• ส่องสร้างสังคม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : noom_admission@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-28
  • จำนวนเรื่อง : 20
  • จำนวนผู้ชม : 4277
  • จำนวนผู้โหวต : 4
  • ส่ง msg :
ส่องสร้างสังคม
ปรากฏการณ์ทางสังคมสังคม ก่อเกิด เปลี่ยนแปลง และพัฒนาก่อรูปเป็นสิ่งซึ่งพวกเราทุกคนต้องตระหรนักถึงที่มาที่ไป เพื่อเข้าใจสภาวะธรรมแบบไร้อคติ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/chonlathep
วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน 2550
วิวาทะ “รับน้อง(โหด)” ประเพณีโฉดฉบับ” อัปรีย์ชน” แห่งกรุงสยาม
Posted by ส่องสร้างสังคม , ผู้อ่าน : 123 , 14:44:44 น.  
พิมพ์หน้านี้


 

วิวาทะ “รับน้อง(โหด)” ประเพณีโฉดฉบับ” อัปรีย์ชน” แห่งกรุงสยาม

ชลเทพ   ปั้นบุญชู   นักวิชาการอิสระด้านสังคม( ยุวโฆษกและYPD )

รับน้องเพื่อ “อะไร” ทำไม “ต้องมี” มุมมองในเชิง “หน้าที่นิยม”

                รับน้องเป็นประเพณีที่ปฏิบัติขึ้นในแต่ละสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ ระหว่าง รุ่นพี่ และ รุ่นน้อง ในเชิงอำนาจ ซึ่งหมายถึง การเคารพ เชื่อฟัง ปฏิบัติตาม จากบรรทัดฐานของ”รุ่นพี่” ที่สร้างขึ้น สามารถพบเห็นได้ทั่วไปจาก การรับน้องมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา หรือแม้แต่ที่ทำงานบางแห่ง กระบวนการ รับน้อง จึงเป็นมรรวิถีแห่งการเรียนรู้บรรทัดฐาน( socialization ) ทางสังคม(นั้นๆ) อันจะนำมาสู่ความเข้าใจใน บทบาท(rule) หน้าที่(status) ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องให้เป็นไปตามกฏเกณฑ์ที่วางไว้

                 กระบวนการับน้องในประเทศไทยนั้นมีมากมายหลายแบบ เท่าที่ผมสังเกตเห็นก็มี แบบแรก การรับน้องแบบสันทนาการ  [1]คือ ให้น้องเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก มุ่งเน้นให้เกิดความสนุกระหว่างพี่และน้อง ซึ่งหมายถึงการ้องรำทำเพลง เต้าท่าประหลาดประหลาด ออกมาแสดงร่วมกัน หากเป็นแบบที่สอง การรับน้องแบบพิธีกรรม [2]คือการสร้างความหมาย อัตลักษณ์ ตัวตน และจิตวิญญาณ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล หลอมรวมกับคณะ/สาขาวิชา จนไปถึงระดับสถาบัน การปฏิบัติแนวพิธีกรมแบบนี้ผมขอใช้แนวคิดทางมานุษยวิทยาเรื่อง การเปลี่ยนผ่านเชิงพิธีกรรม (rite the passed ) ซึ่งหมายถึงปัจเจกจำเป็นจะต้องประกอบพิธีกรม(บางอย่าง)ที่สังคมกำหนดไว้ เพื่อการยอมรับของคนในสังคม เช่นการล่าสัตว์ของบางชนเผ่าเพื่อแสดงถึงความเป็นเด็กที่จะต้องเปลี่ยนไปสู่ผู้ใหญ่ การรับน้อง ในความหมายเชิงพิธีกรมเปลี่ยนผ่านจึงบ่งบอกว่า น้องๆได้สามารถปฏิบัติกิจกรรมบางอย่างเพื่อแสดงความเป็นน้องใหม่ในสถาบันเรียบร้อยแล้ว ได้รับฉันทานุมัติจากรุ่นพี่ ให้เข้ามาเป็น “น้อง”นอกเหนือจากการเข้ามาในแบบรูปธรรม(การสอบได้หรือเข้ามาเรียน) แต่หากได้เปลี่ยนผ่านตนเอง(จากเงื่อนไขบางอย่างที่กำหนดขึ้น)ในเชิงจิตวิญญาณ หรือเรียกง่ายๆว่าเข้ามาเป็นักศึกษาอย่างเต็มตัวนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้แก่ ประเพณีติดเข็ม รับเกียร์ หรือผูกข้อมือ

 ส่วนแบบที่สามที่ผมจะกล่าวก็คือ“การับน้องแบบปฏิบัติการสร้างบรรทัดฐาน” [3]เป็นการจำลองวิธีการฝึกแบบนักศึกษาวิชาทหาร และทหาร ในการสร้างระเบียบวินัย โดย ควบคุม จำกัดสิทธิเสรีภาพ จากการกำหนดสภาวะที่กดดัน กว่าสภาวะปรกติ หรือสมมุติเหตุการณ์เพื่อหลอมรวมปัจเจกให้เข้าสู่”บรรทัดฐาน”กลุ่ม ที่รุ่นพี่สร้างขึ้น หรือที่เราเรียกว่าระบบ SOTUS (ตรงส่วนนี้ผมไม่สามารถกล่าวรายละเอียดได้ทั้งหมด) วิธีการเหล่านี้ใช้เพื่อสร้างระเบียบในการอยู่ร่วมกัน รักษาค่านิยมบางอย่างเช่นผ่านวาทะกรรมเชิงอำนาจ “รุ่นน้องต้องเคารพรุ่นพี่” “เพื่อนกันต้องช่วยเหลือรักใคร่ปรองดองกัน” “อย่าเอาตัวรอดคนเดียว” “อย่ามาอีโก้สูงในคนหมู่มาก” เป็นต้น

                หากจะลงให้ลึกในส่วนวิธีการที่สองและสามนี่แหละครับที่ผมจะกล่าวถึง มันมีระเบียบวิถีปฏิบัติมากมายแต่จะนำมาสู่หลักการที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น  เคยได้ยินไหมครับว่าของบางอย่าง “หลักการดี” แต่ “วิธีการห่วย” เพราะในส่วนของสารัตถะแล้ว ในส่วนนี้แหละครับที่มีปัญหาและถูกพิพากษ์วิจารณ์จนเป็นประเด็นทางสังคม

                ผมเคยได้รับความรู้เมื่อสมัยยังเรียนในระดับปริญญาตรี รายวิชา จิตวิทยาสังคม อาจารย์ท่านอรรถฐาธิบายว่า [4]“การรับน้อง” นั้นทำไมถึงต้องใช้วิธีการกดดัน ”ทั้งร่างกาย” และ”จิตใ” ท่านยกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่งว่า “ มีการกดลองให้เด็กทั้งสองกลุ่มที่มีปัญหาความขัดแย้งกัน ไปเผชิญกับสภาวะความยากลำบาก ความกดดัน เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์ดังกล่าว  ผลปรากฏว่าเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เด็กกลุ่มนี้กลับรักใคร่ปรองดองมาก เพราะต่างคนต่างที่ได้ถูกหลอมรวมประสบการณ์แบบเดียวกัน ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจจึงเกิดขึ้น”  ผมจึงขอใช้เหตุผลที่พอฟังขึ้นนี้มารองรับว่า ทำไม”เวลารับน้อง” จึงต้องสร้างสถานการณ์ให้ “กดดัน” และต้องสร้าง อุปสรรค แบบที่เรียกว่า วิบากกรรม เลยทีเดียว อาจารย์ท่านมองว่า “วิธีนี้แหละที่จะให้เรายอมรับ กฏเกณฑ์ ได้ในระยะเวลาอันสั้น” เพราะความรู้สึกร่วมในบริบทเดียวกัน ทำให้ผมนึกถึงรายการบิ๊กบราเธอร์  รายการrealality หรือบ้านอคาเดมี ที่แสดงอยู่ ก็ใช้หลักการเดียวกัน

                แต่ไอ้ที่ผมไม่เข้าใจว่า วิธีการรับน้อง(โหด)ดังที่ปรากฏในข่าว มันเกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างไร? เพราะมันไร้ซึ่งเหตุและผลที่สุดในเชิงตรรก นอกจากไม่สร้างสรรค์แล้วยังรู่สึกว่าเป็นมรรควิถีแห่ง อุบาทว์ชน เขาทำกัน ขนาดนักโทษที่ทำความผิด เจ้าหน้าที่ยังไม่มีสิทธิที่จะไปทรมานร่างกาย เพราะมันขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน

                ผมได้ฟังคุณอา... สรยุทธ์ ไต่ถามในหน้าจอทีวี เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “โดนทั้งตระแกรงปิ้งปลานาบไปที่ก้น บุหรี่ที่ติดไฟจี้ไปที่ใต้ราวนม และส้อมที่ร้อนนามไปที่หน้าอก และให้ล้มลงไปกับกองถ่านกลบด้วยกองทราย ที่ยังมีความร้อนอยู่” ผมถึงกับหยุดหายใจพร้อมจินตมโนภาพตามที่ได้ฟัง ในห้วงจังหวะแห่งความคิดของตนเองก็ฉุกคิดคำพูดหนึ่งได้คือ”อัปรีย์ชน” ที่สุด และผ่อนลมหายใจยาวๆเฮือกใหญ่

                ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ารุ่นพี่ที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว มีจิตใจ “วิปริต”  หรือไม่? เพราะการกระทำที่แสดงออกมันบ่งชี้ว่า มิใช่ภาวะวิสัยมนุษย์ปรกติธรรมดาพึงจะทำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง จริยธรรมและศีลธรรมในมโนสำนึก ต่ำ ถึงขั้นหาได้มีไม่

                วิธีการับน้องที่ดีและเป็นประโยชน์มีอีกตั้งมากมาย ที่สามารถทำได้แต่ทำไมถึงไม่ทำ ผมไม่อยากจะเอามุมมอง อารยชน และชนป่าเถื่อนตัดสิน เพราะมันเป็นเพียงมุมมองเชิงเดี่ยว  เดี๋ยวจะหาว่าเอาสังคมของตนเองไปเปรียบเทียบกับคนในสังคมอื่นอื่น แต่ผมขอมองในฐานะ มนุษยนิยม คนหนึ่ง ที่เห็นว่าการกระทำดังกล่าว ขาดความปรานี และ เมตตาธรรมยิ่งนัก หลักการที่ปฏิบัติราวกับรุ่นน้อง มิใช่คน (ขนาดสัตว์เรายังไม่มีสิทธิที่จะทำได้เลย) อย่างนี้หรือครับคนที่อ้างตนเองว่าเป็น รุ่นพี่ ที่ปฏิบัติกับ รุ่นน้อง  ผมเคยผ่านพิธีกรมรับน้อง ถึงแม้มันอาจจะมิได้ราบรื่นนัก แต่รุ่นพี่ที่ผมเคยสัมผัส คำนึงถึงชีวิตและความปลอดภัย ของรุ่นน้องไว้อย่างดีที่สุด เพราะนี่คือหนึ่งชีวิตที่มีค่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บุคคลซึ่งนิยามว่าเป็น “รุ่นน้อง “ ผู้ถูกกระทำดังกล่าว ไร้ค่า เพียงเพราะไร้ตัวตน ไร้อำนาจ ไร้พื้นที่ จนต้องประกอบพิธีการแบบ ต่ำ ต่ำ ถูกกระทำแบบ “กดขี่”เพื่อสร้างความสนุกและสะใจ ของรุ่นพี่บางกลุ่มเท่านั้นหรือ และเบื้องหลังแห่งความเสียใจที่มิอาจประเมินค่าได้ครั้งนี้คือ “ความสูญเสีย” ของพ่อแม่และบุคคลในครอบครัว เพียงเพราะ การเข้ามาเรียนในสถาบัน ที่มีประเพณี “การับน้อง” แบบ “อัปรีย์ชน”ที่มีเดิมพันด้วย “ชีวิต” ตายหรือรอดขึ้นอยู่กับดวง



[1]  เป็นการกำหนดโดยตัวผู้ศึกษาเองจากการจำแนกประเภทของลักษณะกิจกรรมรับน้องเชิงประจักษ์

[2] การรับน้องดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนผ่านจากนักศึกษาธรรมดา ให้เป็นนักศึกษาในเชิงสัญลักษณ์ที่สมบูรณ์ คือการประกอบพิธีกรมอันจะนำไปสู่ความสมบูรณ์ใน อัตลักษณ์ นักศึกษา

[3] ระบบแบบนี้ได้ใช้วีธีการแบบวิถีประชาเพื่อควบคุมบรรทัดฐานทางสังคม หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกนินทา แปลกแยกทางความรู้สึก จากเพื่อนๆ และรุ่นพี่ บรรทัดฐานแบบนี้จึงสามารถกำหนดลักษณะที่พึงกระทำและไม่ควรกระทำ ให้ปัจเจกรับรู้เพื่อรับเงื่อนไขดังกล่าว

[4] อ้างในคำบรรยายรายวิชา จิตวิทยาสังคม รศ.ลิขิต   กาญจนคม อาจารย์ประจำภาควิชา จิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
ปุณณดา วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 20.34 น.
http://www.oknation.net/blog/poonnada

บทความน่าสนใจมากๆ ค่ะ
จะมาอ่านละเอียดอีกครั้งนะค่ะ



ความคิดเห็นที่ 4
Bon วันที่ : 22/09/2007 เวลา : 16.15 น.
http://www.oknation.net/blog/impel

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการรับน้องแบบพิธีกรรมครับ มีหลายวิธีที่น่าจะดีกว่านี้ คนมันจะเคารพกันไม่ต้องบังคับก้ได้
ความคิดเห็นที่ 3
ผ่านมาระบาย วันที่ : 21/09/2007 เวลา : 17.51 น.
http://www.oknation.net/blog/Sodoyouthinkyoucanblog
Tea after Time

มันต่างจาก ฆาตกร ตรงไหนเนี่ย

นี่มัน เป็น เจตนาการ ฆ่า คน ชัด ๆ!!!!
ความคิดเห็นที่ 2
มนุสฺเสสุ วันที่ : 21/09/2007 เวลา : 14.59 น.
http://www.oknation.net/blog/support

-**-
ความคิดเห็นที่ 1
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 21/09/2007 เวลา : 14.52 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

ผมเป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านการรับน้องโหดมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ตอนอยู่ปี 1 เคยมีคนบอกว่าพอเป็นปี 2 3 4 จะเปลี่ยนเป็นคนชอบโซตัส แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยปกครองลูกน้องด้วยพระเดชเลยครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30