• เจริญขวัญ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-08-11
  • จำนวนเรื่อง : 65
  • จำนวนผู้ชม : 27240
  • จำนวนผู้โหวต : 338
  • ส่ง msg :
ดอกไม้ในความคิดของเจริญขวัญ
ดอกไม้ในความคิด
Permalink : http://www.oknation.net/blog/charoenkwan
วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน 2551
*** The Amish......ผู้หันหลังให้โลก***
Posted by เจริญขวัญ , ผู้อ่าน : 510 , 00:17:46 น.   | หมวดหมู่ : ตามใจตีน  
พิมพ์หน้านี้


2 ตุลาคม 2006





เสียงปืนรัวก้องแหวกอากาศสะท้านยามเช้าอันเงียบสงบและเยือก

หนาวกลางเดือนตุลาคม สุดสิ้นเสียงปืน ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ก็ยืนร่ำไห้ท่าม

กลางศพเด็กสาวอามิชทั้งห้า จากนั้น ท่ามกลางความตื่นตะลึง เขาตัดสินใจ

เหนี่ยวไก ระเบิดสมองตนเองตายตามไปเช่นกัน
.

.


ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้คนขับรถบรรทุกวัยสามสิบสองบุกเข้าไปใน

ห้องเรียนและจ่อยิงเด็กสาวชาวอามิชทั้งห้าจนเสียชีวิต และยิงตัวตายตาม

ทิ้งภรรยาและลูกอีกสามคนของตนให้เผชิญชะตากรรมตามลำพัง

.

. 

.

.

แต่อย่างไรก็ตาม เสียงปืนที่ดังขึ้นเมื่อสองปีก่อนในชุมชนอามิช

แห่งเมืองลานคาสเตอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย

สั่นสะเทือนให้คนทั้งโลกหันมาจับจ้องเข้าไปยังชุมชนอันสันโดษนี้อีกครั้ง

เพราะนี่นับเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษ

ที่เกิดเหตุร้ายขึ้นในชุมชนรักสงบที่เรียกตัวเองว่า The Plain People

หรือรู้จักในนามชุมชนอามิช (Amish Country)


22 มิถุนายน 2008

.

.



เพียงชั่วกาแฟเดือด ฉันก็หักเลี้ยวออกจากไฮเวย์สาย US 20 เข้าสู่

เมือง ชิปเชวาน่า (Shipshewana)ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตะวันออก

เฉียงเหนือของรัฐอินเดียน่า สองข้างทาง นอกจากไร่สุดลูกหูลูกตา ยังมีรถ

ม้าที่มีคนขับไว้เครายาวและสวมหมวกทรงสูงขับสวนมาเป็นระยะ ซึ่งเราจำ

เป็นอย่างยิ่งต้องแสดงความสุภาพต่อชนกลุ่มนั้น เพราะพวกเขาคือ Amish

กลุ่มชนแห่งโลกเก่า และห้ามเด็ดขาดที่จะยกกล้องขึ้นถ่ายรูป เนื่องเพราะ

ขัดต่อความเชื่อของชาวอามิชอย่างรุนแรง ดังนั้น หากต้องการจะบันทึก

ภาพ สามารถทำได้จากเพียงด้านหลังรถม้าเท่านั้น

.

.

.

.

หากจะเล่าถึงชนโบราณที่ยังมีชีวิตกลุ่มนี้ คงต้องย้อนอดีตไปนานถึงศตวรรษ

ที่ 15 ในสวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ มีชนชาวคริสเตียนกลุ่มหนึ่งแยก

ตนออกมาจากกลุ่มชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเนื่องจากไม่พอใจที่ถูก

บังคับให้เลือกในการ "เป็น"หรือ "ไม่เป็น" คาทอลิก

.

.

.

.

ดังนั้น จึงเกิดชนชาว

คริสเตียนกลุ่มใหม่แยกตัวออกมาและเรียกตนเองว่า อนาแบปติสต์

(Anabaptists)ในช่วงเวลานั้น กลุ่มอนาแบปติสต์ถูกต่อต้านและรุกรานอย่าง

รุนแรงจากกลุ่มผุ้นับถือคาทอลิก บ้างถูกเผาทั้งเป็นหรือจับมาทรมาน จึงทำ

ให้อนาแบปติสต์หาทางหนีไปสู่ดินแดนอื่นเพื่ออิสรภาพในความเชื่อของตน

และแตกออกเป็นสามกลุ่ม คือ Amish, Mennonites และ Hutterites

.

.

.

.

ทั้งสามกลุ่มเดินทางมาสู่โลกใหม่ หรืออเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 16

โดยอามิชไปฝังรกรากเป็นชุมชนใหญ่อยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยเฉพาะ

เมือง Lancaster ซึ่งที่นั่นคือ ชุมชนอามิชที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา นอกจากนี้

อามิชยังกระจายตัวอยู่ในรัฐต่างๆ ทางตอนเหนือของประเทศและ

เขตมิตเวสต์ รวมทั้งรัฐอินเดียน่าและโอไฮโอด้วย

.

