|

. . หากกลีบงามของดอกไม้ แหว่งวิ่นไปตามกระแสแห่งกาลเวลา
ผู้คนยังคงเรียกขานดอกไม้นั้นด้วยนามเดิมหรือไม่ . . 
. .
แน่นอนว่า
ดอกไม้ย่อมเป็นดอกไม้
ไม่ว่าจะบอบช้ำชำรุดด้วยกาลเวลา หรือพายุโหมทำลายอย่างโหดร้ายเพียงใด
ก็ยังคงสารัตถะแห่งดอกไม้ไว้ครบถ้วน . .
วิญญาณและคุณค่าแท้ย่อมมิอาจสูญสลายไป
แม้ตกอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่แตกต่าง . .
เช่นเดียวกัน
ความสดใสย่อมไม่อาจลบเลือน จากหัวใจอันเยาว์วัยได้แม้แต่น้อย
หากแต่สถิตแนบแน่น เป็นหนึ่งเดียวในหทัยเด็กทั้งปวง . .
 . .
ความพิการทางกายมิใช่เรื่องที่พึงเก็บมาโศกเศร้า
เพราะโศกนาฏกรรมที่แท้จริงของมนุษย์
คือความไม่สมประกอบแห่งจิตวิญญาณ . .
ความทุพพลภาพภายนอก ไม่อาจครอบงำชีวิตให้หม่นมัว
ได้เท่ากับความมืดบอดแห่งจิต . .
ดังนั้น
จึงไม่ควรนำความพิการทางร่างกาย มาเป็นข้ออ้างในการยอมพ่ายชีวิต
เพราะ **มนุษย์นั้นมิได้เกิดมาเพื่อพ่ายแพ้** . . 
. .
คุณค่าแท้ของมนุษย์จึงอยู่ภายใน
ดวงจิตที่มิยอมจำนนต่อความทุพพลภาพต่างหาก
คือจิตวิญญาณอันหาญกล้าและงดงาม
เกินกว่าจะสรรถ้อยคำใดมาจำนรรจ์ได้ถ้วน . .
ไม่ว่าเส้นทางชีวิตจะเปลี่ยวเหงาเพียงใด
ดวงใจที่ไม่พ่ายจะส่องนำชีวี
เช่นเดียวกับดาริกาที่กุมชะตาแห่งชาวเรือ . . 
. .
แม้เรือนกายไม่สามารถกระทำบางเรื่องราวได้เช่นผู้อื่น
แต่ดวงใจกลับโบกบินด้วยปีกแห่งจินตนาการไร้ขอบเขต
ความพิการไม่อาจกั้นวิญญาณยิ่งใหญ่ได้ . .
นั่นคือความสว่างไสวภายใน
ดวงใจพิสุทธิ์จะปรากฏประกายดุจอัญมณี
กระจ่างพร่างพรายในท่ามกลางความหมองหม่นของชีวิต . .
.
. ตีพิมพ์ครั้งแรกนิตยสาร THE EARTH 2000
ฉบับที่ 12 เดือนกันยายน 2537 . **มนุษย์นั้นมิได้เกิดมาเพื่อพ่ายแพ้** ถ้อยแห่ง Ernest Hamingway . . 
. . ภาพและเพลงจากอินเตอร์เนตค่ะ
|