พิมพ์หน้านี้
|
ก ารบวชเรียนในพรรษาที่วัดญาณเวศกวัน เป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อกระบวนการพัฒนาปัญญาของกุลบุตรเป็นอย่างมาก ประการแรก ความพร้อมของกัลยาณมิตร ทั้งปราชญ์ผู้รอบรู้ และตำราทางพระพุทธศาสนา ประการต่อมา ได้เล่าเรียนปริยัติ และเจริญจิตตภาวนา ประการที่ ๓ สภาพแวดล้อมหนุนให้ไตร่ตรองใคร่ครวญ แล้วนำไปสู่การวางท่าทีและปฏิบัติให้ถูกหลักในประการสุดท้าย ด้านการศึกษา นอกเหนือจากเรียนวิชาตามหลักสูตรทั่วไป คือ ธรรมะ พุทธประวัติ เรียงความแก้กระทู้ธรรม วินัย และศาสนพิธี ก็ยังมีวิชาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา และหนังสือพุทธธรรม เสริมด้วยธรรมนิพนธ์โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้อ่านนอกเวลาอีกหลายเล่ม รวมทั้งซีดีธรรมบรรยาย ชุด ตามพระใหม่ไปเรียนธรรม ๒ แผ่น รวม ๕๔ ชั่วโมง ซึ่งเป็นคำบรรยายเกี่ยวกับพื้นฐานและหลักการที่สำคัญๆ ของพระพุทธศาสนา ตั้งแต่จุดมุ่งหมายของการอุปสมบท ความสัมพันธ์ของพระสงฆ์กับสังคม ภูมิหลังของชมพูทวีปกับการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา การฝึกฝนพัฒนาตนเองตามหลักไตรสิกขา หลักเกี่ยวกับความสุข ฯลฯ
พระนวกะ (พระใหม่, พระที่มีพรรษายังไม่ครบ ๕) แสดงความเคารพพระอุปัชฌาย์ก่อนและหลังการอบรมสั่งสอน (ภาพโดย คุณทองสุข ช่างวิชชุการ) หลังการเรียนการสอนตามรูปแบบแล้ว สิ่งพิเศษที่หาค่ามิได้ก็คือ การ (นั่งพับเพียบ) พูดคุยกันแบบสบายๆ ระหว่างพระพรหมคุณาภรณ์ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์กับศิษย์บนกุฎี เป็นการพบกันรายสะดวกในช่วงค่ำ เฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละประมาณ ๑ ชั่วโมง แม้ว่าสุขภาพจะไม่ค่อยเอื้ออำนวย แต่ท่านก็ยังเมตตาไม่ละเลยการอบรมสั่งสอนกุลบุตรผู้มีศรัทธาขออุปสมบทในสำนัก นับเป็นโอกาสอันเลิศให้พระนวกะได้ฟังธรรมโดยตรงจากปราชญ์ผู้มีความรอบรู้ ความลึกซึ้ง ความทรงจำ และความจัดเจนในหลัก รวมทั้งเปิดกว้างให้ซักถามปัญหาต่างๆ เป็นการสร้างเสริมความรู้ ความกระจ่างในพระศาสนาได้อย่างดีเยี่ยม
(ภาพโดยคุณกฤษดา อนุนาท) ครั้งหนึ่ง ท่านสอนว่าปัจจัยที่ไม่เป็นไปเพื่อความเจริญของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย คือการเชื่อถือหลักการของพระธรรมวินัยสืบต่อๆ กันมา โดยไม่ใช้ปัญญา ไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ เมื่อรับฟังสืบต่อกันมาก็เพี้ยนได้ง่าย จนดูเหมือนความเชื่อเหล่านี้จะเป็นความเชื่อของพระพุทธศาสนาไป และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่เพียงผู้ไม่ได้สนใจพระศาสนาเท่านั้น แม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม ผู้ที่นับถือกันจริงจัง หรือคนมีความรู้ก็เข้าใจหลักผิด ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่ชีวิตตนเอง สังคม และศาสนาพุทธ หลายเรื่องที่ท่านเน้นย้ำยกขึ้นมาปรารภเพื่อสร้างความเข้าใจหลักที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน เพี้ยน เช่น ความเชื่อเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงปล่อยปละละเลย, สิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง จึงมีชีวิตอยู่แบบปล่อยเวลาให้หมดไปวันๆ, แล้วแต่กรรมเก่า จึงก้มหน้ารับกรรม (เก่า) แล้วไม่ขวนขวายแก้ไข, นอนคอยโชคจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ ความเชื่อถือเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยแห่งความอ่อนแอภายในของพระศาสนา ตลอดถึงพุทธบริษัทในเมืองไทยเอง และนำไปสู่การไม่กระทำ ตรงกับความเชื่อของลัทธินอกพระพุทธศาสนาในยุคพุทธกาลที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในติตถายตนสูตร (พระไตรปิฎก เล่ม ๒๐) ๓ ลัทธิ คือ ๑. ปุพเพกตเหตุวาท ลัทธิกรรมเก่า ที่ถือว่าสุข ทุกข์ หรือไม่ทุกข์ ไม่สุข ที่คนได้รับทั้งหมดล้วนแต่มีกรรมที่ทำไว้ในปางก่อนเป็นเหตุ ๒. อิสสรนิมมานเหตุวาท ลัทธิพระเป็นเจ้า ที่ถือว่าสุข ทุกข์ หรือไม่ทุกข์ ไม่สุข ที่คนได้รับทั้งหมดล้วนแต่เกิดจากการเนรมิตของพระเป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ๓. อเหตุอัปปัจจัยวาท ลัทธิแล้วแต่โชคชะตา ที่ถือว่าสุข ทุกข์ หรือไม่ทุกข์ ไม่สุข ที่คนได้รับทั้งหมดล้วนแต่ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย
การนั่งพูดคุยกันแบบสบายๆ ระหว่างพระพรหมคุณาภรณ์ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์กับศิษย์บนกุฎี (ภาพโดยคุณกฤษดา อนุนาท) ความเชื่อตามลัทธิเหล่านี้ไม่ชอบด้วยเหตุผล เป็นไปเพื่อข่มได้ มัวหมอง ถูกตำหนิ ถูกผู้รู้คัดค้านได้ ถูกซักไซ้ไล่เลียงเข้าก็อ้างการถือสืบๆ กันมา เป็นลัทธิที่เป็นไปเพื่อการไม่กระทำ (อกิริยวาท) เท่ากับการปฏิเสธกฎแห่งกรรม หากยึดถือเข้าย่อมให้เกิดโทษ คือ ไม่เกิดความเพียรพยายามในการทำกิจที่ควรทำ และไม่แก้ไขปรับปรุงสิ่งที่ควรแก้ไข เป็นปฏิปักษ์กับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เคยมีมาในอดีต ที่จะอุบัติขึ้นในอนาคต และพระองค์ผู้เป็นพระศาสดาของพวกเรา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ล้วนแล้วแต่ตรัสเรื่อง กรรมวาท (การกระทำมีผลจริง) กิริยวาท (ทำแล้วเป็นอันทำ) และ วิริยวาท (ต้องลงมือทำด้วยความเพียร) หลักการนี้ยืนยันว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการกระทำ ศาสนาแห่งความเพียร ไม่ใช่ศาสนาแห่งการหยุดนิ่งเฉยเฉื่อยชา เพื่อความกระจ่างแจ้งจะขอยกหลักกรรมซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของพระพุทธศาสนามาเป็นตัวอย่าง เพื่อจะแยกให้เห็นความแตกต่างของหลักกรรมในพระพุทธศาสนาและลัทธิกรรมเก่าของพวกเดียรถีย์ หลักกรรมของชาวพุทธ คือหลักที่สอนว่าผลสำเร็จเกิดจากการกระทำเหตุและปัจจัย เท่าที่มนุษย์จะมีเรี่ยวแรงความเพียรพยายามทำได้ ส่วนประเภทของกรรมมีทั้งกรรมเก่า กรรมปัจจุบัน และกรรมที่จะทำในอนาคต ถือว่ากรรมเป็นเพียงกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยดำเนินต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา และเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ไม่ใช่เป็นไปตามกรรมเก่าอย่างเดียว สำหรับกระบวนการของกรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะตัดมาเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งไม่ได้ กรรมในอดีตทำคืนไม่ได้ แต่สามารถปรับปรุงได้ด้วยการทำปัจจุบัน เป็นต้นว่า เคยทำอกุศลกรรมก็เลิกมาทำกรรมที่เป็นกุศลแทน เป็นการสร้างกรรมใหม่ เข้ากระบวนการพัฒนาตนเองด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ตามหลักไตรสิกขา (คือ อธิสีลสิกขา การฝึกด้านความประพฤติ ความเป็นอยู่ที่เกื้อกูลท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้มีชีวิตดีงาม เป็นพื้นฐานที่ดีต่อการพัฒนาคุณภาพจิตและการเจริญปัญญา อธิจิตตสิกขา การพัฒนาจิตใจให้มีคุณภาพดี สมรรถภาพสูง และสุขภาพสมบูรณ์ อธิปัญญาสิกขา การรู้และเข้าใจตามความเป็นจริง ทำให้มีจิตใจเป็นอิสระ ผู้สนใจทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างละเอียดและครบวงจร ศึกษาได้ในหนังสือ พุทธธรรม บทที่ ๑๖) แต่ถ้ารอผลกรรมเก่าก็ถือว่าหยุดพัฒนาตนเอง ตีบตันและตกอยู่ในการปล่อยปละละเลยไม่เอาธุระ เปรียบเสมือนคนที่ตายแล้ว
หนึ่งในหนังสือที่พระนวกะ รุ่นในพรรษา ๒๕๕๐ ร่วมกันพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน พระพรหมคุณาภรณ์กล่าวไว้ในหนังสือ ลักษณะแห่งพระพุทธศาสนา ว่า พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนหลักกรรมคู่กับความเพียรก็เพื่อให้เห็นว่า ๑. คนไม่ได้ประเสริฐเพราะชาติกำเนิด (ตามความเชื่อเดิมของศาสนาพราหมณ์) แต่ประเสริฐเพราะการกระทำและความประพฤติ ๒. ให้รู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และ ๓. ให้รู้จักพึ่งตนเอง (ด้วยการฝึกฝนพัฒนาตนเองเพื่อทำตนให้เป็นที่พึ่งที่หาได้ยาก) ไม่ให้หวังผลดลบันดาลจากการอ้อนวอนนอนคอยโชค กล่าวโดยสรุปว่าพระพุทธศาสนาถือว่าลักษณะความเชื่อที่เข้ากับความเชื่อถือของทั้ง ๓ ลัทธิดังกล่าวเป็นความเชื่อที่ผิด ทำให้ผู้เชื่อถือถูกครอบงำไว้ ดังพุทธพจน์ในตอนท้ายของเกสกัมพลสูตร (พระไตรปิฎก เล่มเดียวกัน) ว่าลัทธิความเชื่อแบบนี้ เป็นเหมือนไซดักมนุษย์ เกิดขึ้นมาในโลก เพื่อไม่เกื้อหนุน เพื่อทุกข์ เพื่อความฉิบหาย เพื่อความพินาศของสัตว์เป็นจำนวนมาก เปรียบเหมือนบุคคลวางไซดักปลาไว้ที่อ่าว เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความฉิบหาย เพื่อความพินาศของปลาเป็นจำนวนมาก ใช่หรือไม่ว่า ถึงคราวที่ชาวพุทธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ต้องสำรวจตรวจสอบตัวเองว่าติดอยู่ใน ไซ ทางความเชื่อหรือไม่? ~+~ |
| ....SaNd...FaNtAsY..... | ||
"ลายริ้วบนผิวทราย สื่อความหมายแทนภาษา มือไหวแทนใจพา นาฏลีลาน่าภิรมย์" คือกลอนที่ "นิดนรี" บรรยายถึง "SaNd FantAsY" โดย Illana Yahav - ศิลปิน sand animation ชาวอิสราเอล ดนตรีของ Yanni |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||