พิมพ์หน้านี้
|
กี ฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่กาตาร์ประเทศเจ้าภาพทุ่มทุนจัดได้ยิ่งใหญ่ เป็นที่ประทับใจ ทั้งพิธีเปิด การดำเนินการแข่งขัน ตลอดถึงพิธีปิดการแข่งขัน จบการแข่งขันนักกีฬาไทยทำได้ 13 เหรียญทอง 15 เหรียญเงิน และ 26 เหรียญทองแดง ครองอันดับที่ 5 ในตารางเหรียญ แสดงให้เห็นว่าประเทศขนาดกลางอย่างไทยที่มีประชากร 64 ล้านคน ในด้านกีฬาเราก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของเอเชีย แม้ว่าจำนวนเหรียญทองจะน้อยกว่าจีนที่ครองบัลลังก์แชมป์เหรียญทองถึง 12 เท่ากว่าๆ กล่าวคือ จีนได้ 165 เหรียญทอง 88 เหรียญเงิน และ 63 เหรียญทองแดง ในขณะที่ประชากรของจีนก็มีมากกว่าประเทศไทยถึง 20 กว่าเท่าเช่นกัน ดังสถิติปี 2548 จีนมีประชากร 1,307.6 ล้านคน มากที่สุดในเอเชียและในโลก (ดูตารางสรุปเหรียญ)
แต่ถ้าจะว่ากันโดยละเอียดแล้ว จำนวนประชากรไม่สามารถจะเป็นดัชนีชี้วัดถึงจำนวนเหรียญที่จะได้รับได้ เพราะอินเดียประเทศที่มีประชากร 1,107 ล้านคน (สถิติเดือนกรกฎาคมปี 2548) มากเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชียและของโลก แต่ได้ครองอันดับเหรียญทองเป็นอันดับที่ 8 ได้เหรียญเพียง 10 เหรียญทอง 18 เหรียญเงิน และ 26 เหรียญทองแดง ในขณะที่คาซัคสถาน แม้จะมีประชากรเพียง 15 ล้านคน แต่ครองอันดับเหรียญทองเป็นอันดับที่ 4 ได้ทั้งหมด 23 เหรียญทอง 19 เหรียญเงิน และ 43 เหรียญทองแดง ฉะนั้น พอจะสรุปได้ว่าจำนวนประชากรมากไม่ใช่ดัชนีบอกว่ามีนักกีฬาเก่งมากและจะได้เหรียญทองเยอะ เพราะจำนวนคนมากอาจจะมีตัวเลือกให้คัดเลือกได้มาก แต่ถ้าตัวเลือกไม่มีคุณภาพ หรือไม่พร้อม ก็ไม่สามารถแข่งขันกับคนที่เก่งกว่าได้จนถึงคว้าชัยชนะ เพราะจริงๆ แล้วนักกีฬาทุกคนไม่มีใครอยากพ่ายแพ้ ทุกคนล้วนอยากเป็นที่ 1 เพียงแต่ว่าใครจะทำได้ดังหวังหรือไม่เท่านั้น สิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จน่าจะเป็นการฝึกซ้อมและการมีโค้ช (ครู) ที่ดี แล้วปฏิบัติตามหลักแห่งความสำเร็จ 4 ขั้นตอน คือ 1.ฉันทะ ฝึกซ้อมด้วยใจรัก 2.วิริยะ พากเพียรฝึกหัด เข้มแข็ง ไม่ท้อถอย 3.จิตตะ หมั่นตริตรองเอาใจใส่ และ 4.วิมังสา ใคร่ครวญหาข้อบกพร่อง หาวิธีแก้ไข จะว่าไปแล้วหลักอิทธิบาท 4 นี้ส่วนมากเราจะจำกันขึ้นใจ เพราะง่ายต่อการจำ ส่วนภาคปฏิบัตินั้นยากกว่าการท่องจำโดยไม่ต้องสงสัย ภาพที่เราเห็นในสนามแข่งขันนักกีฬาประเภทต่างๆ ใช้เวลาในการแข่งขัน มีตั้งแต่ไม่กี่วินาทีอย่างเช่นวิ่ง 100 เมตร จนใช้เวลานานเป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น คนดูก็เชียร์ให้นักกีฬาชาติตนชนะ ตัวนักกีฬาเองก็น่าจะต้องการชัยชนะมากกว่าคนเชียร์เสียอีก แต่เบื้องหลังภาพที่เราไม่เห็น คือการฝึกซ้อมทุกวันเป็นแรมปี กีฬาบางอย่างต้องฝึกมาตั้งแต่เด็กๆ จะพูดว่าฝึกมาทั้งชีวิตก็ไม่ไกลความจริง ต้องฝึกพละกำลัง สร้างความแข็งแกร่งของร่างกายความพร้อมของจิตใจ ฯลฯ เพื่อเอาชนะนักกีฬาชาติเดียวกันในรอบคัดเลือก ตระเวนแข่งรายการต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ สร้างความคุ้นเคย ก่อนจะลงสู่เวทีเอเชี่ยนเกมส์ ทำนองเดียวกันในชีวิตประจำวันของเรา ต้องหมั่นฝึกฝนตนเองเพื่อพัฒนาและเพิ่มพูนศักยภาพของตัวเอง การนำหลักธรรมต่างๆ มาใช้ในชีวิตจริงก็เช่นกัน ต้องหมั่นฝึกหัดปฏิบัติ เมื่อเจอปัญหาเดือดเนื้อร้อนใจจึงจะสามารถรับมือกับปัญหาได้เป็นอย่างดี น่าจะพร้อมกว่าการรอให้เจอปัญหาก่อนแล้วค่อยไปหาแหล่งฝึกฝนเหมือนที่ผู้คนส่วนหนึ่งในสังคมทุกวันนี้เป็นกัน สังคมไทยแต่โบราณสร้างกุศโลบายไว้ให้ชายไทยเมื่อถึงวัยอันควรก่อนจะมีครอบครัวได้บรรพชาอุปสมบทและศึกษาหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา หรือที่พูดกันติดปากว่า บวชเรียน และนิยมบวชเข้าพรรษากันอย่างน้อยหนึ่งพรรษา ก่อนจะออกไปเป็นผู้นำครอบครัว เราเรียกคนที่ผ่านการบวชเรียนว่า ทิด อันมีที่มาจากบัณฑิตนั่นเอง แต่เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนไป เราเอาการงานเป็นที่ตั้ง หาทรัพย์สมบัติเป็นหลัก เราเริ่มละเลยและ ไม่มีเวลา ให้กับกุศโลบายดั้งเดิมของบรรพบุรุษ หลังจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาแล้วก็ทำงานต่อ นิยมบวชกันตามประเพณีเพียงแค่คนละไม่กี่วัน 7 วันบ้าง 15 วันบ้าง น้อยคนนักที่จะ มีเวลา บวชเข้าพรรษา ด้วยวันเวลาอันน้อยนิดจึงไม่ค่อยได้เรียนรู้หลักคำสอนต่างๆ ท่องจำได้เพียงสัพพีติโยก็ลาสิกขาเสียแล้ว จึงไม่แปลกที่ชายไทยรุ่นใหม่ทุกวันนี้น้อยคนนักที่จะจำคำถวายสังฆทาน คำกรวดน้ำ ดังที่คนรุ่นปู่ตาย่ายายที่จำสิ่งเหล่านี้จนขึ้นใจ ผู้หญิงรุ่นย่ายายแม้จะไม่ได้บวชเรียนแต่ท่องจำจนขึ้นใจเพราะเข้าวัดบ่อย เป็นที่น่าสังเกตว่าทุกวันนี้เริ่มเกิดค่านิยมใหม่ เริ่มนิยมบวชใกล้หรือหลังเกษียณอายุงาน ทั้งที่ถ้าบวชตอนต้นๆ อาจจะได้เรียนรู้หลักธรรมต่างๆ แล้วนำติดตัวไปใช้ประโยชน์ในชีวิตหลังจากนั้น แต่ประเพณีใหม่อาจจะเหลือประโยชน์ไม่มาก เพราะวันเวลาและชีวิตที่ผ่านเลยไปอาจจะมากกว่าวันเวลาที่เหลือข้างหน้า ส่งผลให้ขาดเครื่องมือยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิต เหมือนเรือไม่มีหางเสือ โอนซ้าย เอียงขวาไปตามกระแสน้ำ เรามักจะพูดกันว่าบวชหรือไม่บวช อยู่ที่ใจ แต่ในเมื่อใจไม่ได้รับการฝึกฝน ใช่หรือไม่ว่าใจเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรหรือจะทำอย่างไรเมื่อประสบปัญหา พูดถึงเรื่องการฝึกฝนตนเอง พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ปราชญ์ทางพุทธศาสนาท่านคงจะเห็นความสำคัญของคตินี้จึงได้สอนอยู่เสมอว่าพระพุทธศาสนาสรรเสริญการฝึกฝนตน มนุษย์มีศักยภาพ พุทธศาสนาเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ ท่านบอกว่าสาเหตุที่มีคัมภีร์ชาดกกันมากมายหลายร้อยชาตินั้น จุดมุ่งหมายสำคัญก็เพื่อแสดงให้เห็นกระบวนการฝึกหัดอบรมตนหรือการพัฒนาตนของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นปุถุชน จนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ผมจึงไม่แปลกใจที่ด้านหลังเสื้อของคนทำงานที่วัดญาณเวศกวันจะมีข้อความ อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา บัณฑิตย่อมฝึกตน ยิ่งพอได้เข้าชมห้อง ญาณปยุตตธรรมนิจัย อันเป็นที่แสดงผลงานและนิทรรศการถาวรแสดงชีวประวัติและผลงานของพระพรหมคุณาภรณ์ บนชั้น 3 ของอาคาร ญาณเวศก์ธรรมสมุจย์ พอเปิดประตูเข้าไป ด้านขวามีพุทธพจน์เขียนกลับด้านไว้บนผนัง อ่านไม่ออก ต้องมองกระจกด้านตรงข้าม (ซ้ายมือ) ถึงอ่านได้ ซึ่งก็คือประโยคเหมือนกับด้านหลังเสื้อของคนทำงานวัดนั่นเอง ดูกีฬาแล้วอย่าลืมนึกถึงพุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ก็แล้วกัน "ชาวนาย่อมไขน้ำเข้านา ช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างไม้ย่อมถากไม้ บัณฑิตย่อมฝึกตน" |
| ....SaNd...FaNtAsY..... | ||
"ลายริ้วบนผิวทราย สื่อความหมายแทนภาษา มือไหวแทนใจพา นาฏลีลาน่าภิรมย์" คือกลอนที่ "นิดนรี" บรรยายถึง "SaNd FantAsY" โดย Illana Yahav - ศิลปิน sand animation ชาวอิสราเอล ดนตรีของ Yanni |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |