พิมพ์หน้านี้
|
ใ นวงการเมืองไทยภายหลังการเลือกตั้ง คำตัดพ้อต่อว่าถึงนักการเมือง ระดับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ที่ได้ยินเสมอมาคือ หลังได้รับเลือกไปแล้ว เมื่อบุคคลเหล่านี้จะตัดสินใจเรื่องใดๆ ผู้ที่นักการเมืองรับฟังในการตัดสินใจประเด็นต่างๆ หาใช่เสียงของประชาชนอีกต่อไปไม่ แต่เสียงที่มีน้ำหนักมากที่สุดกลับเป็นเสียงของหัวหน้าก๊ก หัวหน้ามุ้ง หรือหัวหน้าพรรค ที่คอยชี้นิ้วบงการ อย่างที่รับรู้กันว่าเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นดังที่ว่ากัน จนไปปรากฏเป็นลายลักษณ์อยู่ในคำวินิจฉัยที่ ๓-๕ /๒๕๕๐ ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ...จนยากที่หาอุดมการณ์อันแท้จริงของพรรคให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนโดยรวมว่า เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้ว จะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบหรือบริหารราชการแผ่นดินโดยแอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง แต่จะไปมองที่ตัวนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกต้องนัก ควรย้อนกลับมามองตัวเราเองด้วยว่าการตกลงใจเลือกใครคนใดคนหนึ่งให้เป็นผู้แทนของเราในการบริหารกิจการบ้านเมือง เราใช้หลักอะไรในการตัดสินใจลงคะแนนเลือก
ประชาธิปไตย ไม่ยาก ถ้าอยากได้ ในทางพระพุทธศาสนาเรียกหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจของบุคคลว่าอธิปไตย คือ ความเป็นใหญ่ ภาวะที่ถือเอาเป็นใหญ่ มี ๓ อย่าง ได้แก่ ๑.อัตตาธิปไตย ความมีตนเป็นใหญ่ ถือตัวเป็นใหญ่ เอาผลประโยชน์ของตนเป็นใหญ่ กระทำการด้วยปรารภตนเป็นประมาณ ในกรณีเลือกตั้งก็ตัดสินใจลงคะแนนโดยเอาผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้เป็นหลัก ท่านชี้หนทางไว้ว่าผู้มีลักษณะนี้ (อัตตาธิปก) พึงใช้สติให้มาก ๒.โลกาธิปไตย ความมีโลกเป็นใหญ่ ถือโลกเป็นใหญ่ กระทำการด้วยปรารภความนิยมของโลกเป็นประมาณ ในการเลือกตั้งก็ตัดสินใจตามกระแสเสียงนิยม ไม่มีหลักของตนเอง ไหลตามคนอื่นๆ ผู้มีลักษณะนี้ (โลกาธิปก) พึงมีปัญญาครองตน ๓.ธรรมาธิปไตย ความมีธรรมเป็นใหญ่ ถือธรรมเป็นใหญ่ กระทำการด้วยปรารภความถูกต้อง ชอบด้วยเหตุผล เป็นจริง สมควรตามธรรมเป็นประมาณ เมื่อเลือกตั้ง จะเลือกใครก็ตรวจสอบเรื่องราว สืบค้นความจริง หาข้อมูลให้ชัดเจนถ่องแท้ว่าผู้สมัครที่กระทำโดยสุจริต มีความรู้ความสามารถ มีปัญญา มุ่งเพื่อประโยชน์ของสังคม การตัดสินใจด้วยข้อนี้ย่อมยากกว่า ๒ ข้อแรกเพราะต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเป็นอย่างมาก ผู้มีลักษณะนี้ (ธรรมธิปก) พึงประพฤติให้ถูกหลักธรรม ผู้เป็นหัวหน้าหมู่เป็นนักปกครองพึงถือธรรมาธิปไตย (๔ : ตัวเลขในวงเล็บคือหมายเลขหนังสือในหมายเหตุตอนท้าย)