.



ในเขตรัฐอินเดียน่า มีชุมชมอามิชกระจายตัวอยู่เป็นหย่อมๆ เช่นที่ ชิปเชวา

น่า มิดเดิลเบอรี่ และนาปานี วันนี้ ฉันตัดสินใจขับรถมุ่งสุ่ตะวันออก ไปดู

ชุมชนอามิชที่ชิปเชวาน่า เพียงชั่วเวลาไม่นานที่เลี้ยวรถลงจากไฮเวย์ ภาพ

ไม่เจนตาที่เห็นคือ รถม้าวิ่งสวนไปมาตลอดระยะทางเข้าสู่เมือง หรือกลุ่มคน

แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดสีหม่นๆ สวมหมวกทรงแปลกๆ เดินก้มหน้างุดไปตาม

ถนน
.

.

.

.

ในชิปเชวาน่า นอกจากนักท่องเที่ยวที่แต่งกายสีสดราวนกแก้วแล้ว ยังมีชาว

อามิชที่แต่งกายด้วยสีขรึมเดินปะปนสวนทาง ผู้ชายเดินเครายาวไสว ดูเคร่ง

ขรึม ในผมทรงกะลาครอบใต้หมวกทรงสูงสีดำ หรือที่เรียกว่า ฟิโดร่า

Fedora ใส่เอี๊ยมคาดทับเสื้อเชิ๊ตสีฟ้าเข้ม กางเกงสีดำแบบสุภาพ ส่วน

ผู้หญิงจะไว้ผมยาวสีทองอร่ามและเก็บซ่อนไว้ในหมวกบอนเนตสีขาว สวม

กระโปรงยาวรุ่มร่ามสีดำหรือน้ำเงินผูกผ้ากันเปื้อน เหมือนหลุดออกมาจาก

ภาพเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วที่เคยเห็นในหนังสือประวัติศาสตร์

.

.


ทั้งหญิงและชายที่เติบโตมาในชุมชนอามิช ได้รับการศึกษาเพียงชั้นเกรด

แปด หรือเพียงถึงอายุ 12-13 ขวบเท่านั้น เพราะอามิชไม่เชื่อถือในการ

ศึกษาในระบบ

.

.



การสื่อสารในชุมชนยังใช้ภาษาโบราณที่เรียกว่า เพนซิลเวเนียดัชท์ ส่วน

ภาษาอังกฤษนั้น เป็นภาษาที่ใช้พูดในโรงเรียนและเอาไว้ติดต่อกับโลกภาย

นอกเท่านั้น

.

.

.

.

ชาวอามิชเป็นกลุ่มชนที่เคร่งศาสนา รักสันโดษ และปฏิเสธเทคโนโลยีทุก

ประเภท ไม่ขับรถ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่ใช้ไฟฟ้า เชื่อในความช่วยเหลือเจือจาน

กันในชุมชนและไม่แต่งงานกับคนนอกชุมชนอย่างเด็ดขาด ทั้งหญิงชายจะ

ต้องแต่งงานกับอามิชด้วยกันเท่านั้น ซึ่งหากหญิงชายใดต้องการแต่งงาน

กัน จะต้องผ่านความเห็นชอบจากพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายเสียก่อน และเมื่อ

แต่งงานแล้ว จะไม่คุมกำเนิด เนื่องจากขัดกับความเชื่อทางศาสนา และทั้ง

ครอบครัวจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่

.

.

.

.

เมื่อทั้งหญิงชายอายุสิบหกปี จะมีโอกาส "เลือก" ว่าจะอยู่ในชุมชนหรือออก

ไปเผชิญโลกนอกชุมชน หากเลือกที่จะออกไปเผชิญโลก หนุ่มสาวคนนั้นจะ

ต้องออกจากชุมชนไป และห้ามกลับมาอีก เพราะถือว่า เป็น "คนนอก" ไป

แล้ว

.

.


ที่แปลกคือ อามิชจะเรียกฝรั่งคนนอกอื่นๆ ว่า English เหมือนที่คนไทยเรียก

ชาวตะวันตกแบบรวมๆ ว่า ฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นคนอเมริกันชาติเดียวกับตน

หรือฝรั่งชาติอืน อามิชเรียกแบบเหมารวมหมดว่า พวกอังกฤษ และถือ

เป็น "คนนอก" ทุกคน

.

.



ชุมชนอามิชเป็นชุมชนเกษตรกรรม ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แต่ยังใชีวิธีการดั้ง

เดิมในการเพาะปลูก ใช้ม้าและวัวเป็นเครื่องมือทำการเกษตร ความบันเทิง

ถือเป็นสิ่งต้องห้าม แม้เวลาไปรวมตัวกันร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ก็จะไม่มี

เครื่องดนตรีใดๆ ประกอบ นอกจากเสียงร้องล้วนๆ และยังคงใช้ภาษาเก่าแก่

อย่างเพนซิลเวเนียดัชท์เป็นเนื้อร้อง

.

