได้ว่าเหมาะสม และดีกว่า" ทำให้ทัศนคติของเราแจ่มชัด และสดใสขึ้น และนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า โอกาสในการทำธุรกิจ อย่ายึดติดเพียงแค่ผลตอบแทน เพราะเราต้องคำนึงถึงใจกับใจ ธุรกิจนั้นเชื่อมใจกับใจ ใจถึงใจแล้วย่อมมั่นคง และยั่งยืนกว่า แต่ว่าเรานั้นจะยืนไปด้วยกัน หรือต่างคนต่างยืน แล้วค่อยๆ ล้มลงทีละคนกันละ "ได้หรือเสียสำหรับเวลาที่ผ่านไป มิตรภาพคือสายใย ถักทอไว้ประสานกัน ประคับประคองสายสัมพันธ์ รักกันด้วยความจริงใจ ธุรกิจคืออะไร คือสิ่งที่มอบให้ แล้วได้รับตอบแทนกลับมา และนั้นคือศรัทธา ธุรกิจที่ว่านี้ อยู่ในมือของเราทุกคน"
ท่านมีคำตอบอื่นไหม ที่จะให้เหตุผลที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดว่า "ทำไมท่านจึงทำงานนี้" เป็นคำถามที่รอคำตอบ ท่านต้องการให้ธุรกิจของท่านมอบอะไรให้ประชาชน(ลูกค้า) เพราะหากท่านบอกว่าธุรกิจของท่านจะได้อะไรจากลูกค้า อันนี้แสดงว่า ท่านไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของลูกค้าดีพอ เราให้อะไรกับลูกค้า แล้วคำตอบที่ท่านต้องตอบก็อยู่ในใจของท่านว่า ท่านทำงานนี้นั้นเพราะอะไร ธุรกิจของท่านมาเติมเต็มโลกใบนี้ หรือเป็นเนื้องอก เนื้อร้าย หรือเป็นผีหลอกลูกค้า อันนี้เราต้องตอบ ตอบในใจของเราว่า "เราทำธุรกิจนี้ทำไม และทำธุรกิจนี้เพื่ออะไรกันแน่"
คงจะมองเห็นภาพกันแล้ว่า NEC นั้นมีความสำคัญอย่างไร เพราะหาก NEC ไม่สำคัญ ก็จะทำให้ประเทศของเราไม่มีทิศทาง และยังทำให้ตลาดวายอย่างที่เรียนให้ทราบ เราจึงเห็นว่าท่านนั้นคงได้อ่านความในใจที่ทำมาในรูปข่าวสารนี้พร้อมเพรียงกัน และยังนำมาเพื่อประโยชน์สุขของเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ก่อนจะไปบริหารกิจการของตนเองอย่างเต็มตัว หรือในโลกทัศน์ใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว หรือความไม่เข้าใจกันว่าธุรกิจแท้จริงคืออะไร "ธุรกิจนั้น ก็เหมือนกับปลาที่ต้องว่ายทวนกระแสน้ำ ต่างกับการเมืองที่ว่ายตามกระแสน้ำ ดังนั้น หากพูดว่า รัฐกิจ ก็ต้องนึกถึงธุรกิจ แต่หากพูดถึงการเมืองที่เจือสังคมของเรานั้น บางครั้งก็ไม่แค่เจือ แต่ยึดครองด้วย ซึ่งก็ทำให้ ธุรกิจ และรัฐกิจเสียหายเหมือนกัน ดังนั้น คนเรานั้นก็ต้องว่ายทวนกระแสของความเห็นแก่ตัวต่างๆ นั้นไปให้ได้"
รูปภาพ สัญลักษณ์ NEC และ NECเหลืองจันทบูร วีดีทัศน์ NEC เหลืองจันทบูร ร่วมกัน http://www.yoh4.comเรียบเรียงแต่งเรื่องราว ชานบ้านชานเมือง
|