พิมพ์หน้านี้
|
เคยมีคำกล่าวว่า ถ้าหากใครมีความถนัดด้านสายวิทย์ ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ก็จะขาดหายไป ในทางตรงกันข้าม หากแม้ว่าใครมีทักษะในทางวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ ความสามารถทางด้านมนุษยศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ก็จะแปรผกผัน น้อยคนนักที่จะมีความสามารถทั้งทางด้านศาสตร์และศิลป์ ภาษาอังกฤษนิยามบุคคลจำพวกนี้ที่มีความสามารถ "รอบด้าน" เยี่ยงนี้ว่า "Renaissance Man" คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์มาพอสมควรคงจะทราบว่า ยุค renaissance เป็นยุค ๆ หนึ่งหลังจาก ยุคกลาง (medieval) ที่ความคิดที่สุดโต่ง บวกกับผลประโยชน์ทางการเมืองบางประการของคริสตจักร (republica christiana) ได้ทำลายความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมแห่งยุคสมัยกรีกโรมัน ไปจนสิ้น ปราชญ์ทั้งหลายต่างอุปมาอุปไมยว่า ศิลปวิทยาการในยุคคลาสสิค ก่อนที่คริสตศาสนาจะครอบงำผู้คนในโรมจนมืดบอดได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาก็ในยุค Renaissance นี้เอง ดูเอาง่าย ๆ จากรากคำ คำว่า Re แปลว่า "หวนกลับมาอีกครั้ง" (ยกตัวอย่างเช่น re wind คือการหมุนเทปกลับ) คำว่า Naissance แปลว่า "การเกิด" (คำว่า nation แปลว่า ชาติ ที่หมายรวมได้ทั้งชาติที่เป็นรัฐ และชาติกำเนิด ในภาษาฝรั่งเศสคือคำว่า naitre) เพราะฉะนั้น renaissance จึงเป็นคำที่เหมาะสมในการนิยามความเป็นมาและเป็นไปของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ส่วนคำว่า "renaissance man" คือคำที่ใช้พรรณนาความสามารถของบุคคลอันเป็นผลผลิตแห่งยุค ซึ่งโดยมากแล้วจะเก่งทั้งทางด้าน "ศาสตร์" และ "ศิลป์" ไม่ว่าจะเป็น Michelangelo หรือ Leonardo Da Vincie (ผู้โด่งดังจนมีคนนำมาทำเป็นภาพยนตร์แล้ว) คุณลักษณะของ Renaissance Man หากจะพูดแบบภาษา "เดะๆ" ก็คือ เขาเรียนได้ทั้งแผนวิทย์และแผนศิลป์ Leonardo เป็นทั้งศิลปิน เป็นทั้งจิตรกร ผู้วาดภาพ Monalisa อีกทั้งยังเป็นนักคณิตศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ ผลิตอะไร ออกแบบอะไรต่อมิอะไรให้เราทึ่ง ถ้าผมจำไม่ผิด Leonardo Davinci นอกจากเขาจะค้นคิดรหัสลับเฟลอร์เดอลีร์แล้วยังเป็นผู้ออกแบบเครื่องร่อน ให้ Otto Lilianthal ได้แรงบันดาลใจ ไปสร้างเครื่องร่อนเหาะไปเหาะมา จนกระทั่งประสบอุบัตเหตุ ตกจากท้องฟ้าหัวกระแทกกระทันพื้นจนเสียชีวิต ร้อยสองร้อยปีให้หลัง แต่อย่างน้อยสิ่งที่ renaissance man คนนี้คิดไว้ ก็กลายมาเป็นต้นแบบของเครื่องบินให้เราใช้โดยสารกันในปัจจุบัน ___________________________ ผมเป็นคนหนึ่งที่เรียนเลขห่วยมาก ฟิสิกส์เคมี ยังไม่ได้เรื่อง (เพราะโดดเรียนเตะบอลตลอด) เกรดเฉลี่ยอย่างดีสุดก็ไม่เกิน 2.1 แต่โชคดีที่เผอิญคุณแม่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ทำให้ คะแนนภาษาอังกฤษยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี (แม้จะไม่เข้าเรียน) จนสอบไปเอเอฟเอสได้ เมื่อกลับมาจากชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยน ผมก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนแผนไปเรียนศิลป์ฝรั่งเศส และสามารถสอบเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแถว ๆ อังรีดูนังต์ได้สำเร็จ ดูเหมือนว่าผมจะมีความสามารถในด้าน "ศิลป์" กับเขาบ้างระดับหนึ่ง เนอะ แต่ความสามารถทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์เนี่ยแทบเป็นศูนย์ ไม่ต้องไปพูดถึงความรู้ด้านการคำนวณ ที่ถ้าจะเทียบระดับมันสมองแล้ว ผมห่วยแตกกว่าเด็กม.สาม ที่คิดเลขกราฟพาราโบล่า ยังคิดไม่เป็น ขนาดพวกอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ อย่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือ ไอพอดฟังเพลง ผมยังโลเทคเสียจนทำอะไรไม่เป็น แสดงว่า ชีวิตนี้ผมหมดสิทธิ์เป็น renaissance man นะสิ บางครั้งบางทีก็อดน้อยอกน้อยใจไม่ได้ที่สาว ๆ ไม่ค่อยจะชื่นชอบ "ผู้ชายผู้มีความละเอียดอ่อนงานศิลป์" เท่าที่ควร แม้ความสามารถของเขาจะเอกอุเพียงใด แต่หากจะเทียบกับ "หนุ่มวิศวะมาดเท่" สักคนมันก็ เทียบกันไม่ติดชนิดไม่เห็นละอองฝุ่น จนผมเองอดจะคิด "กลับตัวกลับใจ" หันกลับมาเรียนคณิตฯ ฟิสิกส์ เคมี อย่างเอาจริงเอาจัง ระดับมันสมองโง่ ๆอย่างผม จะสามารถ เรียกร้อง ใบปริญญา วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต มาประดับบารมีเท่ ๆ กับเขาได้ไหม? พอจะเป็นไปได้ไหม ที่ผมจะเป็นบุรุษผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านศาสตร์และศิลป์ในคราเดียว แต่คิดไปคิดมาก็ลังเล จำเป็นด้วยเหรอที่เราจะต้องทำอย่างงั้น เพราะ อย่างน้อย renaissance man อย่าง Leonardo Da Vinci มันก็คงเล่นไอพอด ไม่เป็น พอ ๆ กับผมนี่แหละ |
| ลำนำลำน้ำมูล | ||
ลำนำมูล อำเภอเมือง อำเภอพิบูลมังสาหาร และอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |