
พิมพ์หน้านี้
|
การลาออกของ "รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที" กับวิวาทะว่าด้วยเรื่อง "ความชอบธรรม" ในมุมมองหลักรัฐศาสตร์ /นิติศาสตร์ ใครผิด!ใครถูก! ชลเทพ ปั้นบุญชู นักวิชาการอิสระด้านสังคม(ยุวโฆษกและกลุ่ม YPD) เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้ชมโทรทัศน์ช่วงเย็นๆช่องหนึ่ง เห็นข่าวการประกาศรายชื่อ รัฐมนตรี ที่ถือหุ้นเกิน5% มีด้วยกัน3ท่านคือคุณ(ลุง)อารีย์ เจ้ากระทรวงมหาดไทย คุณ(ป้า)อรนุช รองเจ้ากระทรวงพานิชย์ และคุณ(อา)สุทธิชัย เจ้ากระทรวงไอซีที ในรัฐบาล(เฉพาะกิจ)ของพลเอกสุรยุทธ์ จากประกาศของ ปปช. ซึ่งทำให้ผมยิ่งแปลกใจว่า บทบาทของปปช.เองได้หายไปจากพื้นที่ทางสังคมตั้งแต่สมัยอดีตนายยกคนก่อน แต่ผมกลับเห็นบทบาทปปช.บรรเลงนาฏลักษณ์ผู้พิทักษ์ "รัฐบาล" มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งอั้นไม่ไหว เลยต้องออกมาปล่อยพลังในฐานะ "องค์กรอิสระ"ที่มีอำนาจสูงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้ว่าการประกาศดังกล่าวจะไม่มีผลทางกฏหมาย เพราะประกาศ คปค ฉบับ2549 ที่ถือใช้เป็นหลักปกครองเวลานั้นมิได้ระบุว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะต้องแจ้งการถ้อครองหุ้นต่อ ปปช อย่างในรัฐธรรมนูญฉบับปี2540(ก่อนประกาศคณะปฏิรูป) อันนี้ผมพอเข้าใจครับ เพราะพวกท่านทั้งหลายต่างจับพลัดจับผลู ขึ้นมาเป็นรัฐบาล (จำเป็น) และได้จำแลงแปลงร่างของพวกท่านจาก "คนธรรมดา"มาเป็น "เสนาบดี" โดยมิทันตั้งตัว ใช้ระยะเวลาแค่เพียงชั่วข้ามคืน จึงทำให้ไม่มีเวลาที่จะตระเตรียมการ "ยักย้าย" "ถ่ายโอน" "แอบซ่อน" หุ้นที่ติดตัวท่านอยุ่ให้หลุดออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความไม่เคยเป็น "นักการเมืองอาชีพ " ในสังเวียน ทำให้พวกท่านมิอาจทราบถึงจารีตประเพณีของ การดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งจำเป็นต้อง ยักย้าย ถ่ายโอน แอบซ่อน หุ้นเอาไว้มิให้เกิน 5% อันนี้ต้องลองไปคุยกับท่านทักษิณและรัฐบาลชุดที่แล้วครับ เพราะท่านเก่ง สามารถ"เคลื่อนย้าย"หุ้นของพวกท่าน ให้หายแว๊บไปชั่วพริบตาราวกับว่าไม่เคยมีหุ้นอันมหาศาลนั้นอยู่จริงๆ ไม่รู้ว่าเจ้ากระทรวงท่านจะ "บกพร่องโดยสุจริต" หรือ "แอ๊บแบ๊ว" แต่ประการใดแต่เรื่องนี้หากจะพูดในเชิงเนื้อหาแล้วจะมีจุดที่น่าสนใจหลายประเด็น ประเด็นแรก เมื่อได้ทำการรัฐประหาร(ประหาร รัฐโดยการทำลายรัฐธรรมนูญฉบับเดิม) ด้วยปากกระบอกปืนช่วง19 กันยายน 2549 จากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีอันสิ้นสภาพไป โดยให้ถือประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองมีผลใช้บังคับ หลังจากที่ยึดอำนาจสำเร็จและได้รับความชอบธรรมทางกฏหมายของรัฐในการปกครองประเทศโดยเนื้อหาสาระมิได้กล่าวถึง การถือครองหุ้น ของผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร อย่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ประเด็นที่สอง ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่ การผ่านประชามติ แบบฉิวเฉียด และได้ประกาศให้มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ได้ลงเงื่อนไขไว้ในบทเฉพาะกาลในรายละเอียดเกี่ยวกับ การดำรงตำแหน่งของรัฐบาลชั่วคราวนี้เป็นลักษณะ(อภิสิทธิ์)พิเศษไว้ ว่ามิให้นำเงื่อนไขที่บัญญัติที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี2550มาเป็นเงื่อนไขบังคับใช้กับรัฐบาล(ชั่วคราวชุดนี้) เพื่อให้เกิดความสะดวกในทางบริหาร(ที่มิต้องรับผิด) อันเนื่องจากว่าพวก"ท่าน" มีที่มาที่พิเศษ จากการแต่งตั้ง เพื่อแก้วิกฤติการณ์ของชาติ พวกท่านจึงดำรงตนในฐานันดรที่สูงเกินกว่ากฏหมาย(รัฐธรรมนูญ)จะเอาผิดได้(อันนี้ผมคิดเองนะครับอย่าซีเรียส) ดังนั้นการที่ สามรัฐมนตรีที่ถูกปปช เอ่ยชื่อจึงมิต้องรับผิด(ชอบ)ในทางกฏหมาย เพราะพวกท่านได้รับ "ความชอบธรรมทางกฏหมาย"(legality) นั่นก็หมายถึง พวกท่านทำถูกต้องทางกฏหมายที่มิได้ระบุไว้ว่าจะต้องแจ้งการถือครองหุ้น แต่ผมกลับชื่นชม ท่านสิทธิชัย รมว.ไอซีที (เป็นการส่วนตัว) ที่ท่านเสียสละตนเพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของท่านโดยการลงจากเก้าอี้ เจ้ากระทรวง เพราะท่านตระหนักถึง คุณสมบัติหนึ่งของนักการเมืองที่ดี แต่นักการเมืองไทยไม่ค่อยมีกันนั่นก็คือ "ความชอบธรรมทางการเมือง"(legitimacy) คำที่ผมกล่าถึงนี้มันคือ "ความสง่างาม"ที่นักการเมืองพึงจะมีในการดำรงตำแหน่ง และมีความยั่งยืนมากกว่า "ความชอบธรรมทางกฏหมาย" เสียด้วยซ้ำ เพราะมันหมายถึงการที่คนคนหนึ่งที่มีความสง่างามที่จะดำรงตำแหน่งอย่างปราศจากข้อครหา ในวงสังคม ซึ่งรัฐบาลและรัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นย้ำถึงคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นสรณะมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา แนวคิดที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นมันยืนกันคนละจุดครับ เปรียบเสมือนทางสองแพร่งคู่ขนานที่มิอาจจะมาบรรจบกันได้ นักวิชาการทั้งสายนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์จึงเกิด วิวาทะกันจนไม่สามารถหาข้อยุติที่สิ้นสุดได้ ที่หลายคนชอบเรียกว่า จะใช้หลัก รัฐศาสตร์ หรือหลัก นิติศาสตร์ ในการตัดสินนั่นเอง หลักทั้งสองนี้มีธรรมชาติและวัฒนธรรมของศาสตร์ที่แตกต่างกัน หลัก นิติศาสตร์ จะมุ่งเน้นถึงตัวกฏหมาย เป็นหลัก ซึ่งธรรมชาติของมันมีสภาพ ใช้บังคับ กับคนในรัฐ เพื่อรักษาระเบียบบรรทัดฐานไว้ สาระในตัวกฏหมายจึงอยู่ภายใต้มิติการเวลา และสถานที่ แต่อธิบายอย่างคลาสสิคว่า "กฏหมายได้ระบุไว้ "ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร(ลักษณะกฏหมายแบบลายลักษณ์อักษร) สามารถตอบกับคนในรัฐนั้นๆได้โดยปราศจากเงื่อนไขอื่นใดที่นอกเหนือจากนี้ เปรียบเสมือนคำภีร์เทวดาของผู้ปกครองรัฐที่สามารถใช้ กฎหมาย ในมิติแห่งอำนาจนั่นเอง ส่วนหลัก รัฐศาสตร์ มักเห็นกกหมายเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการปกครอง ซึ่งต้องใช้หลักอื่นๆมาประกอบด้วยตามครรลองการปกครองแต่ละแบบเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แห่งอำนาจ(ที่แท้จริง) ต้องมีความชอบธรรมตามจารีต ต้องได้รับการยอมรับและฉันทานุมัติของคนในสังคม ท่าสุทธิชัย พยายามชี้ให้เห็นว่า ในเมื่อตัวท่านมีปัญหาบางอย่าง จากเหตุผลใดใดก็แล้วแต่ แต่มีผลกับการปกครองในเรื่อง จริยธรรม ท่านจึงแสดงจุดยืนเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณืนั้นๆด้วยการลาออก อันเป็นการยึดบทบาทที่ รับผิดชอบ ทางการเมือง เป็นความคิดที่ข้ามพ้น "ความชอบธรรมทางกฏหมาย" ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ท่านจะมีคนให้กำลังใจผ่าน sms อย่างท่วมท้นและทุกคนชื่นชมสปิริตในการตัดสินใจของท่าน ในห้วงจังหวะแห่งความคิดของผมจึงเรียกวิธีการนี้ว่า "บรรทัดฐานใหม่"ทางการเมืองไทย และจะเป็นช่องทางในการพัฒนาจริยธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต่อไป ลองดู ท่านอดีตนายก ทักษิณ สิครับ ท่านล่มสลายเพราะมิได้แสดงความชอบธรรมทางการเมืองให้ประจักษ์ในสังคม ถึงแม้ท่าจะปฏิบัติตามกฏหมาย(แบบมหาอุดช่องโหว่และหาลู่ทางเบี่ยงเบนกฏหมายให้เป็นเทคนิคปฏิบัติจนเจตนารมณ์ของหลักการณ์ได้ป่นปี้ไปหมด) แต่ที่กล่าวมานี้ ผมมิได้ตำหนิอีกสองท่าน ที่มิได้ลงจากตำแหน่งเช่นเดียวกับท่านสิทธิชัย (เดี๋ยวท่านจะเสียใจจนไม่เป็นอันทำงาน) เพราะผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคลว่าอะไรคือ"ความเหมาะสม" หรือ"ควรกระทำ" พวกท่านก็มิได้อายุไล่เลี่ยกับผมที่ยังเด้กอยู่จะได้มองอะไรตื้นๆ แคบๆ แต่กลับมีวัยวุฒิมากกว่าครึ่งชีวิต ของมนุษยชนที่พึงจะมี ประสบการณ์จะเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ และผมก็เคารพการตัดสินใจของแต่ละท่านครับ(ถึงแม้จะขัดกับความรู้สึกผมอยู่บ้างสักเล็กน้อย)แต่ผมก็เชื่อว่าเหตุผลย่อมฟังขึ้นแน่นอน ปล. บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง ประชาธิปไตย ไม่ใช่ของเรา ของคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์สายโพสต์ โมเดิร์น ผู้เขียนมีความอ่อนด้วยทางปัญญา และอาจถูกตำหนิในมุมมองด้าน รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ ที่ได้นำเสนอไป ภูมิรู้ทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์แบบงูๆปลาๆ จึงถือเป็นจุดอ่อนในการพิพากษ์ครั้งนี้ โดยส่วนตัวเป็นเพียงอดีตนักเรียนสังคมมานุษยวิทยาปลายแถวจึงมิอาจเอาสาระได้อย่างจริงจัง และขอน้อมรับความผิดพลาดในการเขียนครั้งนี้ทุกประการ ที่สำคัญอยากจะขอยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นเพียงมุมมองส่วนตัวที่อยากนำเสนอเท่านั้น |