|

2 ตุลาคม 2006

เสียงปืนรัวก้องแหวกอากาศสะท้านยามเช้าอันเงียบสงบและเยือก
หนาวกลางเดือนตุลาคม สุดสิ้นเสียงปืน ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ก็ยืนร่ำไห้ท่าม
กลางศพเด็กสาวอามิชทั้งห้า จากนั้น ท่ามกลางความตื่นตะลึง เขาตัดสินใจ
เหนี่ยวไก ระเบิดสมองตนเองตายตามไปเช่นกัน . .
ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้คนขับรถบรรทุกวัยสามสิบสองบุกเข้าไปใน
ห้องเรียนและจ่อยิงเด็กสาวชาวอามิชทั้งห้าจนเสียชีวิต และยิงตัวตายตาม
ทิ้งภรรยาและลูกอีกสามคนของตนให้เผชิญชะตากรรมตามลำพัง . . 
. . แต่อย่างไรก็ตาม เสียงปืนที่ดังขึ้นเมื่อสองปีก่อนในชุมชนอามิช แห่งเมืองลานคาสเตอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย สั่นสะเทือนให้คนทั้งโลกหันมาจับจ้องเข้าไปยังชุมชนอันสันโดษนี้อีกครั้ง เพราะนี่นับเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษ ที่เกิดเหตุร้ายขึ้นในชุมชนรักสงบที่เรียกตัวเองว่า The Plain People หรือรู้จักในนามชุมชนอามิช (Amish Country)

22 มิถุนายน 2008 . .
เพียงชั่วกาแฟเดือด ฉันก็หักเลี้ยวออกจากไฮเวย์สาย US 20 เข้าสู่
เมือง ชิปเชวาน่า (Shipshewana)ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตะวันออก
เฉียงเหนือของรัฐอินเดียน่า สองข้างทาง นอกจากไร่สุดลูกหูลูกตา ยังมีรถ
ม้าที่มีคนขับไว้เครายาวและสวมหมวกทรงสูงขับสวนมาเป็นระยะ ซึ่งเราจำ
เป็นอย่างยิ่งต้องแสดงความสุภาพต่อชนกลุ่มนั้น เพราะพวกเขาคือ Amish
กลุ่มชนแห่งโลกเก่า และห้ามเด็ดขาดที่จะยกกล้องขึ้นถ่ายรูป เนื่องเพราะ
ขัดต่อความเชื่อของชาวอามิชอย่างรุนแรง ดังนั้น หากต้องการจะบันทึก
ภาพ สามารถทำได้จากเพียงด้านหลังรถม้าเท่านั้น . . 
. .
หากจะเล่าถึงชนโบราณที่ยังมีชีวิตกลุ่มนี้ คงต้องย้อนอดีตไปนานถึงศตวรรษ
ที่ 15 ในสวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ มีชนชาวคริสเตียนกลุ่มหนึ่งแยก
ตนออกมาจากกลุ่มชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเนื่องจากไม่พอใจที่ถูก
บังคับให้เลือกในการ "เป็น"หรือ "ไม่เป็น" คาทอลิก . . 
. . ดังนั้น จึงเกิดชนชาว
คริสเตียนกลุ่มใหม่แยกตัวออกมาและเรียกตนเองว่า อนาแบปติสต์
(Anabaptists)ในช่วงเวลานั้น กลุ่มอนาแบปติสต์ถูกต่อต้านและรุกรานอย่าง
รุนแรงจากกลุ่มผุ้นับถือคาทอลิก บ้างถูกเผาทั้งเป็นหรือจับมาทรมาน จึงทำ
ให้อนาแบปติสต์หาทางหนีไปสู่ดินแดนอื่นเพื่ออิสรภาพในความเชื่อของตน
และแตกออกเป็นสามกลุ่ม คือ Amish, Mennonites และ Hutterites . . 
. .
ทั้งสามกลุ่มเดินทางมาสู่โลกใหม่ หรืออเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 16
โดยอามิชไปฝังรกรากเป็นชุมชนใหญ่อยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยเฉพาะ
เมือง Lancaster ซึ่งที่นั่นคือ ชุมชนอามิชที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา นอกจากนี้
อามิชยังกระจายตัวอยู่ในรัฐต่างๆ ทางตอนเหนือของประเทศและ
เขตมิตเวสต์ รวมทั้งรัฐอินเดียน่าและโอไฮโอด้วย . .
