พิมพ์หน้านี้
|
พ ระพุทธองค์ทรงชี้ทางสว่างให้มนุษย์ไว้ในมงคลสูตรหมวดแรกว่า สิ่งที่นำความสุขความเจริญให้เกิดแก่ผู้ปฏิบัติตาม สิ่งที่ทำให้มนุษย์เราโชคดี คือ ๑.ไม่คบคนพาล (อเสวนา จ พาลานํ) ๒.แล้วหันไปคบหาบัณฑิต (ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา) และ ๓.ยกย่องเชิดชูบุคคลที่ควรเคารพยกย่อง (ปูชา จ ปูชนียานํ) ถ้าผู้ใดเริ่มประพฤติตนเช่นนี้ได้ อุดมมงคลและความสุขความเจริญก็จะเกิดขึ้นแก่ชีวิต เป็นเสมือนการตั้งเข็มทิศชี้ทางที่ถูกต้องในการแล่นสู่จุดหมายของนาวาชีวิต แต่สังคมไทยปัจจุบันเป็นดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวไว้ในหนังสือ เบื่อการเมือง : เรื่องขุ่นใจก่อนเลือกตั้ง ว่า สังคมทุกวันนี้ไม่มีหลัก ถ้าสังคมไทยมีหลักแค่ ๓ ข้อต้นของมงคลสูตร สังคมก็ไปรอดแล้ว แต่คนไทยในปัจจุบัน ๓ ข้อต้นของมงคลสูตร ก็ยังไม่ได้ จะไปรอดได้อย่างไร นอกจากจะไม่ได้ยังไปทางตรงข้าม สวนทางไปเสียอีก แล้วจะพ้นอัปมงคลได้อย่างไร (หนังสือเรื่องนี้ตามคำปรารภในเล่ม เกิดขึ้นจากช่วงก่อนหน้าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ มีผู้ทุกข์ใจเพราะการเมืองไปกราบเรียนปรึกษาปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการเห็นนักการเมืองกลุ่มเดิมๆ หน้าเดิมๆ ที่เคยมีประวัติไม่ดีไม่งาม กำลังจะกลับมามีบทบาท จนหวาดหวั่นใจว่าพวกเขาจะมีอำนาจ และจะนำพาบ้านเมืองไปสู่วิกฤติซ้ำรอยเดิม)
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
คนที่มีลักษณะโลเลพระท่านเรียกว่าเป็นคนไร้ อธิษฐานธรรม คือธรรมเป็นที่มั่น ธรรมอันเป็นฐานที่มั่นคงของบุคคล ธรรมที่ควรใช้ประดิษฐานตน เพื่อให้สามารถยึดเอาผลสำเร็จสูงสุดอันเป็นที่หมายได้ โดยไม่เกิดความสำคัญตนผิด และไม่เกิดสิ่งมัวหมองหมักหมมทับถมตน มี ๔ อย่าง คือ ๑. ปัญญา ความรู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ๒. สัจจะ ความดำรงมั่นในความจริงที่รู้ชัดด้วยปัญญา เริ่มแต่จริงวาจาจนถึงปรมัตถสัจจะ ๓. จาคะ ความสละสิ่งที่เคยชิน สิ่งที่เคยยึดถือไว้ และสิ่งที่ผิดพลาดจากความจริงเริ่มตั้งแต่วัตถุสิ่งของจนถึงสิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ๔. อุปสมะ ความสงบระงับจากสิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ท่ามกลางความเป็นไปของสังคมปัจจุบัน ที่ผู้คนสับสนขาดความมั่นใจต่อสถานการณ์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ขอนำความในซีดีธรรมกถา