พิมพ์หน้านี้
|
ข ณะที่กระแสการต่อสู้ทางความคิดในสังคมไทยแตกแยกออกเสี่ยงๆ ฝ่ายหนึ่งไล่ผู้บริหารสูงสุดของประเทศให้ ออกไป ส่วนอีกฝ่ายเชียร์ให้ สู้ๆ แต่ละฝักฝ่ายต่างก็ยกเหตุผลของตัวเองขึ้นสนับสนุน และแบ่งอาณาบริเวณของฝ่ายตัว ถึงขนาดคนจากอีกฝ่ายจะเข้าไปในบริเวณของอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายล้วนแล้วแต่เป็นคนสัญชาติเดียวกัน ประเทศไทยเราเป็นไปได้ถึงขนาดนี้! พระธาตุหลวงในนครเวียงจันทน์ สัญลักษณ์ของลาว ผมกับเพื่อนร่วมทางอีกสองชีวิต (คนแรกเกิดที่ภาคใต้ตอนล่าง หลังเรียนจบในกรุงเทพฯ แล้วไปทำงานอยู่ในภูมิภาคอีสานใต้ริมชายแดนกัมพูชา ต่อมาแต่งงานกับคนในพื้นที่ และลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่น แถม เว้า ภาษาอีสานคล่อง ตั้งชื่อกิจการร้านค้าของตัวเองว่า บ้านอีสาน&ใต้ ส่วนอีกท่านหนึ่งอยู่ในเพศสมณะเกิดที่จังหวัดริมแม่น้ำโขงแต่ไปปฏิบัติศาสนกิจอยู่อเมริกาหลายปีจนได้กรีนการ์ด ส่วนผมเองเกิดแถวภาคกลางตอนล่าง แต่บรรพบุรุษย้ายมาจากภาคใต้ หลังเรียนจบแล้วก็วนเวียนและเวียนวนอยู่ในกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ) นั่งรถข้ามแดนทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จากจังหวัดหนองคายข้ามไปเวียงจันทน์โดยสะดวกเนื่องจากตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2547 เป็นต้นมา พลเมืองที่ถือหนังสือเดินทางของทั้งสองประเทศสามารถเดินทางเข้าออกได้โดยไม่ต้องอาศัยวีซ่า (หรือภาษาราชการไทยเรียกว่าการตรวจลงตรา) อย่างเช่นก่อนหน้า เป็นมาตรการเพื่อให้พลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านสามารถเดินทางเข้าออกได้สะดวก หอพระแก้ว ช่างสวนทางกันกับคนชาติเดียวกันแต่ไม่ยอมออก วีซ่า ให้เพื่อนร่วมสัญชาติแต่ต่างความคิดเข้าไปในบริเวณของตน!! สิ่งที่เกิดขึ้นช่างต่างกับคำพูดของปราชญ์ท่านหนึ่งที่สรุปหลักปรัชญาของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยว่า แตกต่างแต่ไม่แตกแยก โดยสิ้นเชิง!!! สองข้างทางจากเวียงจันทน์ ถึงหลวงพระบาง หรือว่าเราเข้าไม่ถึงหลักปรัชญาการปกครองของพวกเราเอง? ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวไปก็เป็นเวียงจันทน์ หรือกำแพงนครเวียงจันทน์ กิริยาอาการที่ได้สัมผัส กายภาพที่ได้เห็น คำพูดของเจ้าของประเทศที่ได้ยิน พาให้ผมนึกย้อนหลังไปเมื่อครั้งวัยเด็ก คำเรียกหลายคำ เช่น เรียกเข็มขัดเงินว่า สายเอว เรียกสร้อยคอว่า สายคอ หรือเรียกข้าวต้มว่า ข้าวเปียก หรือแม้แต่เรียกการสูบบุหรี่ว่า สูบยา ฯลฯ ล้วนเป็นคำที่เคยคุ้นหู ผมบอกเพื่อนร่วมเดินทางว่าเคยได้ยินคนรุ่นปู่ย่าตายายเรียกขานและพูดคำเหล่านี้ ยิ่งได้สัมผัส ผมยิ่งไม่คลอนแคลนหรือคลางแคลงใจว่าไทย-ลาว ร่วมชาติพันธุ์ แหล่งกำเนิด หรือศาสนา และภาษามาแต่โบราณกาล แม้เส้นแบ่งเขตแดนบนลูกโลกจะขีดแบ่งเป็นคนละประเทศกัน แต่วัฒนธรรมความคิด ความเชื่อเกือบจะเหมือนกัน