ในเขตรัฐอินเดียน่า มีชุมชมอามิชกระจายตัวอยู่เป็นหย่อมๆ เช่นที่ ชิปเชวา
น่า มิดเดิลเบอรี่ และนาปานี วันนี้ ฉันตัดสินใจขับรถมุ่งสุ่ตะวันออก ไปดู
ชุมชนอามิชที่ชิปเชวาน่า เพียงชั่วเวลาไม่นานที่เลี้ยวรถลงจากไฮเวย์ ภาพ
ไม่เจนตาที่เห็นคือ รถม้าวิ่งสวนไปมาตลอดระยะทางเข้าสู่เมือง หรือกลุ่มคน
แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดสีหม่นๆ สวมหมวกทรงแปลกๆ เดินก้มหน้างุดไปตาม
ถนน . . 
. . ในชิปเชวาน่า นอกจากนักท่องเที่ยวที่แต่งกายสีสดราวนกแก้วแล้ว ยังมีชาว
อามิชที่แต่งกายด้วยสีขรึมเดินปะปนสวนทาง ผู้ชายเดินเครายาวไสว ดูเคร่ง
ขรึม ในผมทรงกะลาครอบใต้หมวกทรงสูงสีดำ หรือที่เรียกว่า ฟิโดร่า
Fedora ใส่เอี๊ยมคาดทับเสื้อเชิ๊ตสีฟ้าเข้ม กางเกงสีดำแบบสุภาพ ส่วน
ผู้หญิงจะไว้ผมยาวสีทองอร่ามและเก็บซ่อนไว้ในหมวกบอนเนตสีขาว สวม
กระโปรงยาวรุ่มร่ามสีดำหรือน้ำเงินผูกผ้ากันเปื้อน เหมือนหลุดออกมาจาก
ภาพเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วที่เคยเห็นในหนังสือประวัติศาสตร์ . .
ทั้งหญิงและชายที่เติบโตมาในชุมชนอามิช ได้รับการศึกษาเพียงชั้นเกรด
แปด หรือเพียงถึงอายุ 12-13 ขวบเท่านั้น เพราะอามิชไม่เชื่อถือในการ
ศึกษาในระบบ . .
การสื่อสารในชุมชนยังใช้ภาษาโบราณที่เรียกว่า เพนซิลเวเนียดัชท์ ส่วน
ภาษาอังกฤษนั้น เป็นภาษาที่ใช้พูดในโรงเรียนและเอาไว้ติดต่อกับโลกภาย
นอกเท่านั้น . . 
. .
ชาวอามิชเป็นกลุ่มชนที่เคร่งศาสนา รักสันโดษ และปฏิเสธเทคโนโลยีทุก
ประเภท ไม่ขับรถ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่ใช้ไฟฟ้า เชื่อในความช่วยเหลือเจือจาน
กันในชุมชนและไม่แต่งงานกับคนนอกชุมชนอย่างเด็ดขาด ทั้งหญิงชายจะ
ต้องแต่งงานกับอามิชด้วยกันเท่านั้น ซึ่งหากหญิงชายใดต้องการแต่งงาน
กัน จะต้องผ่านความเห็นชอบจากพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายเสียก่อน และเมื่อ
แต่งงานแล้ว จะไม่คุมกำเนิด เนื่องจากขัดกับความเชื่อทางศาสนา และทั้ง
ครอบครัวจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ . . 
. . เมื่อทั้งหญิงชายอายุสิบหกปี จะมีโอกาส "เลือก" ว่าจะอยู่ในชุมชนหรือออก
ไปเผชิญโลกนอกชุมชน หากเลือกที่จะออกไปเผชิญโลก หนุ่มสาวคนนั้นจะ
ต้องออกจากชุมชนไป และห้ามกลับมาอีก เพราะถือว่า เป็น "คนนอก" ไป
แล้ว . .