เรื่อง ธรรมาลัย ที่พระพรหมคุณาภรณ์ (บันทึกเพื่อ) แสดงในพิธีไว้อาลัยท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ มาเพื่อเป็นคติเตือนใจ เป็นฐานที่มั่นให้เรามีที่ตั้งอันมั่นคง ไม่วอกแวก หรือไหลตามกระแสที่ไหลบ่าท่วมทับสังคมไทยอยู่ทุกชั่วขณะ คติ ๓-๔ ข้อนั้น คือ
๑. คนใดที่ทำสิ่งที่ดีงาม เป็นประโยชน์ไว้ ก็ควรได้รับการยกย่องเชิดชู ท่านเรียกว่า บูชา บูชามิใช่มีความหมายแต่ไปยกย่องคนนั้นเท่านั้น แต่ว่าเรามองให้ลึกลงไป บูชาคนดีก็คือบูชาความดีที่มีในตัวคนดี หรือบูชาความดีที่ทำให้เขาเป็นคนดี เพราะฉะนั้นจุดหมายปลายทางของการบูชาคนดีก็คือ บูชาธรรมะที่ทำให้คนเป็นคนดี หรือธรรมะที่มีในคนนั้นนั่นแหละ ถ้าหากว่าสังคมมนุษย์ยังเชิดชูคนดี ซึ่งหมายถึงเชิดชูความดี เชิดชูธรรมะอยู่ สังคมนั้นก็มีหลักและมีทางที่เจริญมั่นคงต่อไปได้ แต่สังคมใดไม่เชิดชูคนดี ไม่ยกย่องคนดี สังคมนั้นก็เสื่อม (นาทีที่ ๑๖.๕๐) ๒. เวลานี้ปัญหาสำคัญมากของสังคม ก็คือเราจะเสียหลัก เราไม่บูชาคนดี ไม่ยกย่องคนดี ก็คือไม่บูชาธรรม ไม่เคารพธรรม ไม่ยกย่องเชิดชูธรรม เมื่อสังคมไม่เอาธรรมะเป็นหลัก ไม่นับถือธรรม ไม่ให้ความสำคัญแก่ธรรมแล้ว สังคมนั้นเองก็จะเสื่อมสลาย (๑๘.๒๐) ๓. เรามีคนดีไว้เป็นแบบอย่างมากเท่าไหร่ สังคมก็มีทิศทางเดินไปในทางที่ดีมากเท่านั้น ขณะนี้สังคมของเราน่ากลัวว่าจะไม่มีจะทิศทาง กำลังจะเลื่อนลอย ขาดหลัก ไม่เฉพาะจะไปถึงธรรมะ แม้จะไปเจอแค่คนดีก็ชักจะไม่ค่อยเจอชัด พอไปถึงคนดี คนดีก็เป็นรูปธรรมที่ไปแสดง เป็นประจักษ์พยาน เป็นหลักฐานที่จะโยงเราเข้าไปหาตัวธรรมะ ตัวความดี เพราะฉะนั้นคนดีนี้เป็นสื่อถึงธรรมะ หรือความดีนั่นเอง (๒๙.๑๖) ๔. ถ้าไม่มีตัวคนที่มองเห็นให้เดินตาม สังคมก็แย่ ตอนนี้เราต้องมาถามว่าเรามีตัวคนที่จะให้เดินตามมั้ย? ถ้ามีก็อุ่นใจได้หน่อยหนึ่ง ฉะนั้น ทุกคนมีหน้าที่ หนึ่งคือมองที่ตนเอง ต้องประพฤติตนที่จะให้เป็นแบบอย่างแก่สังคม โดยเฉพาะด้วยหวังประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง ท่านผู้เป็นผู้ใหญ่จะต้องยึดถือหลักอันนี้ แง่ที่สองที่คู่กันคือมองที่ผู้อื่น ต้องช่วยกันเชิดชูบูชาบุคคลที่มีคุณความดี จนกระทั่งถึงกับบูชาธรรมะ ถ้า ๒ อย่างนี้ได้ ก็ครบ สังคมก็ดำเนินไปได้ด้วยดี (๓๒.๔๐)