ธรรมาธิปไตยไม่มา จึงหาประชาธิปไตยไม่เจอ (จุดบรรจบ : รัฐศาสตร์ กับ นิติศาสตร์) พึงสังเกตว่าในยามเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองหรือแม้ในยามปกติ มักจะมีผู้เรียกร้องให้เปลี่ยนระบอบการปกครองจาก ประชาธิปไตย ไปเป็น ธรรมาธิปไตย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวก็สับสน คลุมเครือ และไม่ชัดเจนในความหมายของคำว่า ธรรมาธิปไตย ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวไว้ว่า ธรรมาธิปไตยไม่ใช่ระบบการปกครอง เพราะแม้แต่ระบบการปกครองของสงฆ์ก็ไม่มีระบบธรรมาธิปไตย (๒) ผลก็คือ เมื่อมีผู้ออกมาเคลื่อนไหวทีไรจึงไร้ผลตอบรับจากสังคม หรือไม่อาจกระตุกสติสังคมได้เลย เพราะเริ่มต้นด้วยความพร่ามัว เมื่อมองไปที่ผู้ที่เป็นส่วนสำคัญเบื้องต้นในกระบวนการประชาธิปไตย อันได้แก่ประชาชนที่เป็นผู้ตกลงใจว่า ๑. จะให้ใครเข้าไปทำหน้าที่ในสภาในการจะผลักดันกฎหมาย ตรวจสอบการบริหารของรัฐบาลแทนตัวเรา ๒. จะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคอยตัดสินใจแทนตัวเราว่าจะนำพาประเทศไปทางทิศใด ก็เริ่มจากการตัดสินใจที่ตัวเรา หากปัจจัยสำคัญที่ผู้เลือกตั้งนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรกๆ คือ เราจะได้ประโยชน์อะไร เขาจะช่วยเหลือเราอย่างไร ใครสนิทกับเรา คนอื่นๆ เลือกใคร ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้ว เป้าหมายของการเลือกตั้งล้วนแต่มุ่งผลประโยชน์เฉพาะหน้าจากนักการเมืองโดยตนเองไม่ต้องลงมือทำ ไม่ต้องใช้ความพยายามเป็นหลักใหญ่ ไม่ต่างจากลักษณะนิสัยการหวังผลดลบันดาล และหวังพึ่งการอ้อนวอนนอนคอยโชคจากการบูชาสิ่งที่เรียกว่า วัตถุมงคล กัน
เบื่อการเมือง : เรื่องขุ่นใจก่อนเลือกตั้ง ยิ่งมาในยุคหลังๆ นี้ คนจำนวนไม่น้อยเสพติดนโยบายปรนเปรอประชาชนเฉพาะหน้าของพรรคการเมืองที่เข้าถึงก้นบึ้งความต้องการของประชาชนกัน จนพรรคอื่นๆ ต้องเดินตาม เพราะถ้าไร้นโยบายปรนเปรอประชาชน ถึงจะมีนโยบายที่สวยหรูขนาดไหนก็คงไร้คนเหลียวแล จนประชาธิปไตยไทยทุกวันนี้ไม่ต่างจาก การตามใจ เอาอกเอาใจ ปรนเปรอ และประจบประชาชน จึงเกิดข้อสงสัยตามมาว่าสังคมเราตำหนิคนที่ประจบสอพลอผู้เป็นใหญ่หรือผู้มีอำนาจเพื่อให้ได้ลาภยศสรรเสริญ ในกรณีนี้ นักการเมืองที่ประจบสอพลอประชาชนเพื่อให้ได้รับเลือกตั้ง จะต่างกันตรงไหนกับคนที่ประจบสอพลอคนมีอำนาจ? สมควรโดนตำหนิด้วยหรือไม่? ประการต่อมา เมื่อประชาชนใช้อัตตาธิปไตย และโลกาธิปไตยเป็นหลักใหญ่ในการเลือกตั้งเป็นลำดับแรก ผลที่ต่อเนื่องคือ ในแวดวงการเมืองไทยจึงอุดมไปด้วยนักการเมืองที่ได้รับเลือกมาด้วยการตัดสินใจโดยหลักอธิปไตย ๒ ข้อแรก และนักการเมืองเหล่านั้นก็ใช้หลักอธิปไตย ๒ ข้อนี้ในการใช้อำนาจตัดสินชะตาการบริหารประเทศไทยเป็นลำดับถัดมา ใช่หรือไม่ว่าผู้แทนเป็นอย่างไรก็สะท้อนไปถึงประชาชนที่เลือกมาด้วย คุณภาพของผู้แทนก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนเลือก คนที่เป็นนักการเมืองก็คือ บางคนในประชาชนนั้นแหละมาเป็น คุณภาพประชาธิปไตยจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของประชาชน (๓) ในเมื่อคนไม่มีหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ มันก็ไปตามกระแสหมด ตอนนี้ประชาชนจับหลักอะไรไม่ได้ มันพร่าไปหมด (๒) คำกล่าวของนักปราชญ์ท่านนี้ดูเหมือนจะสรุปภาพรวมประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
สลายความขัดแย้ง สังคมศาสตร์ที่หยั่งถึงธรรมชาติ ด้วยปฐมเหตุที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยในกระบวนการคิดตัดสินใจเพียงแค่นี้ ส่งผลโดยรวมให้ประชาธิปไตยในบ้านเราเดินย่ำอยู่ในวังวนที่ยังค้นหาจุดลงตัวไม่ได้สักที วนเวียนอยู่ในวงจร การประท้วงเพื่อให้รัฐสนองความต้องการของตน (แต่ไม่เคยคิดเลยว่าตนได้มีส่วนร่วมในการนำศักยภาพที่มีอยู่ของตนในการสร้างสรรค์ สนับสนุนสังคมบ้างหรือไม่) การกู่ก้องร้องเรียกหาจริยธรรมจากนักการเมือง (โดยไม่ย้อนดูเบื้องลึกว่าเราเลือกเข้าไปด้วยเหตุผลหรือข้อจูงใจใด) และการรณรงค์ไม่ซื้อสิทธิ ไม่ขายเสียง ไม่รับเงิน (แต่ขาดกระบวนการพัฒนาคน ด้วยการให้ความรู้ การศึกษา เพิ่มพูนปัญญา) ประการหลังนี้ ตั้งแต่ผมจำความได้ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง (ไม่ว่าภายหลังการเกิดรัฐประหารล้มรัฐธรรมนูญหรือรัฐบาลสิ้นสุดลงตามกลไกกฎหมาย) เราก็ตกอยู่ในวังวนของการรณรงค์ให้เลือกคนดี ไม่ให้ซื้อสิทธิขายเสียงกันทุกคราไป หลังจากนั้นก็ไร้ผู้ให้ความรู้ในเรื่องประชาธิปไตยแก่ประชาชน จนกว่าจะถึงฤดูการเลือกตั้งครั้งใหม่ ก็จะเริ่มรณรงค์ส่งสัญญาณกรอกหูกรอกตาประชาชนไม่ให้ซื้อสิทธิขายเสียงกันแบบเดิมๆ ทุกวันนี้รูปแบบและเนื้อหาก็ยังไม่ก้าวหน้าไปไกลกว่านี้ และยังไม่เห็นวี่แววว่าจะหลุดออกไปจากวัฏจักรนี้ได้เลย ถ้ามีพลเมืองที่ขาดๆ พร่องๆ ทางปัญญาบ้าง ทางเจตนาบ้าง ประชาธิปไตยก็ขาดๆ พร่องๆ ไม่มีหลักประกัน แล้วก็คงเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารอย่างที่เป็นอยู่นี้ สรุปว่า ถ้าเจตนาดีแล้ว มีปัญญาด้วย ก็ตัดสินใจได้ผลดี (๒)
CD ธรรมบรรยายชุด ธรรมะสู่การเมือง กล่าวถึงที่สุดแล้ว การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พึงปรารถนาต้องเริ่มที่ประชาชนแต่ละคนปกครองตัวเองได้ ประชาชนที่ปกครองตัวเองได้คือประชาชนที่มีธรรมาธิปไตย ถ้าเราปกครองตัวเองไม่ได้ ก็มาปกครองกันเองไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ต้องพัฒนาคุณภาพของคนให้ปกครองตนเองได้ นอกจากนี้ ในระบบประชาธิปไตยต้องใช้ธรรมาธิปไตยเป็นหลักในการตัดสินใจในทุกระดับและทุกกิจกรรมไป ระบบประชาธิปไตยจึงจะก้าวออกจากวังวนแห่งอวิชชา ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์เตือนสติไว้ว่า ในการตัดสินใจ ถ้าเราไม่ให้การศึกษา ไม่พัฒนามนุษย์ เมื่อคนไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญา ก็ง่อนแง่นคลอนแคลน โอนเอนไปตามกระแส ถูกชักจูงหรือแม้แต่หลอกได้ง่าย หรือไม่ก็เฮไปตามพวก หรือแม้กระทั่งตามเสียงเล่าลือ กลายเป็นโลกาธิปไตย ถ้าไม่เช่นนั้นก็เอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่ ถือทิฐิของตัว หรือมองอยู่แค่ที่ตัวจะได้จะเป็น กลายเป็นอัตตาธิปไตย การตัดสินใจของคนที่ขาดการศึกษา จึงมักอยู่กับอัตตาธิปไตย และโลกาธิปไตย (๒) นอกจากนี้ มีคนไม่น้อยที่เข้าใจผิด หรือแม้แต่มีผู้พยายามชักจูงให้ประชาชนเขวว่าเสียงข้างมากตัดสินความถูกต้อง ความดีงาม ความจริงได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วเสียงข้างมากที่ไร้ธรรมาธิปไตยตัดสินความถูกต้องชอบธรรมไม่ได้ ทำได้เพียงตัดสินความต้องการว่าจะเอาอย่างไรเท่านั้น ดังนิทานอุปมาเรื่องฝูงลิงจะข้ามแม่น้ำ ทั้งฝูงเห็นตรงกันว่ากระสอบนุ่นเบาดี ควรนำมามัดติดตัวจะได้ลอยน้ำข้ามไปได้ ผลก็คือลิงเหล่านั้นตายยกฝูง จุดจบของความไร้หลักการเป็นไปตามสำนวน อวิชชามหาชน คือหนทางมหาวินาศ พระพรหมคุณาภรณ์ให้คติไว้ถึง พวกมากลากไป ว่า แต่ถ้าประชาธิปไตยได้แค่ให้เสียงส่วนใหญ่เลือกตัดสินใจเอาสิ่งที่ต้องการ โดยไม่พัฒนาปัญญาให้รู้ว่า อะไรเป็นสิ่งดีงามที่ควรต้องการ อันนั้นก็อาจจะเป็นหายนะของสังคมประชาธิปไตย ซึ่งเวลานี้ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่ง คือ คนเลือกเอาสิ่งที่ตัวเองอยากได้อยากเอาเฉยๆ ทั้งที่มันเป็นโทษ ไม่ดีไม่งามไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ที่แท้จริง (๕) ทั้งนักประจบประแจงและผู้รอรับการสอพลอพึงสำเหนียกข้อนี้ให้จงหนัก มิฉะนั้นแล้วหนทางข้างหน้าของคนไทยก็ไม่ต่างจากชะตากรรมของฝูงลิงมากนัก...ตื่ น เ ถิ ด ช า ว ไ ท ย! หมายเหตุ บทความเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจและแนวคิดจากธรรมนิพนธ์โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) หลายเล่ม ได้แก่ หนังสือ ๑.การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย (ใน ประชาธิปไตย ไม่ยาก ถ้าอยากได้), ๒.ธรรมาธิปไตยไม่มา จึงหาประชาธิปไตยไม่เจอ (จุดบรรจบ : รัฐศาสตร์ กับ นิติศาสตร์), ๓.เบื่อการเมือง : เรื่องขุ่นใจก่อนเลือกตั้ง, ๔.พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, ๕.รัฐศาสตร์แนวพุทธ : ตอน จริยธรรมนักการเมือง (ใน สลายความขัดแย้ง สังคมศาสตร์ที่หยั่งถึงธรรมชาติ) และ CD ธรรมบรรยายชุด ธรรมะสู่การเมือง ผสมกับการสังเกตเหตุบ้านการเมืองในระยะประมาณ ๒๐ ปีหลัง |
| ....SaNd...FaNtAsY..... | ||
"ลายริ้วบนผิวทราย สื่อความหมายแทนภาษา มือไหวแทนใจพา นาฏลีลาน่าภิรมย์" คือกลอนที่ "นิดนรี" บรรยายถึง "SaNd FantAsY" โดย Illana Yahav - ศิลปิน sand animation ชาวอิสราเอล ดนตรีของ Yanni |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |