| เสี้ยวหนึ่งของหลวงพระบาง | ||
ตลาดเช้าของหลวงพระบาง เปิดตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน มีสินค้าพื้นเมืองวางขายมากมาย รวมทั้งเนื้อสัตว์ป่าหลากหลายชนิด |
||
|
View All |
||
| คุณศุนันทวดีสัมภาษณ์บลูฮิล | ||
โรงเรียนบ้านพรุชิง |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
กรณีข่าวเณร 2 รูปพลัดหายไปในถ้ำมัจฉา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งต่อมาทีมกู้ภัยได้ค้นหาสามเณรทั้ง 2 จนพบ หลังจากหลงถ้ำนานกว่า 3 วัน เดินเข้าไปลึกกว่า 4 กิโลเมตรโดยมีไฟฉายไฟแช็คเพียงอันเดียว เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจนักท่องเที่ยวทั้งหลายทีเดียวว่าอย่าได้ประมาทซอกหลืบของเถื่อนถ้ำเป็นอันขาด การเที่ยวถ้ำนั้นถ้าเข้าไปไม่ลึกมาก ยังพอมีแสงสว่างให้เห็นทางเดินที่เจ้าหน้าที่จัดทำไว้ให้ก็ยังเดินตามทางออกมาได้ แต่ถ้าจะเดินเข้าไปลึก ๆ ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมครับ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ไฟฉายครับ อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะครับ ดูตัวอย่างเณรน้อยนั่นปะไร ประมาทแท้ ๆ เดชะบุญที่ไม่เป็นอะไร ประเทศไทยเรามีถ้ำที่ค้นพบแล้วมากกว่า 4,000 ถ้ำ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพบถ้ำใหม่เรื่อย ๆ เป็นร้อย ๆแห่งทำให้คาดว่าเมืองไทยมีถ้ำอยู่ประมาณ 20,000 ถ้ำเห็นจะได้ Blog Talk for Nature by Bluehill : 7 พ.ค.50
ส่วนมากถ้ำในเมืองไทยจะอยู่ในภูเขาหินปูนทางภาคเหนือ ภาคใต้ และฝั่งตะวันตกของประเทศ ส่วนอิสานนั้นพบถ้ำน้อยมาก เนื่องจากเป็นภูเขาหินทรายเสียเป็นส่วนใหญ่ การเดินทางไปเที่ยวถ้ำที่มีความยาวมาก ๆ เช่น ถ้ำพระวังแดง ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ที่มีความยาว 13.6 กิโลเมตรนั้น อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต้องเตรียมให้พร้อม เป็นต้นว่า ไฟฉายติดหัว ถ่านและหลอดไฟสำรอง ถุงมือกันหินแหลมคมบาดเอา รองเท้าขอให้เป็นรองเท้าผ้าใบเป็นดีที่สุด เพราะร้องเท้าเดินป่าแบบบูตมีน้ำหนักมาก เวลาเดินในถ้ำจะอุ้มน้ำมาก ทำให้เสียเวลาและเหนื่อยเปล่า ๆ เสื้อผ้าก็ควรเป็นกางเกงขายาวและเสื้อแขนยาวที่ทำจากผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์หรือโพลีเอสเตอร์ครับ เพราะเบา ยืดหยุ่นง่าย และแห้งไว เสื้อยีนส์+กางเกงยีนส์ เท่มากครับเวลาอยู่นอกถ้ำ แต่สำหรับการเดินทางในเถื่อนถ้ำหรือเดินป่าแล้ว เสื้อผ้าพวกนี้เป็นของต้องห้าม เพราะหนัก แห้งช้า แถมไม่ยืดหยุ่นในการใช้ปีนป่ายเส้นทางที่ลาดชันด้วยครับ ทางเดินในถ้ำเถื่อนบางแห่ง ไม่เรียกว่าทางเดิน เพราะแคบและเตี้ยมาก เรียกว่าทางคลานหรือทางเลื้อยน่าจะเหมาะกว่า ตรงนี้อันตรายก็คือเวลาเลื้อยหัวเข่าจะไปครูดเอากับแง่หินครับ ใครเคยเอาหัวเข่าไปชนแง่หินแหลม ๆ คงจะรู้นะครับว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน วิธีแก้ก็คือ หาแผ่นยางรองเข้ามาใส่ไว้เสีย เวลาเงยหัวขึ้นไปถ้าไม่อยากให้โดนหินงอกหินย้อยเขกหัวเอา ก็ให้หาหมวกนิรภัยมาใส่ครับ เหมือนพวกชาวเหมืองนั่นแหละครับ เวลาเดินในถ้ำ อย่าส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเราไปสัมผัสหินในถ้ำเป็นดีที่สุดครับ
น้ำตกปากทางเขาถ้ำเสาหิน ที่ผมต้องแนะนำอย่างนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะหัวเข่าเจ็บหรือหัวแตก ยังพอจะรักษาให้หายได้ชั่วแป๊บเดียว แต่หินงอกหินย้อยที่แตกหักเพราะโดนหัวของเราโดยที่ไม่ตั้งใจนั้น มันไม่สามารถงอกขึ้นมาได้อีกครับ หินงอกหินย้อยในถ้ำใช้เวลาเป็นร้อย ๆ ปีกว่าจะงอกออกมาทีละนิ้ว น่าเสียดายมาก ๆ ครับหากจะเสียหายไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเรา นอกจากนั้น หากจะมุดถ้ำนาน ๆ เป็นชั่วโมง ก็ควรมีเสื้อผ้าสำรองไว้ผลัดเปลี่ยนด้วยครับ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น น้ำดื่มก็เป็นสิ่งสำคัญครับที่ขาดไม่ได้ เหนือสิ่งอื่นใด การเดินทางท่องเที่ยวในถ้ำก็ต้องมีเจ้าหน้าที่ซึ่งชำนาญทางเป็นไกด์ให้ด้วยครับ ไม่งั้นหลงเอาง่าย ๆ ครับ ลองคิดดูขนาดขับรถในกทม. เลี้ยวไปเลี้ยวมา 4-5 แยก ก็งงแล้ว หาทางกลับที่เดิมไม่ได้ นี่ถ้ำมืด ๆ นะครับ 7 ปีก่อนผมมีโอกาสไปเดินถ้ำ 2-3 แห่งในเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ถ้ำที่ว่านี้ก็คือ ถ้ำน้ำตก ถ้ำเสาหิน ถ้ำนกนางแอ่น ที่บอกว่าเดินนั้น เป็นการเดินจริง ๆ ครับ เพราะเราใช้เวลาอยู่ในถ้ำน้ำตกตั้งแต่ 8 โมงเช้า ออกมาอีกทีก็ 5 โมงเย็น รวมแล้ว 9 ชั่วโมงไม่ขาดไม่เกิน เป็นการเดินถ้ำครั้งเดียวในชีวิตที่หฤโหดคละเคล้ากับความหฤหรรษ์จริงๆ ครับ
ระหว่างทางไปถ้ำน้ำตก ลุยป่าแล้วต้องฝ่าน้ำด้วย ความโหดที่ว่านี้ ก็คือ บางช่วงบางตอนของถ้ำ คุณต้องคืบคลานไปตามแผ่นหินขรุขระภายในถ้ำที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟและเสียงหืดหอบของเรากับพองเพื่อน บางช่วงคุณต้องว่ายน้ำฝ่ากระแสน้ำที่เชี่ยวกรากที่ไหลเข้าสู่โพรงถ้ำลึก เพื่อไปเกาะโขดหินฝั่งตรงข้าม บางช่วงต้องปีนป่ายโขดหิน สลับอย่างนี้ไปตลอด เที่ยวถ้ำลำคลองงู หัวจิตหัวใจต้องเกินร้อย ใครกลัวความมืด ขอแนะนำว่าไม่ต้องไปเด็ดขาดครับ ความหฤหรรษ์ที่ว่า ก็คือ ความวิจิตรพิศดารของหินงอกหินย้อยและปติมากรรมแห่งหินปูนมหัศจรรย์ใต้พื้นพิภพ ผมใช้เวลาเดิน 3 ถ้ำนี้ ในเวลา 3 วัน เหนื่อยสายตัวแถบขาดที่สุดในชีวิต แต่ก็สนุกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเช่นกันครับ มีลูกสาวอายุ 7 ขวบตามไปด้วย เลยกลายเป็นเด็กอายุน้อยที่สุดที่ได้เข้าถ้ำลำคลองงูครับ มาดูรายละเอียดความงดงามของแต่ละถ้ำกันดีกว่า
ม่านหินย้อยในถ้ำน้ำตก
"ถ้ำถ้วย"ที่ได้ชื่อนี้เพราะมีหินงอกคล้ายถ้วยเวิลด์คัพ ถ้ำนกนางแอ่น : มีลักษณะเป็นถ้ำน้ำลอดยาวประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นแหล่งอาศัยของนกนางแอ่นจำนวนมาก ตามผนังถ้ำเต็มไปด้วยผลึกแคลไซต์แวววาวราวเกล็ดเพชร มีหินงอกหินย้อยและหินปูนรูปม่านน้ำตกสูงใหญ่หลายสิบเมตร
ม่านหินย้อย สาว ๆ ที่จะไปเที่ยวถ้ำแห่งนี้ขอเตือนไว้ก่อนนะครับว่า เราต้องว่ายน้ำฝ่าขี้นกที่ลอยเป็นแพบริเวณแอ่งน้ำหน้าปากถ้ำเพื่อเข้าไปภายใน เพิ่งรู้นี่แหละครับว่า ขี้นกผสมกับน้ำแล้วมันเหม็นขนาดนี้ สาว ๆ ทำใจนิดหนึ่งนะครับ ถ้ำเสาหินลำคลองงู : เป็นถ้ำที่ได้รับการยอมรับจากนักสำรวจถ้ำทั่วโลกว่ามีความยิ่งใหญ่ซับซ้อน และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยเฉพาะเสาหินปูนที่มีความสูงที่สุดในโลกคือ สูงถึง 62.5 เมตร ถ้ำน้ำตก : มีธารน้ำใต้ดินไหลลดหลั่นกันลงมาเกิดเป็นน้ำตกที่สวยงามถึง 17 ชั้น อีกทั้งมีหินงอกหินย้อยที่เป็นแคลไซต์บริสุทธิ์มีสีขาวใส เมื่อต้องแสงไฟจะมีแสงระยิบระยับ และยังมีภาพเขียนผนังถ้ำเป็นลักษณะภาพคนและสัตว์เขียนด้วยถ่านบนผนังหินทรายสีขาวประมาณ 30 ภาพ ไฮไล์ของถ้ำน้ำตกก็คือ สุดทางของถ้ำที่เราคลานกันมา 5-6 ชั่วโมงนั้นเป็นน้ำตกครับ
ถ้ำเสาหิน เป็นเสาหินปูนที่สูงที่สุดในโลก เป็นน้ำตกที่เกิดจากการไหลของน้ำนอกถ้ำผ่านพนังถ้ำเข้ามาเป็นแอ่งลึกครับ น้ำเย็นอย่าบอกใคร และเสียวอย่าบอกใครเช่นกันตอนนึกถึงว่าจะมีตัวอะไรมาดึงขาเราหรือเปล่า ปัจจุบัน ถ้ำน้ำตกถูกปิดเพื่อการอนุรักษ์ไปเรียบร้อยแล้วครับ เพราะมีธรรมชาติและประติมากรรมหินงอกหินย้อยที่เปราะบาง กลัวว่าจะถูกทำลายไปจากฝีมือนักท่องเที่ยว ภาพที่นำมาลงในบล็อก ถ่ายไว้ก่อนที่ถ้ำจะปิดไปครับ การเที่ยวถ้ำลำคลองงู ควรไปหน้าร้อนครับโดยเฉพาะเดือนเมษายน เป็นเดือนที่เหมาะที่สุดครับ เพราะระดับน้ำในถ้ำจะลดลงจนพอที่เราจะมุดเข้าไปได้ นอกเหนือจากช่วงนี้ไม่ขอแนะนำ อย่าลืมนะครับ เที่ยวถ้ำก็เหมือนกับเที่ยวป่า หัวใจอยู่ที่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังเราได้เห็นถึงคุณค่า ดังเช่นในรุ่นของเราครับ ................................ หมายเหตุ : เนื่องจากภาพทั้งหมดเป็นผลงานของคุณสันติ เตชะกสิวัฒนา หรือคุณซ้ง ดังนั้น การนำไปใช้ต้องขออนุญาตก่อนนะครับ (เรื่องอื่น ๆ ในบล็อกของผม อนุญาตให้นำภาพไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อนครับ)
|