.

.

.

สำหรับอามิชแล้ว งานหนักคือ ของขวัญจากพระเจ้า ดังนั้น จะตื่นแต่เช้าตรู่

และทำงานในฟาร์มหรือในชุมชนไปจรดค่ำ หากชุมชนต้องการความช่วย

เหลือ ชายหนุ่มทั้งหลายก็จะร่วมตัวกันสร้างอาคารโดยไม่มีการจ้างหรือเงิน

ตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น เสร็จสิ้นการงานก็เข้านอนแต่หัวค่ำ

.

.

ขณะที่ผู้หญิงนอกจากทำงานบ้านแล้ว

ยังทำงานฝีมือที่เรียกว่า quilts เอามาวางขายให้คน

อย่างฉันน้ำลายหกเล่น เพราะไม่มีเงินซื้อ เนื่องจากราคาแพง

ยามว่าง หนุ่มๆ หรือคุณสามีก็ทำเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นงานอดิเรกและเอาไว้ขาย

พวก "อังกฤษ" ซึ่งฉันได้แต่เดินลูบๆ คลำๆ อีกตามเคย

เพราะแพงระยับจริงๆ

.

.

.

.

ทุกวันอาทิตย์ ในขณะที่ชาวคริสต์อื่นๆ ไปโบสถ์ ชาวอามิชจะย้าย

เฟอร์นิเจอร์ออกจากบ้านแล้วเอาม้าไม้ยาวๆ แต่ไม่มีพนักพิง มาวางเรียง

เพื่อให้คนอื่นมาชุมนุมกันขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่เรียกว่า hymn ใน

บ้านของตนเอง ซึ่งเพลงสวดนั้นยังคงใช้ภาษาเก่า ซึ่งปัจจุบัน ไม่มีใครใช้กัน

แล้ว นอกจากกลุ่มอามิชด้วยกันเอง

.

.


นอกจากปฏิเสธไฟฟ้าและเทคโนโลยีแล้ว ยังมีความเชื่อแปลกๆ

หลายอย่าง เช่น ห้ามถ่ายรูป เรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่คนนอกและนัก

ท่องเที่ยวจะต้องเรียนรู้และทำความเคารพ ความเชื่อในเรื่องห้ามถ่ายรูปนั้น

มาจากคัมภีร์เก่า ที่ระบุว่าห้ามมีรูปเคารพ แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ชาวอา

มิชยึดมั่นในความเชื่อแบบสุดโต่งว่า ห้ามมีรูปเคารพ ห้ามมีบุคลิกลักษณะ

เฉพาะตน และห้ามถ่ายรูป

.

.

.

.

ด้วยความเชื่อแปลกๆ นี่เองที่กลายเป็นงานศิลป์รูปแบบเฉพาะตัวของอามิช

คือ ตุ๊กตาของอามิชจะไม่มีการวาดหน้าตาลงไปเด็ดขาด บอกตรงๆ ดูยังไงก็

สยองขวัญ ราวหนังสยองขวัญของสตีเฟ่น คิงส์ และเวลาเพ้นท์เครื่อง

กระเบื้องเคลือบ จะวาดแค่รูปคน แต่จะไม่มีการวาดหน้าตา

 ปล่อยให้ส่วนที่เป็นหน้าดูโล่งโล้นอยู่แบบนั้น ใครอยากได้ก็ซื้อหากัน

ตามสะดวกเถอะค่ะ แต่ฉันไม่ซื้อแน่นอน โดยเฉพาะตุ๊กตาผ้า กลัวว่า ดึกๆ

มันจะลุกขึ้นมาบีบคอแบบหนังผีที่เคยดูมา

.

.

.

.

ดังนั้น เวลาจะถ่ายรูป จะต้องแอบถ่ายจากด้านหลัง ไม่สามารถถ่าย

หน้าตรงๆ ได้เลย แต่ด้วยความหน้าด้านตามวิชาชีพเดิม ฉันแอบยืนตะคุ่มซุ่ม

ถ่ายได้มาบางรูป แต่เลือกถ่ายเฉพาะด้านหลังเท่านั้น เพราะถือว่า "เข้าเมือง

ตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" ขนาดแกล้งลองยกกล้องขณะที่พวกอามิชขับรถม้า

มาแต่ไกล ฉันยังมองเห็นประกายตาส่อความมาคุมาจากครอบครัวอามิช

เลย เล่นจ้องเขม็งแบบนั้น เป็นใครก็ต้องลดกล้องลง
.

.

.

.

ชายอามิชจะไว้เครา แต่ไม่ไว้หนวด ทั้งนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ของความรัก

สันโดษโดยแท้ ในสมัยศตวรรษที่สิบหก ทหารอังกฤษยุคนั้น มักไว้หนวด

เฟิ้มบางคนก็ไว้ซะยาวเฟื้อยแล้วขดเป็นวงๆ ข้างแก้มอย่างที่เราเคยเห็นในหนัง

เพื่อแสดงตัวว่าต่อต้านสัญลักษณ์ทางการทหาร

ชายชาวอามิชจะไม่ไว้หนวดอย่างเด็ดขาด

หากแต่จะไว้เคราแทน ซึ่งอามิชหนุ่มจะเริ่มไว้เคราเมื่อตอนแต่งงานเท่านั้น

หากยังไม่แต่ง ก็จะไม่ไว้เครา

.

.

.

.

ส่วนทรงผมนั้นเท่แบบไม่ปรึกษาใคร เพราะทุกคนไว้ผมทรงเดียวกันหมด

คือ ทรงกะลาครอบ ไม่ว่าเด็ก หนุ่ม หรือแก่ ต่างมีผมทรงเดียวกันหมด ต่าง

กันที่ตรงหมวกที่ใส่เท่านั้นเอง

.

.

.

.

รถม้าคือสิ่งที่ชาวเมืองในเขตชุมชนอามิชคุ้นชิน พวกอามิชขับรถม้าและขี่

จักรยานไปทุกหนแห่งอย่างสะดวกสบายทั่วเมือง คนขับรถยนต์ต้องหลบ

หลีกกันเอาเอง แต่คุณลุง Clarence สารถีอามิชที่ขับรถม้า (Buggy)ให้ฉัน

นั่ง เล่าว่า นักท่องเที่ยวยังให้ความเคารพมากกว่าคนเมืองนี้เสียอีก แกขับ

ไป บ่นไปผ่านบั้นท้ายของมิสเตอร์บ๊อบ (ชื่อม้าด่างซึ่งตัวโตอย่างน่าตกใจ)

ระหว่างทางไปเยี่ยมชมบ้านอามิช หลายต่อหลายบ้าน ถึงจะเป็นบ้านทรง

สมัยใหม่ แต่ในโรงรถ ฉันแอบสอดส่ายตาไปเห็นรถม้าจอดสนิทอยู่ในนั้น

อดนึกไม่ได้ว่าในช่วงเวลาที่น้ำมันแพงดุเดือดอย่างงี้ ไม่แน่ว่า พวกอามิส

อาจจะนั่งลูบพุงหัวร่อกันสนุก แล้วซุบซิบว่า เห็นมั้ยเล่า พวกอังกฤษ ตูบอก

สูแล้ว ว่า รถม้าน่ะ แหล่มกว่ามาก (เหอ เหอ)

.

.

.

.

อาหารที่ปรุงโดยสาวอามิชนั้น นับว่าเป็นเลิศในยุทธภพเช่นเดียวกับ

ฝีมือการเย็บปักถักร้อย ที่นี่ ไม่มีการใช้เตาไฟฟ้าเด็ดขาด เรียกว่า หุงต้มกัน

สนุกสนานด้วยฟืนถ่านเหมือนงานวัดบ้านเรา ยกมาเสริฟพร้อมเครื่องเคียง

อย่างโคลสลอร์และสลัด (ผักที่ปลูกเองในสวนหลังบ้าน) อิ่มอร่อย สม

ราคา ทั้งขนมปังนุ่มๆ ที่เพิ่งยกลงจากเตา กินกับพีนัทบัตเตอร์หอมหวาน หรือ

ซอสแอปเปิ้ลหวานอมเปรี้ยว อร่อยจนซื้อกลับบ้าน แถมพกด้วย

cake ถาดใหญ่ ในราคามิตรภาพ

.

.

พวกอามิชอยู่เกาะกลุ่มกันอย่างสงบมานานนับศตวรรษในหลายรัฐ

ของอเมริกา และไม่ค่อยสร้างปัญหาเดือดร้อนใดๆ นอกจาก เมื่อสองปีที่

แล้วที่คนนอกบุกเข้าไปยิงนักเรียนหญิงอามิชห้าคนในเพนซิลเวเนียอย่างไม่

มีสาเหตุ แต่นั่นเป็นเรื่องที่ "คนนอก" บุกเข้าไปสร้างปัญหาให้คนในชุมชน

มากกว่าที่ชาวชุมชนก่อปัญหาขึ้นมาเอง

.

.

.

.

ชุมชนอามิชดำรงตนอยู่อย่างสงบ สมถะ ท่ามกลางโลกยุคใหม่ หนุ่มสาวชาว

อามิชจำนวนไม่มากนักที่ออกไปอาศัยอยู่นอกชุมชน นอกนั้น ยังยืนยันที่จะ

ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกเก่าตามที่เป็นมานับร้อยปีเช่นเดิม ถึงหลายคนจะมอง

ชุมชนแห่งนี้ว่า ไม่ทันสมัย ไม่รับเทคโนโลยี แต่สำหรับฉัน นี่คือความสง่า

งามในท่ามกลางโลกยุคใหม่ คือความภาคภูมิอย่างที่น้อยคนจะดำรงไว้ได้

ในโลกแห่งวัตถุนิยมใบนี้ อย่างน้อย อามิชก็วางชีวิตไว้บนวิถีที่พวกเขายึด

มั่นและเชื่อถือมาแต่กาลก่อน และเป็นกลุ่มชนที่รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้

.

.

.

.

ด้วยความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงเชิงวัฒนธรรมนี่เอง ที่กลายเป็นจุดดึงดูด

ให้คนทั่วทุกมุมโลกเข้ามาสัมผัสโลกอันเก่าแก่และสงบเงียบของอามิช จน

อดสงสัยไม่ได้ว่า วัฒนธรรมเก่าแก่ของชุมชนแห่งนี้ จะพังทลายไปพร้อมกับ

คลื่นวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่ถาโถมเข้ามากระทบหรือไม่ในวันข้างหน้า แม้ว่า ใน

ปัจจุบัน ความเป็นอยู่ของชาวอามิชยังดำรงอยู่เหมือนเมื่อร้อยปีก่อนไม่ผิด

เพี้ยนก็ตาม ในท่ามความเย้ายวนของกระแสเงินตราและทุนนิยมจะมีกี่คนกัน

เล่าที่สามารถดำรงตนอยู่ได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงท่ามกลางกระแสการเปลี่ยน

แปลงทุกขณะจิตเช่นนี้






"เจริญขวัญ" เรื่องและภาพ
.
.

ยกเว้นภาพที่ไม่มีวันที่กำกับ  
นำมาจากอินเตอร์เนตค่ะ
.
.
ข้อมูลทั้งหมดได้จากการเยี่ยมชมและฟังคำบรรยายในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
.
.
MENNO-HOF, Shipshewana, Indiana
เพลงประกอบเป็นเพลงสวดที่เรียกว่า hymn
.
.
ยังใช้กันจนทุกวันนี้ค่ะ
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับชุมชน Amish


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 92
นานาจิตตัง วันที่ : 10/07/2008 เวลา : 19.24 น.
http://www.oknation.net/blog/yorwor
Comment  allez-vous ?

ได้เกร็ดความรู้ดีมากๆเลย
เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าอเมริกาก็มีชุมชนที่สงบเช่นกัน


เชิญมาอ่านบทกลอน ขี้ ข้าราชการ
http://www.oknation.net/blog/mouthshell/2008/07/10/entry-1
ความคิดเห็นที่ 91
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 07/07/2008 เวลา : 16.40 น.
http://www.oknation.net/blog/guide007
โลกนอกห้องเช่ามันช่างปลอดโปร่งเสียเหลือเกิน...

พี่เชื่อไหมหลังจากผมอ่านเรื่องชุมชนของ อามิช
ผมได้นำไปถามลูกทัวร์อเมริกันอีกรอบหนึ่ง
พวกเขาถามผมว่า ผมรู้มาจากไหน

จากที่นี่แหล่ะ
ขอบคุณครับพี่ที่ทำให้ผมมีเรื่องคุยกับลูกทัวร์
ความคิดเห็นที่ 90
ผู้หญิงคนหนึ่ง วันที่ : 07/07/2008 เวลา : 07.48 น.
http://www.oknation.net/blog/sthnc
อาจไร้สาระ แต่มาจากใจ ไม่คาดหวังสิ่งใด เพียงระบายเพื่อคลายเหงา

+1ด้วยความคิดถึงและเรื่องราว
สบายดีนะคะ
ความคิดเห็นที่ 89
pimahn วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 21.42 น.
http://www.oknation.net/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2                                   http://www.oknation.net/blog/pimahn3

สวัสดีครับ คุณเจริญขวัญ

แวะมาอ่านเรื่องอามิช อีกรอบครับ
+1 โหวต ให้กับเรื่องราวเกี่ยวกับอามิชอย่างละเอียด
ความคิดเห็นที่ 88
ผักบุ้งไฟแดง วันที่ : 04/07/2008 เวลา : 07.25 น.
http://www.oknation.net/blog/nong9396
อยากให้ทุกวันเป็นวันที่ดี  และโลกนี้สวยงาม

อรุณสวัสดิ์ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 87
ก้อนหินรูปหมู วันที่ : 04/07/2008 เวลา : 01.07 น.
http://www.oknation.net/blog/piglet22


ความคิดเห็นที่ 86
ส.สนสอาดจิต วันที่ : 04/07/2008 เวลา : 00.51 น.
http://www.oknation.net/blog/dreamup
ส.สนสอาดจิต

เดี๋ยวแวะมาอ่านใหม่ครับ

วันนี้เรื่องยาวจัง

บังเอิญวันนี้สมาธิสั้นครับ

แล้วจะแวะมาใหม่ครับ


ความคิดเห็นที่ 85
moonlight วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 23.01 น.
http://www.oknation.net/blog/sangjan
แสงจันทร์

สวัสดีค่ะ คุณบี
เฮ้อ อยากจะเล่าเรื่อยยายตัวเล็กให้ฟังอะนะ แต่ไม่ไหว ง่วงซะไม่มีเลยค่ะ
คืนนี้ คงต้องลาไปนอนแล้วหละค่ะ นอนหลับฝันดีนะคะ
ความคิดเห็นที่ 84
mesa วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 14.37 น.
http://www.oknation.net/blog/sanjorn
สัญจร  อิสรา  ท่องทางอย่างเสรี


อันนี้เป็นภาพวาด สวยดี น่ารัก อบอุ่น....

เอ่อ...สงสารม้าด้วย

(ที่มาเหมือนข้างล่าง)

ไม่ว่ากันนะ เอามาแจมด้วยความจริงใจ....
ความคิดเห็นที่ 83
mesa วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 14.23 น.
http://www.oknation.net/blog/sanjorn
สัญจร  อิสรา  ท่องทางอย่างเสรี


ดูเด็กๆแล้วมาดู(บั้นท้าย)หนุ่มๆกันมั่ง

ที่มาเดียวกัน
ความคิดเห็นที่ 82
mesa วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 14.20 น.
http://www.oknation.net/blog/sanjorn
สัญจร  อิสรา  ท่องทางอย่างเสรี


เอามาแจม

แง่มุมน่ารักๆของเด็กอามิช

(ที่มา Art.com)
ความคิดเห็นที่ 81
ปิ่นณรี_รำพัน วันที่ : 03/07/2008 เวลา : 12.03 น.
http://www.oknation.net/blog/pinnai

ไม่เอาโปสการ์ดนะป้าบี
ปิ่นจะเอาตุ๊กตาไม่มีหน้า (น่ารักดีจัง)

ป้าบี รักษาสุขภาพให้หน้าแข้งกำยำ น่องโป่ง ร่างกายแข็งแรง สำหรับการลุยทริปหน้า ที่จะไปต่อด้วยละ

ปิ่นณรี รำพัน
ความคิดเห็นที่ 80
มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ วันที่ : 02/07/2008 เวลา : 21.45 น.
http://www.oknation.net/blog/guide007
โลกนอกห้องเช่ามันช่างปลอดโปร่งเสียเหลือเกิน...

อ่านจบด้วยความหม่นเหงา
คล้ายเดินอยู่ในยุคโบราณฝรั่ง
ไงๆ ไม่รู้
ความคิดเห็นที่ 79
ก้อนหินรูปหมู วันที่ : 02/07/2008 เวลา : 20.05 น.
http://www.oknation.net/blog/piglet22

คิดถึง คิดถึง อินมูน คิดถึงบทกวีของอินมูนด้วย
ยังตามหาไม่เจอเลย

thanks ka ที่ห่วงใย
พี่บีก้อดูแลตัวเองดีๆเหมือนกันนะ รักษาสุขภาพนะจ๊ะ
ความคิดเห็นที่ 78
ปราณชลี วันที่ : 02/07/2008 เวลา : 12.34 น.
http://www.oknation.net/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

ขลึมขลังด้วย 'เสียง' จับใจด้วย 'บทเกริ่น'
ก่อนนำไปสู่เรื่องราวมากมายที่น่าสนใจยิ่ง
แบบนี้แหล่ะมั๊งครับที่เขาเรียกกันว่า 'มืออาชีพ' จริงๆ
ข้าพเจ้าวนเวียนอ่านหลายรอบแล้วเนี่ย
มีอะไรให้ 'กอบเก็บ' ไปมากมาย- ขอบคุณครับ.
...................................
สวัสดีครับคุณเจริญขวัญ ห่างหายไปนานหลายเพลาด้วยข้าพเจ้าเองมีภารกิจด่วนมีโอกาสได้ไปร่วมงาน 'ครบรอบ ๖๐ ปีแห่งการต่อต้านอังกฤษ' ของอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา (พคม.) ที่เมืองอิโปห์ รัฐเปรัก มาเลเซีย จึงถือโอกาสมาเยือนเบตงอีกรอบ นี่ก็มาฝังตัวได้เกือบสัปดาห์แล้ว ได้ทานอาหารเบตงคราใด ใจหวน 'คิดถึง' คุณเจริญขวัญทุกคราไป
วันหน้ามีโอกาสกลับเมืองไทย ข้าพเจ้าขอ 'เชิญ' มาลิ้มรสอาหารรสชาติดีๆ ณ สถานที่ต้นตำรับ 'เบตง' สักครั้งน่ะครับ.
ความคิดเห็นที่ 77
GPEN วันที่ : 02/07/2008 เวลา : 08.26 น.
http://www.oknation.net/blog/comicbook

ชุมชนนี้น่าทึ่งจริงๆครับ
แบบเป็นอะไรในยุคปัจจุบันที่ไม่ค่อยน่าเชื่อว่าเป็นจริง
ชอบวิถีชีวิตแบบนี้มากๆ อยากไปอยู่บ้าง (แบบชั่วคราว )
ความคิดเห็นที่ 76
โฟล์คเหน่อ วันที่ : 02/07/2008 เวลา : 00.04 น.
http://www.oknation.net/blog/folkner
...เขียนกวี เล่นดนตรี วิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณ...

:::เดินตามตัวอักษรและภาพ เหมือนได้ดุ่มเดินอยู่ในสถานที่นั้นจริง ๆ อ่านแล้วทำให้นึกภาพ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคยไปเยี่ยนเยือนเมื่อ 10 กว่าปีก่อนไม่ได้ ไม่รู้ทำไมถึงคิดเชื่อมโยง ::::
ความคิดเห็นที่ 75
โฟล์คเหน่อ วันที่ : 02/07/2008 เวลา : 00.01 น.
http://www.oknation.net/blog/folkner
...เขียนกวี เล่นดนตรี วิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณ...

::::แต่ด้วยความหน้าด้านตามวิชาชีพเดิม::::
:::โอว์ อย่ากล่าวว่าตัวเองอย่างนั้นสิ:::
ความคิดเห็นที่ 74
undertaker วันที่ : 01/07/2008 เวลา : 21.01 น.
http://www.oknation.net/blog/undertaker
ผู้กล้าอยู่หน้า...ผู้ชรารั้งหลัง.... 

hymn นี้เจ๋งจริงๆ
เจ๋งกว่า hymn ของ จีไอจิมมี่..ที่มันหวังจะเอามาเปิด
ในวันสิ้นโลก ของฉันเป็นไหนๆ
.
ของจองไว้เลยละกัน
.
.
อิอิ

ความคิดเห็นที่ 73
พิทักษ์ วันที่ : 01/07/2008 เวลา : 14.01 น.
http://www.oknation.net/blog/phithak1970

อ่านแล้วได้"ปัญญา"ครับ ส่วนชื่อหมวดหมู่ "คนตีนคัน เอามันเข้าว่า"นี่ก็ได้"อารมณ์"อีกแบบ.. ต้องเกาทีเดียวแหละคร้าบบ
ความคิดเห็นที่ 72
ก้อนหินรูปหมู วันที่ : 01/07/2008 เวลา : 10.35 น.
http://www.oknation.net/blog/piglet22

หิวข้าวจัง
ความคิดเห็นที่ 71
ล้านเล็กๆ วันที่ : 01/07/2008 เวลา : 09.23 น.
http://www.oknation.net/blog/lan-car-fair

คิดอยู่ว่า....เพนซิลเวเนีย....กะอินเดียน่าบ้านหล่อน
มันห่างกันมากไหม๊....(แค่อยากรู้)

ชอบอันนี้อ่ะ
"...สำหรับอามิชแล้ว งานหนักคือ ของขวัญจากพระเจ้า ดังนั้น จะตื่นแต่เช้าตรู่และทำงานในฟาร์มหรือในชุมชนไปจรดค่ำ หากชุมชนต้องการความช่วยเหลือ ชายหนุ่มทั้งหลายก็จะร่วมตัวกันสร้างอาคารโดยไม่มีการจ้างหรือเงิน
ตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น เสร็จสิ้นการงานก็เข้านอนแต่หัวค่ำ..."

อยากมีชีวติแบบนี้...จัง
ปล. และก็คงอีกไม่นาน
ความคิดเห็นที่ 70
เทพี วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 21.20 น.
http://www.oknation.net/blog/TePee
อยู่แต่สวน  ทำแต่สวน 

แวะมาแลแถวนี้ เห็นว่าคนลุย(มาก)นิ

บายดีม่ายป้า


ความคิดเห็นที่ 69
กวีจร_ณ_โคราชา วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 20.39 น.
http://www.oknation.net/blog/kaweejorn
แหวกว่ายเวียนวนกลางห้วงมหรรณพ...น้ำตา ...กวีจร ณ โคราชา .../ กลุ่มวรรณกรรมใบขวาน

ขอบคุณครับ ได้รู้ได้เห็นความเป็นไป
ความคิดเห็นที่ 68
ดอกดิน วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 19.11 น.
http://www.oknation.net/blog/indo

ขอบคุณนะคะที่เอามาให้อ่านด้วยคน....ดีจังค่ะ
ความคิดเห็นที่ 67
แก้วตา วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 14.42 น.
http://www.oknation.net/blog/tto-okk
ร่ายทำนองชีวิตผ่าน...กวีวิไล

โอววว...น่านับถือเน๊อะ


ความคิดเห็นที่ 66
spyone วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 12.12 น.
http://www.oknation.net/blog/spyone
  โลกหมุนด้วยความรัก

ไม่เคยทราบเรื่องราวของชาวอามิชมาก่อนเลย..ขอบคุณมากค่ะ
ความคิดเห็นที่ 65
อิมกุดั่น วันที่ : 30/06/2008 เวลา : 08.57 น.
http://www.oknation.net/blog/im
ผูกมิตรด้วยอักษร


เรื่องน่าสนใจมากๆ คล้ายบางกลุ่มในประเทศไทย แต่ของเราไม่โดดเด่นเช่นนั้น
อ่านแล้วต้องรีบแจวไปก่อนจ้ะ 2 อาทิตย์นี้ มีงานหย่ายยยย...3 กระบุง
ไปมั่วก่อนจ้ะ
ความคิดเห็นที่ 64
รุสสกี้ วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 23.51 น.
http://www.oknation.net/blog/russky
ในงานศพ จะมีขี้เมาน้อยกว่างานแต่งงานหนึ่งคนเสมอ