ประเพณีตักบาตรของชาวหลวงพระบาง ตามประวัติศาสตร์เคยทำสงครามครั้งใหญ่น้อยกันมาหลายครั้ง และมีข้อขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ กันบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งก็ไม่แปลก ตามประสา ลิ้นกับฟัน ย่อมมีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่แปลกคือ บางช่วงเวลามีชาติมหาอำนาจจากซีกโลกตะวันตกข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามายึดครองลาวเพื่อใช้เป็นรัฐกันชนอิทธิพลของชาติตะวันตกด้วยกันเอง เส้นแบ่งอาณาเขตของประเทศก็เปลี่ยนแปลงหลายครั้งก่อนจะเป็นอย่างปัจจุบัน วิหารวัดเชียงทองในหลวงพระบาง สิม (อุโบสถ) วัดเชียงทอง วันแรกในเวียงจันทน์ บ่ายแก่ๆ ใกล้จะถึงเวลาปิดทำการ ผมเข้าไปกราบพระประธานในหอพระแก้ว และเดินชมความงามรอบๆ ก่อนจะออกจากจากพิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว พวกเรายืนอ่านป้ายแนะนำสถานที่หน้าหอพระแก้ว และก็นิ่งเงียบกับข้อความ แต่ปัจจุบันนี้ องค์พระแก้วมรกตดังกล่าวได้ถูกไปประดิษฐานอยู่ต่างประเทศแล้วแต่ปี ค.ศ. 1779 อยู่นานพอสมควร ป้ายนั้นนอกจากจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แล้วยังบอกถึงความรู้สึกลึกๆ ที่มีต่อ ต่างประเทศ อีกด้วย รีบออกเถอะ เขารอปิดประตูรั้วแล้วนะ เพื่อนบอก ช่วงที่นั่งอยู่ในแท็กซี่ ผมนั่งนึกถึงความในใจของม่วน คนขับที่นำพวกเราเที่ยวในเวียงจันทน์วันนั้น เมื่อผมบอกเขาว่าอักษรลาวบางตัวก็อ่านไม่ออก ผมถามเขาว่าอ่านภาษาไทยได้หรือไม่ เขาพูดเปรยๆ คนลาวอ่านภาษาไทยออก แต่คนไทยอ่านภาษาลาวไม่ค่อยออก ซึ่งซ่อนความหมายระหว่างบรรทัด และฝากคำถามบางอย่างติดมาอีกข้อหนึ่ง การใช้จ่ายเงินบาทได้โดยไม่ต้องแลกเป็นเงินกีบ และการได้ค้างคืนในเวียงจันทน์จึงพอให้เกิดความเข้าใจแก่ตัวเองถึงสาเหตุที่คนลาวรู้ภาษาไทยดี ทุกบ้านเปิดรับโทรทัศน์ไทย รู้ข่าวเมืองไทยดี ดูละครไทย (ที่มีโฆษณาสินค้าไทยเป็นของแถม!!) สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยอมรับอาจจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็คือ อิทธิพลทางความคิด ทางวัฒนธรรม ทางเศรษฐกิจ การค้า และสังคม ที่คล้อยตามสิ่งที่รับผ่านสื่อ จึงไม่แปลกใจเมื่อกลับมาพลิกดูสถิติด้านการค้าการลงทุนของทางการไทย (กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมศุลกากร) ประเทศที่ส่งสินค้าเข้าลาวมากเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่ปี 2538-2545 คือไทย ซึ่งมีส่วนแบ่งแต่ละปีกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ประเทศที่ลงทุนในลาวมากที่สุด ในช่วงปี 2531-2547 ก็เป็นไทยอีกเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ไหลบ่าจากฝั่งที่เข้มแข็งกว่าไปสู่ฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ไม่ต่างจากวัฒนธรรมทางความคิด การใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ การบริโภคสินค้า ฯลฯ ที่คนไทยเราซึมซาบผ่านทางหนังฮอลลีวู๊ด หรือสื่อแขนงอื่นๆ จากประเทศมหาอำนาจตะวันตก หรือจากเอเชียตะวันออก นับเป็นการล่าเมืองขึ้นยุคใหม่ของจักรวรรดิโพ้นทะเล ที่ไม่ต้องทำสงครามแย่งชิงดินแดน ไม่ต้องรุกรานทางกายภาพ แถมคนที่ถูกยึดครองแทบจะไม่รู้ตัว หรือรู้ทันแต่ก็ยินดี ผมไม่แน่ใจว่าอย่างไหนกันแน่! ในคืนแรกตอนพักในโรงแรมในเมืองหลวงของลาว (เจ้าของประเทศเรียกเมืองหลวงว่า เวียง ส่วนคำว่า เมืองหลวง ของลาวหมายถึงหลวงพระบาง) จำนวนขีดสัญญาณโทรศัพท์มือถือของค่ายโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่ของไทย ไม่ต่างจากหนองคายในฝั่งไทย เพราะแม่น้ำโขงเส้นพรมแดนสมมุติไม่สามารถปิดกั้นสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่ไร้รูปได้ ทำให้ผมสามารถติดต่อกับเพื่อนที่กรุงเทพฯ ในอัตราค่าโทรศัพท์เช่นที่ใช้อยู่ปกติ อย่างน้อยนั่นน่าจะเป็นประโยชน์ของกลมกลืน จนแบ่งแยกไม่ได้ ใช่หรือไม่?? วันรุ่งขึ้น เรานั่งรถโดยสารประจำทางจากเวียงจันทน์ไปหลวงพระบางแต่เช้า รถออกจากที่ราบเมืองหลวง ผมนั่งติดกับเด็กหนุ่มชาวลาว เป็นโอกาสดีที่จะได้ถามความรู้สึกนึกคิดจากปากของคนลาวเอง ผมก็เลยชวนคุย วิชัยบอกถึงจุดหมายว่าเขาเพิ่งเดินทางกลับมาจากฝั่งไทย จะกลับไปเอาเอกสารที่บ้านในหลวงพระบางเพื่อมาต่ออายุหนังสือเดินทางที่เวียงจันทน์
สถูปวัดสวยัมภูนาถในกรุงกาฐมัณฑุ สัญลักษณ์ของเนปาล เขาเล่าว่าหลังเรียนจบม.3 ในลาวแล้วข้ามมาฝั่งไทย ทำงานดูแลร้านลูกโป่งตามงานในกรุงเทพฯ ได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ส่วนสาเหตุที่เขาเลือกไปหางานทำในฝั่งไทย ในลาวคนมีการศึกษาสูงเป็นครูมัธยม ครูประถม ได้เงินเดือน 700,000 800,000 กีบ (อัตราแลกเปลี่ยนตอนนั้นประมาณ 260 กีบต่อ 1 บาท) งานในเวียงจันทน์ก็หายาก ตอนแรกคิดว่าจะไปตัดยางที่ภาคใต้ [ของไทย] แต่มีข่าวฆ่ากัน กลัวก็เลยไม่ไป จากพื้นราบ รถโดยสารประจำทางเริ่มไต่ระดับความสูงสู่ที่ราบสูง ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ วิ่งเลาะเลี้ยวไปตามถนนเคี้ยวคดและสูงชันของภูสูงลูกแล้วลูกเล่า มองลงไปอีกด้านเป็นหุบเขา ชาวเขาตั้งหมู่บ้านอยู่เป็นระยะๆ ทำไร่เลื่อนลอยบ้าง ถางป่าบ้าง หรือการเผาป่าก็มีให้เห็นตลอดเส้นทาง เป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดระยะเวลา 9-10 ชั่วโมงก่อนจะถึงหลวงพระบางในยามเย็นย่ำ เพลงที่เปิดในรถตลอดระยะทางล้วนเป็นเพลงไทยทั้งสิ้น มีทั้งเพลงลุกทุ่ง ลูกทุ่งอีสาน และมาลีฮวนน่า วันนั้นรถกำลังมุ่งหน้าสู่หลวงพระบาง สองข้างทางจากเวียงจันทน์ไปหลวงพระบางเมืองมรดกโลกเป็นหุบเขาสูงชันเส้นทางเคี้ยวคด ลดเลี้ยว มองออกไปนอกหน้าต่างรถอีกด้านเป็นหุบเหวเบื้องล่างไม่ต่างจากเส้นทางจากโปขรา (Pokhra) ไปกาฐมัณฑุ แถมหนึ่งในเพื่อนร่วมเดินทางในเนปาลในครั้งนั้นก็นั่งอยู่ในแถวถัดไปในรถโดยสารคันเดียวกัน!