ที่แปลกคือ อามิชจะเรียกฝรั่งคนนอกอื่นๆ ว่า English เหมือนที่คนไทยเรียก
ชาวตะวันตกแบบรวมๆ ว่า ฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นคนอเมริกันชาติเดียวกับตน
หรือฝรั่งชาติอืน อามิชเรียกแบบเหมารวมหมดว่า พวกอังกฤษ และถือ
เป็น "คนนอก" ทุกคน . .
ชุมชนอามิชเป็นชุมชนเกษตรกรรม ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แต่ยังใชีวิธีการดั้ง
เดิมในการเพาะปลูก ใช้ม้าและวัวเป็นเครื่องมือทำการเกษตร ความบันเทิง
ถือเป็นสิ่งต้องห้าม แม้เวลาไปรวมตัวกันร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ก็จะไม่มี
เครื่องดนตรีใดๆ ประกอบ นอกจากเสียงร้องล้วนๆ และยังคงใช้ภาษาเก่าแก่
อย่างเพนซิลเวเนียดัชท์เป็นเนื้อร้อง . .

. . สำหรับอามิชแล้ว งานหนักคือ ของขวัญจากพระเจ้า ดังนั้น จะตื่นแต่เช้าตรู่
และทำงานในฟาร์มหรือในชุมชนไปจรดค่ำ หากชุมชนต้องการความช่วย
เหลือ ชายหนุ่มทั้งหลายก็จะร่วมตัวกันสร้างอาคารโดยไม่มีการจ้างหรือเงิน
ตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น เสร็จสิ้นการงานก็เข้านอนแต่หัวค่ำ . . ขณะที่ผู้หญิงนอกจากทำงานบ้านแล้ว ยังทำงานฝีมือที่เรียกว่า quilts เอามาวางขายให้คน
อย่างฉันน้ำลายหกเล่น เพราะไม่มีเงินซื้อ เนื่องจากราคาแพง ยามว่าง หนุ่มๆ หรือคุณสามีก็ทำเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นงานอดิเรกและเอาไว้ขาย
พวก "อังกฤษ" ซึ่งฉันได้แต่เดินลูบๆ คลำๆ อีกตามเคย เพราะแพงระยับจริงๆ . . 
. .
ทุกวันอาทิตย์ ในขณะที่ชาวคริสต์อื่นๆ ไปโบสถ์ ชาวอามิชจะย้าย
เฟอร์นิเจอร์ออกจากบ้านแล้วเอาม้าไม้ยาวๆ แต่ไม่มีพนักพิง มาวางเรียง
เพื่อให้คนอื่นมาชุมนุมกันขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่เรียกว่า hymn ใน
บ้านของตนเอง ซึ่งเพลงสวดนั้นยังคงใช้ภาษาเก่า ซึ่งปัจจุบัน ไม่มีใครใช้กัน
แล้ว นอกจากกลุ่มอามิชด้วยกันเอง . .
นอกจากปฏิเสธไฟฟ้าและเทคโนโลยีแล้ว ยังมีความเชื่อแปลกๆ
หลายอย่าง เช่น ห้ามถ่ายรูป เรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่คนนอกและนัก
ท่องเที่ยวจะต้องเรียนรู้และทำความเคารพ ความเชื่อในเรื่องห้ามถ่ายรูปนั้น
มาจากคัมภีร์เก่า ที่ระบุว่าห้ามมีรูปเคารพ แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ชาวอา
มิชยึดมั่นในความเชื่อแบบสุดโต่งว่า ห้ามมีรูปเคารพ ห้ามมีบุคลิกลักษณะ
เฉพาะตน และห้ามถ่ายรูป . . 
. .
ด้วยความเชื่อแปลกๆ นี่เองที่กลายเป็นงานศิลป์รูปแบบเฉพาะตัวของอามิช
คือ ตุ๊กตาของอามิชจะไม่มีการวาดหน้าตาลงไปเด็ดขาด บอกตรงๆ ดูยังไงก็
สยองขวัญ ราวหนังสยองขวัญของสตีเฟ่น คิงส์ และเวลาเพ้นท์เครื่อง
กระเบื้องเคลือบ จะวาดแค่รูปคน แต่จะไม่มีการวาดหน้าตา ปล่อยให้ส่วนที่เป็นหน้าดูโล่งโล้นอยู่แบบนั้น ใครอยากได้ก็ซื้อหากัน
ตามสะดวกเถอะค่ะ แต่ฉันไม่ซื้อแน่นอน โดยเฉพาะตุ๊กตาผ้า กลัวว่า ดึกๆ
มันจะลุกขึ้นมาบีบคอแบบหนังผีที่เคยดูมา . . 
. .
ดังนั้น เวลาจะถ่ายรูป จะต้องแอบถ่ายจากด้านหลัง ไม่สามารถถ่าย
หน้าตรงๆ ได้เลย แต่ด้วยความหน้าด้านตามวิชาชีพเดิม ฉันแอบยืนตะคุ่มซุ่ม
ถ่ายได้มาบางรูป แต่เลือกถ่ายเฉพาะด้านหลังเท่านั้น เพราะถือว่า "เข้าเมือง
ตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" ขนาดแกล้งลองยกกล้องขณะที่พวกอามิชขับรถม้า
มาแต่ไกล ฉันยังมองเห็นประกายตาส่อความมาคุมาจากครอบครัวอามิช
เลย เล่นจ้องเขม็งแบบนั้น เป็นใครก็ต้องลดกล้องลง . . 
. .
ชายอามิชจะไว้เครา แต่ไม่ไว้หนวด ทั้งนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ของความรัก
สันโดษโดยแท้ ในสมัยศตวรรษที่สิบหก ทหารอังกฤษยุคนั้น มักไว้หนวด
เฟิ้มบางคนก็ไว้ซะยาวเฟื้อยแล้วขดเป็นวงๆ ข้างแก้มอย่างที่เราเคยเห็นในหนัง เพื่อแสดงตัวว่าต่อต้านสัญลักษณ์ทางการทหาร ชายชาวอามิชจะไม่ไว้หนวดอย่างเด็ดขาด
หากแต่จะไว้เคราแทน ซึ่งอามิชหนุ่มจะเริ่มไว้เคราเมื่อตอนแต่งงานเท่านั้น
หากยังไม่แต่ง ก็จะไม่ไว้เครา . . 
. . ส่วนทรงผมนั้นเท่แบบไม่ปรึกษาใคร เพราะทุกคนไว้ผมทรงเดียวกันหมด
คือ ทรงกะลาครอบ ไม่ว่าเด็ก หนุ่ม หรือแก่ ต่างมีผมทรงเดียวกันหมด ต่าง
กันที่ตรงหมวกที่ใส่เท่านั้นเอง . . 
. . รถม้าคือสิ่งที่ชาวเมืองในเขตชุมชนอามิชคุ้นชิน พวกอามิชขับรถม้าและขี่
จักรยานไปทุกหนแห่งอย่างสะดวกสบายทั่วเมือง คนขับรถยนต์ต้องหลบ
หลีกกันเอาเอง แต่คุณลุง Clarence สารถีอามิชที่ขับรถม้า (Buggy)ให้ฉัน
นั่ง เล่าว่า นักท่องเที่ยวยังให้ความเคารพมากกว่าคนเมืองนี้เสียอีก แกขับ
ไป บ่นไปผ่านบั้นท้ายของมิสเตอร์บ๊อบ (ชื่อม้าด่างซึ่งตัวโตอย่างน่าตกใจ)
ระหว่างทางไปเยี่ยมชมบ้านอามิช หลายต่อหลายบ้าน ถึงจะเป็นบ้านทรง
สมัยใหม่ แต่ในโรงรถ ฉันแอบสอดส่ายตาไปเห็นรถม้าจอดสนิทอยู่ในนั้น
อดนึกไม่ได้ว่าในช่วงเวลาที่น้ำมันแพงดุเดือดอย่างงี้ ไม่แน่ว่า พวกอามิส
อาจจะนั่งลูบพุงหัวร่อกันสนุก แล้วซุบซิบว่า เห็นมั้ยเล่า พวกอังกฤษ ตูบอก
สูแล้ว ว่า รถม้าน่ะ แหล่มกว่ามาก (เหอ เหอ) . . 
. .