ได้อ่านข่าวเรื่องที่นำมาขึ้นต้นเรื่องเหมือนกัน และก็ยังจำได้อยู่

ชีวิตพวกเขาก็น่าจะสบายดีเหมือนกัน เรียบๆง่ายๆ ใส่ใจกับธรรมชาติและทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติ ผมชอบ เพราะปัจจุบันก็พยายามทำตัวง่ายๆแบบนั้น แต่ได้แค่ราว 2 เปอร์เซ็นต์ของคนพวกนี้

แต่ก็ยอมรับว่าบางอย่างก็สุดขั้วเกินไป

แต่ผมชอบตุ๊กตาไร้หน้าของพวกเขานะ ผมมองไปว่าเด็กที่เล่นตุ๊กตา คงจะสนุกกับการจินตนาการให้ตุ๊กตาของพวกเขาเป็นอะไร

แฟชั่น มีแต่เครา ก็เท่ห์ดีนะ นักร้องบ้านเราบางคนก็ไว้ทรงนี้
ความคิดเห็นที่ 63
เจริญขวัญ วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 21.20 น.
http://www.oknation.net/blog/charoenkwan

โอ้ เมื่อวาน ดิฉันว่าจะไปชุมชนอามิชอีกแห่งที่นาปานี

แต่ไม่ได้ไปค่ะ เพื่อนเอาก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นมาล่อ

แถมข้าวเหนียวกะทิทุเรียน

โถ คุณขา ทุเรียนเนี่ย สำหรับคนไทยไกลบ้านนี่

ทองคำเราดีๆ นี่เอ๊ง (เพื่อนขับรถไปกลับห้าชม เพื่อไปซื้อ

ทุเรียนลูกนี้ที่ชิคาโก้)

มีรึ จะกล้าปฏิเสธ โฮ่ๆๆ

จากนั้น วิญญาณชูชกก็เข้าสิง หน้ามืดตามัว

ของกินบริบูรณ์มากค่ะ เมื่อวาน

ทั้งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ขนมจีนน้ำยา ข้าวเหนียวกะทิทุเรียน

ขนมถั่วแปบ (ยอดฝีมือมาเอง) กาแฟเย็น ซาลาเปาหมูส้บ

ข้าวเกรียบกุ้งทอด เพื่อนกลุ่มนี้ ดิฉันรักมาก

เพราะทำกับข้าวเก่ง เคร่งศาสนา และไม่ขี้นินทาชาวบ้าน

แต่ถึงไม่ได้ไปชุมชนอามิชอีกแห่ง

ดิฉันก็ไปยืมดีวีดีเรื่อง Witness ของป๋าแฮริสัน ฟอร์ดมาดู

อีกรอบ ย้อมใจ

ขอย้ำนะคะว่า ในเรื่องนี่ นักแสดงทั้งหมด ไม่ใช่อามิชจริงๆ

เพราะอามิชดูหนังไม่ได้ เล่นหนังก็ไม่ได้

ที่ตลกคือ ตอนที่แฮริสัน ฟอร์ด เข้าไปแฝงตัวในชุมชนอามิช

พวกอามิชทักว่า " แหม คุณดูเรียบๆ จังเลย" นี่เป็นคำชม

" You look so plain" นั่นหมายถึง

"You look so good" นั่นเอง
ความคิดเห็นที่ 62
ภูผาน้ำฝน วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 18.36 น.
http://www.oknation.net/blog/augustrain
Into each life some rain must fall.

เรื่องของคน amish นี่น่าสนใจดีค่ะ
รู้จักเพียงเล็กน้อยจากเรื่อง witness
และหนังฮอลลีวู้ดบางเรื่องประปราย
ชาว amish นี่พื้นฐานเขาต้องเข้มแข็งมากๆ
ถึงสามารถรักษาวัฒนธรรมวิถึชีวิตความเป็นอยู่
ของตัวเองได้ขนาดนี้ ทั้งๆที่อยู่ไม่ไกลจาก
สังคมอเมริกันที่วัตถุนิยมสุดๆ
น่าทึ่งมากๆนะคะ แน่มากเลย
มั่นคงไม่ตามกระแสเช่นนี้ สง่างามอย่างที่พี่ว่าจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 61
บะหมี่ไก่หิมะ วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 18.17 น.
http://www.oknation.net/blog/vipop
วิภพ ล้อมเขต

น้องชายพานักเขียนในตัวกลับมาแล้วครับเจ๊ หลังจากที่ห่างเหินการเขียนงานส่วนตัวไป 4เดือน เมื่อวานไปงาน ครบรอบ 20 ปีพันธุ์หมาบ้ามา เจอน้าชาติพูดกระตุ้นไป 1 คำ นักเขียนในตัวที่หายไปเลยกลับมาเลย ^_^
ความคิดเห็นที่ 60