ชาวเนปาลจุดประทีปบูชาที่วัดสวยัมภูนาถ ในภวังค์นั้นหลายครั้งที่ผมถามตัวเองว่าผมอยู่ที่ไหนกันแน่? ใจผมล่องลอยข้ามภูสูงนับร้อยลูกย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนในราชอาณาจักรหิมาลัย เนปาลเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล (Landlocked) พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นภูเขาสูง ด้านเศรษฐกิจเนปาลต้องพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน (ก็คืออินเดีย) ประชากรของทั้งสองประเทศหน้าตาคล้ายคลึงกัน ภาษาทางการ (คือภาษาฮินดีของอินเดีย และภาษาเนปาลีของเนปาล) ใช้ตัวอักษรเทวนาครีเป็นภาษาเขียนเหมือนกัน คนเนปาลข้ามแดนเข้าไปหางานทำในอินเดีย นักธุรกิจอินเดียเข้าไปลงทุนในเนปาล ชื่อสกุลเงินของทั้งสองประเทศเหมือนกัน แต่รูปีของอินเดียแข็งกว่า และนำไปใช้ในเนปาลได้ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดนตรีและภาพยนตร์จากฝั่งอินเดียเข้าตีตลาดเนปาล อิทธิพลของอินเดียในเนปาลจึงมีมากอย่างไม่ต้องสงสัย!! รถจอดทำไมเหรอ? ผมลืมตาตื่นขึ้น เยี่ยวครับพี่ วิชัยบอก
จากเมืองโปขราเห็นยอดมัจฉปุจฉเร (Macchapucchare - ยอดหางปลา) ซึ่ง ใกล้ตา ไกลตีน ความสูง 6,997 เมตร สีขาวกลมกลืนกับปุยเมฆ
เทือกเขาอันนปุรณา (Annapurna) ที่มียอดมัจฉปุจฉเรเป็นยอดสูงสุด สะท้อนเงาลงในทะเลสาบเผวา (Phewa Lake) แดดจ้าใกล้เที่ยงวัน ริมข้างถนนเป็นป่าละเมาะ ผู้โดยสารร่วมรถทั้งคนลาว ไทย ฝรั่ง ไม่เลือกสัญชาติ ลงข้างทาง ผู้ชายก็สะดวกหน่อย ส่วนหญิงสาวไม่ง่ายเหมือนผู้ชาย ต้องเดินไปไกลและเลือกสถานที่เล็กน้อย บางคนก็ลงไปยืนดูดบุหรี่ ผมนึกถึงความหลังเมื่อครั้งเดินทางรอนแรมในชมพูทวีป การเข้าห้องน้ำข้างถนน ในทุ่งนา ริมป่าละเมาะ เป็นสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยดี แรกๆ ก็อาจจะมีอาการเขินบ้าง แต่ต่อมาเมื่อความจำเป็นบังคับ และเห็นเป็นเรื่องปกติริมถนนเมื่อเดินทาง เราก็เริ่มทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติ ย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน...ไทย-ลาว หรือ อินเดีย-เนปาล เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนว่าถ้าประเทศเพื่อนบ้านเป็นมิตรกัน พึ่งพากัน ทำมาค้าขายกัน ไม่มีใครพ่ายแพ้ ต่างฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์จากกันและกัน เส้นพรมแดนทางกายภาพแบ่งประเทศได้เพียงในแผนที่ ในความเป็นจริงความสัมพันธ์ มีการไปมาสู่ มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ถ้าพยายามสร้าง สะพาน เชื่อมระหว่างกัน ดุจเดียวกับหมายเลขโทรศัพท์เมื่อเพิ่มรหัสประเทศเข้าข้างหน้าหมายเลขที่ใช้ติดต่อกันปกติในประเทศ ทำให้สามารถติดต่อข้ามประเทศ และทะลุเขตแดนจนติดต่อทั่วโลกได้ ต่างกันกับประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกันหลายประเทศ แต่เกือบจะไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไร้ สะพาน เชื่อมต่อ มีท่าทีที่ระแวดระวังต่อกัน เพราะถือเอาความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติบ้าง ศาสนาหรือลัทธิความเชื่อ วิวาทกันเรื่องดินแดนบ้าง มาเป็น กำแพง ปิดกั้น ตาด (น้ำตก) กวางสีใกล้หลวงพระบาง คนบางกลุ่ม บางคน เป็นมนุษย์ร่วมโลกเหมือนกัน แต่เหือดแห้งน้ำในให้แก่กัน เหมือนน้ำในหน้าแล้ง เท่ากับตัดโอกาสที่จะเพิ่มรหัสการติดต่อระหว่างกันและกัน แล้วค่อยๆ ขยายไปรบราฆ่าฟันกัน จนลุกลามเพิ่มขนาดกลายเป็นสงครามในท้ายที่สุด ข้อน่าสงสัยคือใครสอนให้มนุษย์เกิดมารบราฆ่าฟันกัน? ใครสอนให้มนุษย์สร้างสรรค์อาวุธยุทโธปกรณ์ทรงพลานุภาพเพื่อทำให้มนุษย์จากอีกทวีปหนึ่งข้ามน้ำข้ามทะเล ข้ามฟ้าไปทำสงครามอีกทวีปหนึ่ง?? มนุษย์เราเกิดมาเพื่อจ้องจะรบราฆ่าฟันกัน หรือเกิดมาเพื่ออยู่ร่วมโลกกันอย่างสันติสุข ? ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่าอย่างแรก... มิใช่หรือ??? มื้อนี้ปิดจ้า...วัดในหลวงพระบาง โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง! เรื่องนี้เขียนไว้เมื่อปี 2549...จึงขอประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน |
| ....SaNd...FaNtAsY..... | ||
"ลายริ้วบนผิวทราย สื่อความหมายแทนภาษา มือไหวแทนใจพา นาฏลีลาน่าภิรมย์" คือกลอนที่ "นิดนรี" บรรยายถึง "SaNd FantAsY" โดย Illana Yahav - ศิลปิน sand animation ชาวอิสราเอล ดนตรีของ Yanni |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |