
พิมพ์หน้านี้
|
ชลเทพ ปั้นบุญชู นักวิชาการอิสระด้านสังคม เมือ่วันที่ 31 สค 2549 ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ มีการจัดแถลงผลงานวิจัยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยในด้านการสอน และงานวิจัย โดยมุ่งเน้นความเป็นนานาชาติ และการยอมรับสู่สากล การวิจัยครั้งนี้มีผู้ออกมาคัดค้านหลายฝ่าย ทางด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองยอมรับไม่ได้กับเกณฑ์การพิจรณาที่ไม่ครอบคลุม และชี้วัดได้อย่างแท้จริง และยังมีมหาวิทยาลัยอื่นที่ยังเคลือบแคลงใจกับผลการชี้วัดในครั้งนี้ เพราะหากได้อยู่อันดับรั้งท้ายแล้ว ก็เหมือนกับประกาศให้สังคมรับรู้ว่า เราด้อยกว่าที่อื่น ความเป็นจริงกับปรากฎการณ์การศึกษาได้เผยให้เห็นถึงการสร้างรูปวาทกรรม กับอำนาจ และเกิดข้อเปรียบเทียบให้เห็นลักษณะดี และด้อย สูงกว่าตำกว่า เที่ยงไม่เที่ยงนี่คงต้องไปถกกันอีกที แต่ผลกระทบด้านสังคมมหาศาลยิ่งนัก อย่างน้อยก็ทำให้บัณฑิตเริ่มกังวลต่อการสมัครงาน ซึ่งเกรงว่าจะให้เงินเดือนตามลำดับสถาบัน ถ้าใครอยู่ลำดับท้ายสุดนี่คงแย่ ถ้าไม่ติดโผนี่คงเรียกอะไรไม่ได้เลย คงยอมรับชะตากรรม ผู้เขียนกลับมองย้อนไปถึงข้อเท็จจริงที่มีนัยยะมากกว่าการจัดอันดับ โครงสร้างรายได้ของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นไม่เท่าเทียมกันอันนี้ต้องยอมรับบางงมหาวิทยาลัยมีทุนสนับสนุนจากทั้งในและต่างประเทศ แต่บางมหาวิทยาลัย แทบจะพยุงตัวเองไม่รอด เพราะงบประณน้อยเหลือเกิน ในทางเศรษฐศาสตร์เป้นการแข่งขันที่มิอาจเสมอภาคกันได้เลยเพราะต้นทุนการผลิตบุคลากรต่างการริบลับ ผมกับมองย้อนไปว่าปีนี้คะแนน โอเนท เอ เนท คงสนุก เพระมหาวิทยาลัยที่โผดีดีผ๔ปกครองคงจะกล่อมเกลาให้บุครหลานกระเสือกกระสนเข้าให้ได้ ดรงเรียนกวดวิชาคงรับทรัพย์แบบเป็นกอบเป็นกำ งานนี้ยังลบปัญหา การเรียนติวตามสถาบันกวดวิชาของนโยบายกระทรวงไม่ได้ ยิ่งจะทำให้ภาวะการแข่งขันทวี คูณ อีกอย่างที่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับงานวิจัยครั้งนี้คือ ไม่มองถึงความหลากหลาย และความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละมหาวิทยาลัย เพราะบางมหาวิทยาลัยอาจไม่มีภาวะการแข่งขันอย่างเท่าเทียมในสาขาเดียวกัน เพราะอาจยังเป็นสถาบันเปิดใหม่ หรือ อุปกรณ์ยังไม่ครบครัน บุคลากรยังขาดแคลน แล้วอย่างงี้จะเอาอะไรไปสู้ หรืออย่างบางมหาวิทยาลัยก็มีความเด่นเฉพาะด้าน อาจเป็นด้านฝึกหัดครู หรือศิลปะ หรือบริหาร แต่เราลังจะเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปใส่ ต้องยอมรับขีดความสามารถแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการที่จะผนวกรวมกันเพื่อจัดอันดับเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ อันนี้เศร้าเลยถ้ามหาวิทยาลัยของเราด้อยทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี คงจะรั้งท้ายจากงานวิจัยในครั้งนี้เพราะนี่คือตัวชี้วัดสำคัญ ทั้งที่มหาวิทยาลัยเรานั้นบริการชุมชน และให้ข้อมูลท้องถิ่นพัมนาศักยภาพชุมชน แต่ผลงานก็ยังไม่เป็นสากลเพระไม่ได้ตีพิมพ์ที่เครมบริดเพรสในวารสารชื่อดัง ที่สำคัญเรายังมิได้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในปัญหาจากการอุดมศึกษาในมิติอื่นๆ เช่นการยกระดับของมหาวิทยาลัยเอกชน ที่ต้องแบกรับภาระในการพยุงตนเอง จะเอาปัญญาที่ไหนไปแข่งขันด้านผลงานวิชาการเพระเงินที่หามาได้ก็ต้องมาจัดระบบการศึกษา หรือการสนับสนุนการพัฒนาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎในด้านทุนการศึกษาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้านงานวิจัยในหลากหลายสาขา ต้องเข้าใจว่าการศึกษาบ้านเรายิ่งเก่าแก่ยิ่งได้เปรียบเพราะมีโอกาสสร้างชื่อได้ก่อน การกระจายทรัพยากรบุคคลก็ไม่เป็นธรรม มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังในบางคณะมีจำนวน ดร มากกว่าอาจารย์ทั้งมหาวิทยาลัยบางแห่งเลยที่เดียว ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงตกไปอยู่ธุระกิจทางการศึกษา ทั้งในหลักสูตรนานานชาติ เพื่อขายความเป็นอินเตอร์โดยใช้ชื่อเสียงมหาวิทยาลัยมาเป็นจุดขาย ชื่อเสียงนี่สำคัยจริงๆ แล้วการจัดงบประมาณไม่รู้ว่าจะเจียดอย่างไรใครได้ลำดับดี ได้เงินเยอะกว่าลำดับบ๊วย อย่างงี้ยิ่งจัดอันดับยิ่งแย่ เพราะก้มีสภาพไม่ต่างอะไรจากเดิม อยากให้เราลองคิดใหม่ทำใหม่ ว่าการศึกษาทุกวันนี้เรากำลังมาหาอะไร เราจะสร้างตนเป็นปัญญาชนผู้มีความรู้คู่คุรธรรม แต่มิใช่มานั่งแบ่งชนชั้นว่า อยู่ในวรรณะที่หนึ่ง คือมหาวิทยาลัยดีเยี่ยม วรรณะสอง มหาวิทยาลัยดีมาก จนถึงขั้นยอดแย่ที่ต้องปรับปรุง น่าจะลองวัดคุณธรรมจริยธรรมที่บัณฑิตในหลายๆแห่งเริ่มตกลง ถึงขึ้นวิกฤต บางคนมุ่งเน้นที่จะเป้นมนุษย์เงินเดือนที่ขาดมโนสำนักต่อสังคม ถึงว่าทุกวันนี้สังคมโดนทำร้ายจากคนเก่งที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เราต้องศึกษาถึงหลักสูตรที่จะเรียน โครงสร้างรายวิชา ผลงาน หรือลักษณะที่โดดเด่น เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละที่ ให้แน่ชัด ก่อนที่จะเลือกตามแนวโน้มคะแนนสูงต่ำ เช่นมหาวิทยาลัยไหนเน้นด้านการนำไปใช้ มหาวิทยาลัยไหนเด่นด้านวิชากการ หรือมหาวิทยาลัยไหนมีบบรยากาสที่ดีในการเรียน ต่างประเทศมหาวิทยาลัยที่ดีดีอยู่ต่างจังหวัดหรือเมืองที่ห่างไกลมากมาย เพราะมีสภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะต่อการเรียนการสอน ไม่ใช่เจอแต่มลภาวะเป็นพิษในใจกลางเมือง ผู้เขียนอยากจะให้การจัดอันดับครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนเสียงทางสังคม แนวคิดการจัดอันดับนั้นดี เพราะจะทำให้เกิดภาวะการแข่งขัน และ เพิ่มศักยะภาพทางการศึกษา แต่เราควรคำนึงถึงโครงสร้าง และข้อจำกัดก่อน เพราะมันเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด ไม่อยากให้บางแห่งน้อยเนื้อ่ำใจกับการจัดอันดับครั้งนี้ ทุกมหาวิทยาลัยมีคุณค่า ในฐานะ ผู้ประสาทวิทยากการ แต่คุณค่อมิควรจะถูกประเมินให้สูงตำ เพระจะเกิดชองว่าง และเป็นจุดอ่อนต่อระบบการศึกษาไทยอย่างยิ่ง เพราะวันนึงเรามัวแต่จะคิดว่าเรียนที่ไหนน่าจะเป็นที่สุดตามแนวโน้มค่านิยมทางสังคม แต่ไม่ได้มองว่า สารัตถะของการศึกษาแล้ว ว่าที่นั่นให้อะไรกับเราบ้าง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นวิชาการความรู้ แต่นั่นหมายถึงประสบการณ์ชีวิต ความหมายทางสังคม และการพัฒนาความรู้ควบคู่ไปกับกิจกรรมทางสังคม ซึ่งจะถือเป็นบัณฑิตโดยสมบูรณ์ วันนี้จึงมิควรมานั่งมองว่าที่ไหน เก่งกว่าที่ไหน หรือที่ไหนเลิศกว่าที่ไหน แต่ให้คิดว่าทำอย่างไรถึงจะมีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและสร้างความร่วมมือทางบุคลากรร่วมกัน และผลงานทางวิชาการ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เท่าเทียมกัน อันจะนำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาที่นักเรียนไทยพึงจะได้รับความรู้ และพัฒนาขีดความสามารถ ได้อย่างเหมาะสมในเชิงคุณภาพ |