อาหารที่ปรุงโดยสาวอามิชนั้น นับว่าเป็นเลิศในยุทธภพเช่นเดียวกับ
ฝีมือการเย็บปักถักร้อย ที่นี่ ไม่มีการใช้เตาไฟฟ้าเด็ดขาด เรียกว่า หุงต้มกัน
สนุกสนานด้วยฟืนถ่านเหมือนงานวัดบ้านเรา ยกมาเสริฟพร้อมเครื่องเคียง
อย่างโคลสลอร์และสลัด (ผักที่ปลูกเองในสวนหลังบ้าน) อิ่มอร่อย สม
ราคา ทั้งขนมปังนุ่มๆ ที่เพิ่งยกลงจากเตา กินกับพีนัทบัตเตอร์หอมหวาน หรือ
ซอสแอปเปิ้ลหวานอมเปรี้ยว อร่อยจนซื้อกลับบ้าน แถมพกด้วย
cake ถาดใหญ่ ในราคามิตรภาพ . . พวกอามิชอยู่เกาะกลุ่มกันอย่างสงบมานานนับศตวรรษในหลายรัฐ
ของอเมริกา และไม่ค่อยสร้างปัญหาเดือดร้อนใดๆ นอกจาก เมื่อสองปีที่
แล้วที่คนนอกบุกเข้าไปยิงนักเรียนหญิงอามิชห้าคนในเพนซิลเวเนียอย่างไม่
มีสาเหตุ แต่นั่นเป็นเรื่องที่ "คนนอก" บุกเข้าไปสร้างปัญหาให้คนในชุมชน
มากกว่าที่ชาวชุมชนก่อปัญหาขึ้นมาเอง . . 
. .
ชุมชนอามิชดำรงตนอยู่อย่างสงบ สมถะ ท่ามกลางโลกยุคใหม่ หนุ่มสาวชาว
อามิชจำนวนไม่มากนักที่ออกไปอาศัยอยู่นอกชุมชน นอกนั้น ยังยืนยันที่จะ
ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกเก่าตามที่เป็นมานับร้อยปีเช่นเดิม ถึงหลายคนจะมอง
ชุมชนแห่งนี้ว่า ไม่ทันสมัย ไม่รับเทคโนโลยี แต่สำหรับฉัน นี่คือความสง่า
งามในท่ามกลางโลกยุคใหม่ คือความภาคภูมิอย่างที่น้อยคนจะดำรงไว้ได้
ในโลกแห่งวัตถุนิยมใบนี้ อย่างน้อย อามิชก็วางชีวิตไว้บนวิถีที่พวกเขายึด
มั่นและเชื่อถือมาแต่กาลก่อน และเป็นกลุ่มชนที่รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ . . 
. .
ด้วยความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงเชิงวัฒนธรรมนี่เอง ที่กลายเป็นจุดดึงดูด
ให้คนทั่วทุกมุมโลกเข้ามาสัมผัสโลกอันเก่าแก่และสงบเงียบของอามิช จน
อดสงสัยไม่ได้ว่า วัฒนธรรมเก่าแก่ของชุมชนแห่งนี้ จะพังทลายไปพร้อมกับ
คลื่นวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่ถาโถมเข้ามากระทบหรือไม่ในวันข้างหน้า แม้ว่า ใน
ปัจจุบัน ความเป็นอยู่ของชาวอามิชยังดำรงอยู่เหมือนเมื่อร้อยปีก่อนไม่ผิด
เพี้ยนก็ตาม ในท่ามความเย้ายวนของกระแสเงินตราและทุนนิยมจะมีกี่คนกัน
เล่าที่สามารถดำรงตนอยู่ได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงท่ามกลางกระแสการเปลี่ยน
แปลงทุกขณะจิตเช่นนี้

"เจริญขวัญ" เรื่องและภาพ..
ยกเว้นภาพที่ไม่มีวันที่กำกับ นำมาจากอินเตอร์เนตค่ะ..ข้อมูลทั้งหมดได้จากการเยี่ยมชมและฟังคำบรรยายในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น..MENNO-HOF, Shipshewana, Indiana เพลงประกอบเป็นเพลงสวดที่เรียกว่า hymn..ยังใช้กันจนทุกวันนี้ค่ะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับชุมชน Amish
|