| Ankor Wat | ||
เสียมเรียบ นครวัต นครธม บันทายศรี บายน |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
ภาพยนตร์เรื่อง Summer Palace เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แม้จะผ่านเวที การประกวดที่เป็นที่ยอมรับอย่าง "เทศกาลหนังเมืองคานส์" มาแล้ว แต่ ก็ไม่วายโดนห้ามฉายในหลายประเทศ ด้วยข้ออ้างที่ว่า ในหนังมีเนื้อหาเกี่ยวการร่วมเพศที่โจ๋งครึ่มอยู่หลายต่อหลายฉาก จนผม อดจินตนาการไปไม่ได้ว่า ฉากอย่างว่า นั้นคงจะดูรุนแรง พิศดาร ขนาดไหนกัน อาจจะมากกว่า หลาย ๆ เรื่องที่ได้รับอนุญาตให้เข้าฉาย อย่าง Lust and Caution หรือ หนังตะวันตก Basic Instinct หรือเปล่า หรือไม่งั้น ก็คงจะระดับใกล้เคียงกับ Eyes Wide Shut หรือไม่ก็ The Lover หรือเปล่านะ แต่เท่าที่ดูมา จากความเห็นส่วนตัว เนื้อหาทางเพศ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ได้รุนแรงมากไปกว่า หลาย ๆ เรื่อง ที่กล่าว ๆ มาแล้วเลย เพียงแต่ ความเข้มข้น ของอารมณ์ของหนังนั้น ค่อนข้างจะบีบคั้นและสะเทือนใจกว่าทุกเรื่อง ---------------- เนื้อหา ในเรื่องความรัก ความใคร่ ได้ถูก บอกเล่า โดยชีวิตของหญิงสาวสวยจากเมือง ถูเหมิน ติดชายแดน จีน เกาหลีเหนือ ผู้หนึ่ง ที่ชื่อว่า อวี้ หง อวี้ หง มีแฟนอยู่แล้ว แต่เธอ ต้องตัดใจจาก "รักครั้งแรก" ของเธอ เมื่อ ได้รับการตอบรับ ให้เข้าไปศึกษา ในมหาวิทยาลัย ปักกิ่ง เป็นเพราะผม ไม่ค่อยได้มีความรุ้เกี่ยวกับประวัติการเมืองและเศรษฐกิจจีนในช่วง ปี 1988-89 เท่าไหร่ ทำให้ไม่สามารถนึกภาพเมืองจีนในตอนนั้นได้ชัดเจนนัก แต่เท่า ที่ฟัง มา ในห้องเรียน ของ อ.ลิขิต แบบหลับ ๆ ตื่น ๆ ท่านบอกว่า แม้ว่า การปกครองจะเป็นคอมมิวนิสต์ แต่สถานภาพทางเศรษฐกิจของจีนช่วงหนึ่งปีก่อน การนองเลือดเทียนอันเหมิน นั้นดูมีความเป็นทุนนิยม ค่อนข้างสูง หลายชาติต่างต้องการเข้ามาลงทุนในจีน เพราะประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ ดูดีมีอนาคต และสิทธิเสรีภาพ + กลไกตลาดที่ทำงานอย่างเต็มที่นี่เอง ก็เหมือนจะกลายเป็น "ตัวเร่ง" ที่นำไปสุ่การเรียกร้องประชาธิปไตยของ นักศึกษา ซึ่งตามมาด้วยการปราบรามใช้ความรุนแรงของรัฐ จนนองเลือดในที่สุด จน จีนเหมือนต้องปิดประเทศ และหลาย ๆ ชาติ ที่ร่ำ ๆ ว่าจะลงทุน ก็ กลายเป็นว่าต้องถอนตัวออกไป โดยนำ ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนมาเป็นข้ออ้าง -------------------- ชีวิตของอวี้หง เอง ก็คงคล้าย กับสถานการณ์ในประเทศจีนก่อน เหตุการณ์ เทียนอันเหมิน แต่พอเธอมาอยู่ในเมืองหลวง ด้วยความที่มีเสรี และ หลงใหลระเริงไปตามสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ในความเป็นตัวตนของเธออย่าง โดยเฉพาะความอิสระทางเพศกับแฟนหนุ่มคนใหม่ สุดฮอตในมหาวิทยาลัย อย่างเจ้า เหว่ย จนสุดท้าย เสรีที่มีมากเกินไป ก็เหมือนกับจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลาย จนทำให้เธอไม่สามารถเรียนต่อได้ ----------------------------- หลังจากการทลายของกำแพงเบอร์ลิน การล่มสลายของสหภาพโซเวียต และ การที่ฮ่องกงกลับมาเป็นของจีน ภาพยนตร์ก็ดำเนินมาถึงส่วนที่สองของชีวิตอวี้ หง แม้อายุจะล่วงเลยมาถึงวัย 26 แล้ว แต่เธอยังคงคิดถึง เจ้า เหว่ย ซึ่งตอนนี้ย้ายไปอยู่เยอรมันแล้ว จนบางครั้งดูเหมือนกับว่า ในเวลาที่เธอเหงา เธอสามารถจะอ้าแขนรับผู้ชายคนอื่น ๆ แล้วก็หลับตาจินตนาการถึงแฟนคนที่เธอ "รัก" ที่สุด ทั้งที่เธอ เอง ก้ไม่แน่ใจว่านั่นใช่ความรักหรือเปล่า มาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าหากจะมองว่า เน้อหาสาระของหนังเปรียบความรัก และความใคร่ เป็นเสมือน ทุนนิยมแบบไม่บันยะบันยัง ก็คงจะเปรียบได้ดีที่เดียว ในทำนองเดียวกัน เจ้าเหวยก็เป็นอีกคน ที่ยังคงจมจ่อมอยู่กับความสุขในอดีต เขายังคงคิดถึงอวี้หงอยู่ ในทุกขณะจิต จับใจความตอนเขาพูดคุยกับเพื่อนสาว ชาวโปแลนด์ ที่ ย้ายเข้ามาอยู่เยอรมนี หลังสงครามเย็น ว่า หญิงสาวชาวโปล: Hast du eine Freudin? คุณมีแฟนไหม ------------------- อวี้หงกล่าวไว้ในหนังว่า "หากจะเปรียบ ความรักเป็นเหมือน บาดแผล ความรักจะนำความสุข มาก็ต่อเมื่อ บาดแผลยังสดอยู่" ผมเลยสงสัยแบบ positive speaking ต่อไปว่า ความสุขที่ว่า นั่นย่อมมีความทุกข์แอบแฝง คือ ทุกข์เพราะกลัวว่า เราจะสูญเสียความสุขนั้นไป แม้กระนั้นก็ดี บ่อยครั้ง ในยามที่เราหวนย้อนนึกถึงความทุกข์ในอดีต เรากลับนึกถึงมันด้วยความสุข ที่แฝงซ่อนอยู่ ถึงแม้ว่า ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ นั้นเราอาจไม่คาดคิดเลย ว่าวันหนึ่ง เมื่อแผลสด แห้ง กลายเป็นแผลเป็นแล้ว มันอาจกลับกลายเป็นความสุข ถึงขนาดนี้แล้ว แล้วถ้า เราต้องการที่จะย้อนหาถึงความสุขนั้น เราก็คงต้องเอามีดไปกรีดซ้ำที่แผลเป็นสินะ |