พิมพ์หน้านี้
|
ทำไมคนไทยต้องเลือกข้าง การที่อยู่ๆ จะออกมาบอกว่า ให้คนไทย ต้องเลือกข้าง ในท่ามกลางกระแสสันติวิธีและการหาทางออกเพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้ของคนในชาติ ดูจะเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อการถูกรุมประณาม จากบรรดาเพื่อนพี่น้องนักสันติวิธี เป็นอย่างมาก และอาจถึงขั้นสุ่มเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทยอีกด้วย แต่หากได้อ่านบทความ ประชาธิปไตยบนสติและความตระหนักรู้ : ถึงเวลาเลือกข้างแล้วหรือยัง และ เลือกข้างความดีงาม ปฏิเสธความชั่วช้า มาก่อนหน้านี้แล้ว ก็อาจจะพอทุเลาความไม่ชอบใจที่มีอยู่ลงไปได้บ้าง ไม่มากก็น้อย แต่ถึงแม้กระนั้น ก็ยังคงสร้างความไม่สบายใจให้กับหลายๆ คนอยู่ดี เพราะการบอกให้คนไทยเลือกข้างนั้น ฟังดูเสมือนเป็นการยุยงให้คนไทยแบ่งแยกแตกฝ่ายทำลายความสามัคคีกันอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงของชีวิตและของโลก การเลือกข้างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยเราไม่รู้ตัว หรือที่อาจเรียกว่าเป็น จิตสำนึก และจิตใต้สำนึก ของคนเรานั่นเอง เชื่อว่าคนไทยแทบทุกคนก็อยากให้บ้านเมืองสงบสุข อยากให้ประชาชนรู้รักสามัคคี เว้นเสียแต่ผู้ที่หวังประโยชน์ส่วนตัว บนความแตกแยกนั้น เพื่อสร้างเป็นความชอบธรรมในการนำมาอ้างว่าเป็นเสียงสนับสนุนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีให้กับตนเองและพรรคพวก ปัญหาในสังคมไทยที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ จึงไม่มีวันที่จะสงบลงไปได้อย่างแท้จริง เมื่อเราตั้งสติวิเคราะห์ให้ดีแล้ว การสร้างความชอบธรรมจากกลุ่มผู้สนับสนุนนี้เอง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ปัญหายังคงอยู่ตลอดเวลา เพราะเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศต่างเพิกเฉยต่อการสร้างบรรทัดฐานของความดีงามให้กับสังคมไทย ไม่ยี่หระต่อสิ่งที่อยู่ไกลตัว ไม่ใส่ใจต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึงตัว มองเรื่องของบ้านเมือง เป็นเรื่องของผู้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เองของเรา ดังคำที่มักพูดกันเสมอว่า ประเทศชาติ บ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว เราจะเอาตัวเองให้ไปเดือดร้อนทำไม เจ็บตัวเปล่าๆ ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมไทย ที่เข้ามาแทนที่ความดีงาม ที่มีมาช้านานของสังคมไทยไปเสียแล้ว ดังนั้น จึงเป็นที่มาของประโยควลีตามต่อมาว่า โกงบ้าง ก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องธรรมดา ขอให้ประเทศพัฒนา อยู่ดี กินดี เศรษฐกิจดี ก็พอแล้ว ความคิดเช่นนี้นี่แหละ คือ ต้นเหตุของปัญหา หรือต้นเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงในสังคมไทย ที่นักธุรกิจการเมือง นำมาใช้เป็นฐานในการทำ การตลาดทางการเมือง เริ่มต้นจากการสร้างฐานประชานิยม ด้วยค่านิยมแบบผิดๆ ให้กับคนยากจน ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ให้รู้สึกเสมือนว่า เป็นพระเจ้ามาโปรด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใคร เอาเงินมาให้ง่ายดายแบบนี้ ไม่เคยมีเจ้าหนี้คนใด พักหนี้สิน พักสินให้ เมื่อไม่มีเงินจ่าย ไม่เคยมีเจ้าของเงินกู้คนใด ที่ให้กู้เพิ่ม ทั้งๆ ที่ลูกหนี้ไม่มีความสามารถในการใช้หนี้เก่าที่มีอยู่ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่มีใครเคยให้ โดยไม่ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อแรงงานจนสายตัวแทบขาดดังเช่นที่ผ่านมา จึงทำให้ ผู้ที่มาให้กลายเป็นพระเจ้า เป็นเทวดาของคนยากคนจนส่วนใหญ่ของประเทศไปในบัดดล ซึ่งไม่แปลกที่จะคิดและรู้สึกเช่นนี้ เพราะคนยากจนเหล่านั้น ส่วนใหญ่คือผู้ด้อยโอกาสในสังคม โชคไม่ดีที่เกิดมาจน เมื่อมีคนมาช่วยเหลือ ให้อยู่ดีกินดีขึ้นมาบ้างเป็นครั้งเป็นคราว ก็ยังดีกว่าที่เขาจะไม่มีอะไรกิน ต้องยากจนอยู่แบบนี้ไปวันๆ เขาจึงไม่สนใจว่า เงินที่ได้รับมา ที่แท้จริงแล้วจะมีที่มา จากไหน เป็นเงินของใคร เพราะคนที่นำมาให้ ต่างหาก คือ คนดี คือ ผู้ให้ และเป็นผู้มีพระคุณอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่น่าเศร้าใจ กลับเป็นเรื่องของ คนเมือง ที่เรียกกันว่า ชนชั้นกลาง อันประกอบไปด้วย พ่อค้า แม่ค้า นักธุรกิจ นักวิชาการ สื่อมวลชน ข้าราชการ นักการเมือง ในสังคมจำนวนมาก ที่สมยอมกับความประพฤติผิด ประพฤติชั่ว สนับสนุนคนโกง นักการเมืองขี้ฉ้อ ให้ปกครองบริหารบ้านเมือง เพื่อแลกกับอามิสสินจ้าง ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ การทำธุรกิจ การค้าขายที่ราบรื่น ยอมแลกประเทศชาติกับผลประโยชน์ให้กับตนเอง และมองผู้ที่ออกมาขัดขวางความเลวทรามของธุรกิจนักการเมืองว่า คนเหล่านี้ เป็นผู้บ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ด้วยเหตุนี้ ปัญหาจริยธรรมของนักการเมืองผู้ปกครองประเทศ จึงได้ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นปัญหาความขัดแย้งแตกแยกระหว่างกลุ่มประชาชน และได้ทวีรุนแรงขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในสังคมการเมืองภาคพลเมือง และขยายมายังกลุ่มนักวิชาการสันติวิธีที่ตีโจทย์ไม่แตก แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คิดว่าการสานเสวนา จะสามารถแก้ปัญหาได้ และเรียกร้องถามหาความเป็นกลางในสังคม โดยปราศจากความเข้าในในบริบทที่แท้จริงของปัญหา สร้างเงื่อนไขใหม่ ผลักกลุ่มคน 2 ฝ่าย ให้เป็นจำเลย โดยมีคนกลางที่ไม่เลือกข้าง มาเป็นผู้พิพากษา จึงไม่มีวันที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ ยิ่งไปกว่านั้น กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ ข้างใหม่ สีใหม่ ให้เกิดขึ้นในสังคม เพราะคนกลางที่เกิดขึ้น เป็นคนกลางที่ไม่มีความชอบธรรมและปราศจากความเข้าใจในปัญหาและบทบาทของคนกลาง เพราะคนกลาง ที่แท้จริงจะต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม ต้องเลือกที่จะยืนอยู่ข้างความดีงาม ซึ่งเป็นการเลือกข้างโดยหลักการ ไม่ได้ยึดที่ตัวปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มบุคล แต่เลือกข้างความเป็นธรรม และจริยธรรม ซึ่งการเลือกข้างเป็นเรื่องปกติในสังคม ดูตัวอย่างง่ายๆ จากคนกลางที่มีอยู่ทั่วไป เช่น ผู้พิพากษา ต้องตัดสินให้ผู้ที่กระทำความผิด ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องรับโทษ หรือ ต้องรับโทษทั้ง 2 ฝ่าย หรือยกผลประโยชน์ให้จำเลย เนื่องจากไม่มีหลักฐานเพียงพอ กรรมการกีฬา ต้องตัดสินเมื่อมีเหตุการใช้ความรุนแรง การผิดกติกา ของนักกีฬา ครูฝ่ายปกครอง ต้องตัดสิน การทะเลาะวิวาทของนักเรียน พ่อแม่ ต้องตัดสินการทะเลาะกัน ระหว่างพี่น้อง ประชาชน ต้องตัดสินใจเลือก ผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก ลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ คนก็ต้องเลือกคบเพื่อน ตามสุภาษิต คบคนพาลพาล พาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ผู้หญิงต้องตัดสินในเลือกผู้ชายที่ตนเองจะแต่งงานด้วย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หรือแม้กระทั่ง ในชีวิตประจำวัน เราก็จะต้องเลือกข้างอยู่ตลอดเวลา เราเลือกไปกินข้าวกับเพื่อนคนใดคนหนึ่ง เราเลือกกินอาหาร เลือกเส้นทางกลับบ้าน เลือกเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เลือกซื้อข้าวของ เลือกเชื่อข่าวสารข้อมูลที่ได้ยินได้ฟังมา แล้วจะผิดอะไร ถ้าเราจะเลือกที่จะยืนอยู่ข้างความดีงาม เพราะการเพิกเฉยไม่ยินดีต่อสิ่งที่ดีงาม และการนิ่งเฉยไม่ยินร้ายต่อการประพฤติชั่ว ต่างหาก เป็นสิ่งที่ไม่สมควรให้เกิดขึ้นในสังคมสันติสุข หลายคนมักกล่าวอ้างคำสอนของพระพุทธองค์ในเรื่อง มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง โดยปราศจากความเข้าใจที่ถูกต้อง คิดเพียงว่าทางสายกลางคือ การไม่เลือก ไม่ตัดสินใจ ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะ มัชฌิมาปฏิปทา เป็นพระพุทธพจน์ ดังนั้น หากสังคมไทย ไม่กล้าพอที่จะตัดสินใจเลือกข้าง ไม่กล้าพอที่จะออกมาชี้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ไม่กล้าเพียงพอที่จะออกมาประณามคนชั่ว ก็อย่าพึงหวังที่จะสร้างความสงบและสันติสุขให้กับบ้านเมืองอย่างแท้จริงได้
|
| การต่อสู้อำนาจรัฐเผด็จการทุนนิยม | ||
ความทรงจำในการต่อสู้อำนาจรัฐเผด็จการทุนนิยมในการคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานแห่งรัฐ |
||
|
View All |
||