คติเหล่านี้อาจจะให้สติเราตั้งมั่นอยู่ในคุณความดีในการดำเนินชีวิตต่อไป อย่างน้อยเป็นตัวหน่วงสังคมไว้ไม่ให้เลื่อนไหลไปตามกระแสเร็วเกินไป ถ้าใครมีกำลังมาก มีอำนาจหน้าที่เพื่อใช้ในการส่งเสริมสร้างสรรค์สังคมก็อาจจะฉุดรั้งสังคมไว้ได้บ้าง มีพุทธพจน์บทหนึ่งในวาเสฏฐสูตร (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๓) ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม (กมฺมุนา วตฺตติ โลโก) อรรถกถาขยายความว่าสังคมโลก หรือหมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามอาชีพการงาน คือเจตนาตัวบังเกิดการงาน มีกสิกรรม เป็นต้น อันเป็นปัจจุบันและอดีต หาได้มีพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังไม่ ย่อลงมาที่ประเทศไทย พฤติกรรมของคนไทยย่อมทำให้ประเทศไทยเป็นไปในทิศทางแนวทางที่กระทำ และย่อมเป็นไปเพราะการกระทำในปัจจุบันที่กำลังดำเนินการอยู่และการกระทำที่สั่งสมมาในอดีต ดังนั้นประเทศไทยจะก้าวหน้า ถอยหลัง รุ่งเรือง หรือล่มสลาย และจะเป็นไปฉันใด หรือจะเดินไปในทิศทางใด ก็เนื่องมาจากการกระทำของคนไทยเอง หาใช่เพราะอิทธิพลจากเทพเจ้าองค์ใดดลบันดาลไม่ ขอส่งท้ายบทความนี้ด้วยคติที่พระพรหมคุณาภรณ์เตือนสติไว้แรงๆ อีกครั้งในการบรรยายเรื่อง ฟื้นฟูสุขภาวะยามสังคมวิกฤติ แก่คณะผู้จัดการประชุมวิชาการประจำปี ๒๕๕๑ ของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๑ (ทั้งที่ท่านเคยเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีกมานับครั้งไม่ถ้วน) ว่า
สังคมเรามีปัญหามานานแล้ว วิกฤติมานานแล้ว แต่เราไม่เอาประโยชน์จากสิ่งเตือนสติมาตั้งหลัก มาใช้ปัญญาหาทางแก้ไขกัน ยังอยู่ในความประมาท เมื่อประมาทก็ยิ่งเลื่อนไหลลงไปทุกทีๆๆ...สภาพสังคมที่เป็นปัญหาทั้งหมดนี้เป็นผลกรรมของสังคมนี้ที่สั่งสมมานาน สังคมไทยได้รับผลที่สมกับกรรมของตนเองทำมา...กรรมคือเหตุปัจจัยที่เป็นไปในแง่ของคน สะสมกันมายาวนาน จนสังคมผุกร่อน จนบางอย่างเหลือแต่ซากแล้ว...พอสังคมหน่วยใหญ่ป่วย แต่ละคนต้องพลิกกลับมาตั้งหลัก ต้องอาศัยคนไปรักษา ถ้าคนมัวแต่ท้อแท้ หดหู่ ห่อเหี่ยว หงอย เซื่องซึม หม่นหมอง ขุ่นมัว คับแค้นใจอยู่ ถ้าคนเป็นอย่างนี้เสียเอง แล้วสังคมจะคืนดีได้อย่างไร? ตอนนี้คนต้องตั้งหลักกลับไปรักษาสังคมป่วย คนป่วยเป็นรายๆ ไป สังคมต้องช่วยกันแก้ แต่ถ้าสังคมป่วยเอง คนต้องตั้งหลักช่วยกันแก้ ทุกท่านต้องชวนกันช่วยรักษาสังคม เชิญฟังปาฐกถา เรื่อง ธรรมาลัย ได้ที่ http://www.oknation.net/blog/chao/2008/02/29/entry-1 |