พิมพ์หน้านี้
|
ถ้าเทียบกันในทางประสบการณ์ชีวิตกับตัวเลขอายุของผม คงถือได้ว่ายังอ่อนด้อยพอสมควร แต่โชคดีที่ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือและหนังสือประวัติศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมสนใจ สมัยเรียนที่ธรรมศาสตร์ ถึงแม้ผมจะจบจากคณะเศรษฐศาสตร์ แต่ในทุกภาคการศึกษาผมก็มักพบตัวเองนั่งอยู่ในชั้นเรียนประวัติศาสตร์ ถือเป็นโชคดีของผมที่อาจารย์หลายท่านที่ผมเคยเป็นลูกศิษย์ในวันนั้น มาวันนี้กำลังโลดแล่นอยู่ในภาคการเมือง ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ทั้งหมดล้วนมีความคิดที่หลากหลาย บางกลุ่มเห็นคล้ายกัน บางส่วนเห็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งหมดในระหว่างที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในมหาลัย ผมเพียงแต่รับรู้ถึงความแตกต่างในเชิงความคิดแต่ไม่เคยรู้สึกถึงการ เผชิญหน้า จากความเห็นที่แตกต่าง ความแตกต่างที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ผมถือว่าเป็นสิ่งดีที่ก่อให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และหาจุดร่วมกันในเชิงสร้างสรรค์ หลายเรื่องการหาจุดร่วมเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี และในช่วงเวลาของการแสวงหาจุดร่วมอย่างสร้างสรรค์นั้น ความโกรธแค้นชิงชัง ล้วนเป็นส่วนเกินในสมการนี้ ทุกวันนี้ในสังคมไทยของเรา โดยเฉพาะบรรยากาศในภาคการเมือง กลับทำให้ผมรู้สึกถึงแต่ความเคียดแค้น ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่บอกว่าตัวเองมี ธรรม นำหน้า และฝ่ายที่เรียกตัวเองว่ามีความชอบธรรมในระบบรัฐสภา ล้วนแสดงออกซึ่งการพยายามทำร้ายทำลายกัน ดร. ครับ ความเมตตา คือสิ่งที่ผมมองไม่เห็นบนเวทีการเมืองไทยทุกวันนี้ หลายครั้งในระหว่างเดินอยู่ในธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ผมมักนึกถึงภาพการเข่นฆ่านักศึกษาในอดีตที่ผมเห็นจากหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ละภาพที่นึกถึงล้วนไม่น่าจดจำ แต่ผมเชื่อว่ามันก็เป็นบาดแผลที่สังคมไทยไม่อาจลืมและไม่ควรที่จะลืมมันเป็นอันขาด ผมมักตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่าเหตุใดความอำมหิตเลวร้ายอย่างในกรณี 6 ตุลาคม 19 ถึงได้เกิดขึ้นได้ในสังคมไทย ผมเชื่อว่าคำตอบมันคงไม่ได้ง่ายๆเหมือนอย่างที่หลายคนพยายามสรุป โดยส่วนตัวผมพบว่า หลังเหตุการณ์นองเลือดข้อสรุปไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกเป็นผู้ร้าย และอีกฝ่ายเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำ แน่นอนว่าผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับการเยียวยา และผู้ที่ลงมือกระทำควรต้องรับผิดชอบ แต่ในระดับที่มากกว่านั้นผมมองว่า ความโหดร้ายที่เกิดขึ้น สังคมไทยโดยรวมล้วนมีส่วนสร้างมันขึ้นมา แม้กระทั่งคนที่นั่งฟังข่าวอยู่ที่บ้านก็มีส่วนต้องรับผิดชอบกับความโหดร้ายที่เกิดขึ้น ใช่หรือไม่ว่า หลายคน ณ เวลานั้น หลังจากได้รับฟังข่าวที่บิดเบือนจะมากจะน้อยย่อมเกิดความโกรธขึ้นในใจพร้อมๆกับการปล่อยให้อารมณ์นั้นเข้ามาครอบงำอยู่เหนือเหตุผล ผมเคยอ่านพบจากหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับในยุคนั้นด้วยซ้ำว่า หลังเหตุการณ์ใหม่ๆ หลายคนในสังคมยังรู้สึกว่าเป็นการเหมาะสมแล้วที่ต้องมีการเข่นฆ่าเกิดขึ้น โดยรวมแล้วผมเชื่อว่าบรรยากาศในสังคม ณ วันนั้น ล้วนเต็มไปด้วยการเผชิญหน้าที่ปล่อยให้ อารมณ์เป็นตัวครอบงำ บรรยากาศในสังคมวันนี้ ผมพบว่าแทบไม่ต่างกัน ฝ่ายที่อ้างว่า มี ธรรม นำหน้าหากไม่ตระหนักเรื่องอารมณ์ให้ดี แล้วใช้อำนาจของสื่อที่มีอยู่ในมือมาชี้นำมวลชน ล้วนไม่ยากเลยที่จะพาสังคมย้อนกลับไปสู่ วันที่ 6 ตุลา 19 ส่วนฝ่ายที่อ้างว่าตนเองมีความชอบธรรมทางรัฐสภา ล้วนยิ่งต้องระวังให้ดี เพราะแต่ละท่านที่มีบทบาทอยู่ ณ ขณะนี้ ล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญในอดีต ใครเคยทำอะไรไว้หากไม่เรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านั้น สังคมไทยคงได้นองเลือดอีกครั้ง ผมว่า ในบรรยากาศเช่นนี้ นอกจาก ความเมตตา ที่ทุกคนในสังคมพึงมีต่อกันแล้ว ข้อคิดหนึ่งจากปากผู้นำนักศึกษาสมัยนั้น ผู้พร้อมจะแตกหักกับทุกผู้คนที่เห็นต่าง มาวันนี้ในวันที่ ถอดหมวก แล้วมองสังคมและเพื่อนมนุษย์ต่างออกไปอย่าง อ.เสก ที่บอกว่า การขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสังคม จะต้องระวังไม่ไปติดหล่มกับดักแห่งความเคียดแค้น จะต้องไม่ไปยึดถือป้ายประกาศทางการเมืองเป็นเรื่องขาวล้วนดำล้วนมากเกินไป...เพราะมันจะนำไปสู่ความสุดขั้วทางการเมืองที่เป็นโศกนาฏกรรมทั้งสิ้น โศกนาฏกรรมนี้ ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากการด่าทอฝ่ายตรงข้ามจนเกินจริง และลดฐานะศัตรูทางการเมืองให้ต่ำกว่าความเป็นคน... ผมว่าสังคมไทยควรตระหนักถึงข้อนี้ไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้นแล้ว ความโหดร้ายและการทำร้ายทำลายกันอย่างอำมหิตดังเช่นในกรณี 6 ตุลา ถ้ามันต้องเกิดขึ้นอีก เราทุกคนล้วนต้องรับผิดชอบครับ |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |