| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||
พิมพ์หน้านี้
|
26 ก.ค. 51 เวลาประมาณสองทุ่ม ณ ศูนย์พัฒนาป่าชายเลนบางขุนไทร
ขอบคุณภาพจากคุณรัฐศิริ มัวไปห้องน้ำอยู่ เข้ามาอีกที เค้านั่งกันเต็มห้องแล้ว วิทยากรนั่งประจำที่กันหมดแล้ว ก็รีบหาที่นั่งอย่างเร็ว เกรงจะเกะกะสายตาคนอื่น ตัวก็ไม่ใช่เล็กๆ ก็นั่งๆไปค่ะ ฟังไปบ้าง ใจลอยไปบ้าง
บอกตรงๆว่าไปครั้งนี้สภาพจิตใจไม่ปกติเท่าไร เนื่องด้วยมีข้อสอบเทคโฮมต้องส่งวันจันทร์ หลายคนคงเห็นดิฉันใช้เวลายามว่างง่วนอยู่กับ การเขียนยุกยิกๆบนกระดาษร่างและข้อสอบ เริ่มกันตั้งแต่บนรถขณะเดินทาง รวมไปถึงบนโต๊ะอาหารมื้อเย็น แหมกลางคืนเค้าเฮกันหนุกหนาน ยังต้องนั่งทำข้อสอบเลยค่ะ ![]() กลัวว่าคนอื่นจะหมั่นไส้เหมือนกัน ว่ามาปลูกป่ายังหอบหนังสือมาอ่าน หอบงานมาทำ จริงๆไม่ได้อยากหอบไปหรอกค่ะ แต่กว่าจะกลับก็วันอาทิตย์ ไม่เอาไปทำมีหวังไม่เสร็จแหงมๆ อ้าวออกนอกเรื่องอีกแล้ว ถึงไหนแล้วนะคะ อ้อบอกว่านั่งฟังไป คิดกังวลถึงข้อสอบไปว่าจะตอบข้อไหนยังไง แต่เมื่อวิทยากรท่านหนึ่ง พูดถึงการถูกรุกรานของวิถีชิวิตที่นั่น
ขอบคุณภาพจากคุณ andamanINDY “ชาวบ้านถีบกระดานหาหอยด้วยมือ 1 ชั่วโมง ได้เงิน 50 บาท แต่เมื่อมีคนนำเรือยนต์ นำ เครื่องจักรมาหาหอย 1 ชั่วโมง จะได้ไป 5000บาท ซึ่งการใช้เครื่องจักรนี้เป็นการทำลายธรรมชาติอย่างยิ่ง...” ตื่นจากภวังค์เลยค่ะ กุลีกุจอหาสมุด ปากกา จดประโยคแรกในสมุดทันที “หาด้วยมือ 1ช.ม. – 50 บาท ใช้เครื่องจักร 1 ช.ม.- 5000 บาท ทำลายธรรมชาติ” จากนั้นก็ตั้งใจฟังวิทยากรและจดโน้ตในหลายๆประเด็น มันเป็นความรู้สึกที่สงสาร เห็นใจ หรืออะไรทั้งหลายทั้งปวง ที่กล่าวออกมาไม่ได้ คือฟังแล้วจะร้องไห้น่ะค่ะ เป็นอะไรไม่รู้ ได้ยินได้ฟังได้เห็นเรื่องที่ชาวบ้าน ถูกนายทุนรุกรานเอาเปรียบทีไร จะเป็นเดือดเป็นแค้นแทนเขาจริงๆค่ะ ไปแย่งอาชีพเขาแล้ว ยังไปทำลายธรรมชาติอีก นึกถึงบรรดาหอยตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกใบพัด ของเรือยนต์ลากไปนะคะจะป่นปี้สักแค่ไหน
ไหนจะเหล่าปลาตีนที่น่ารักอีก คิดแล้วมันเศร้า วิทยากรเล่าว่า ร้อยละ 90 ชองประชากรบางขุนไทร ทำอาชีพถีบกระดานหาหอย เพื่อส่งให้ลูกหลานเรียน จนจบถึง ป.โท ป.เอก ก็มีหลายคน พวกมีเรือยนต์มาหาหอยก็คงจะเป็นคนรวยนะคะ ถึงมีเงินซื้อเรือนะ แหมแต่รวยอย่างเดียวไม่ได้นะ ต้องไร้จิตสำนึกด้วย ถึงจะทำแบบนี้ได้ วิทยากรบอกว่า ชาวบ้านก็ช่วยกันเฝ้าระวังค่ะ จับมาก็ตักเตือน ขอร้องไม่ให้ทำอีก แต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยไปค่ะ ไม่มีกฎหมายจะเล่นงานได้
ตอนนี้เค้าบอกว่าเค้าอยากได้ผู้รู้ทางกฎหมายมาช่วยออกกฎหมาย คุ้มครองทรัพยากรทางธรรมชาติบริเวณนั้นค่ะ จะแนะนำให้เค้าไปร้องเรียนรัฐบาลก็กระไรใช่ที่ รัฐบาลชุดนี้ลำพังจะเอาตัวเองให้รอดก็จะตายอยู่แล้ว เรื่อง กม.คุ้มครองธรรมชาติ ยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ก็ว่าไปอย่าง วิทยากรเล่าด้วยน้ำเสียง สีหน้า และแววตาที่ภูมิใจมาก เมื่อเขาพูดว่า “ที่นี่เป็นแหล่งหอยแครงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”
แล้วหน้าก็สลดลงเมื่อต่อด้วยประโยคที่ว่า “เราไม่อยากออกไปประท้วงหรือดำเนินการโดยใช้กำลัง เราอยากให้ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองมาดูแลบ้าง” (แหม ชาวเรา”รก”อุดร น่าฟังแล้วตรองบ้างนะคะ ใช้สมองบ้าง อย่าใช้แต่กำลัง)
ฟังแล้วก็ได้แต่ถอนใจเป็นระยะๆ จะทำไงได้บ้าง ๆ ทายกันสิคะว่ามีเจ้าหน้าที่กี่คนที่ต้องดูแลป่าชายเลน 35,000ไร่ ....................11คนค่ะพี่น้อง เยอะซ้า โทษรัฐก็ไม่ได้ เค้าต้องเอาเงินไปจ้างพวกไอ้ปึ๊ดมานั่งหน้าห้องนาย เดือนละกี่หมื่นกี่แสนก็ว่าไป (รู้มั้ยตูลูกใคร?)
อย่าบ่นๆ 11คน เยอะแล้ว แค่สามหมื่นกว่าไร่จะเอาซักกี่คน ฟังไปเรื่อยๆ คิดตามไปตลอด เห็นใจชุมชน โมโหนายทุน เกลียดรัฐบาล (แน่ใจว่าเอ็นทรี่นี้ไม่ได้อยู่หมวดการเมือง 55) มามีเรื่องยินดีก็ตอนที่วิทยากรเล่าถึงความเข้มแข็งของชุมชน เค้ามีสมาชิกเครือข่ายค่ะ แบ่งเป็นกลุ่มๆ ตอนนี้มี 30 กลุ่ม กลุ่มละ 50 คน ช่วยกันเป็นหูเป็นตาค่ะ (อยากให้ชุมชนที่ชื่อ “ประเทศไทย” เข้มแข็งแบบนี้บ้างจัง) ท้ายสุด ทั่น อบต. (ที่ดิฉันเข้าใจว่าเป็นนายก อบต.) ก็จบการเสวนาด้วยคำพูดที่ฟังแล้วรู้ว่าออกมาจากใจจริงๆ โดยการกล่าวถึงการสร้างจิตสำนึกในความรักต่อชุมชน (เป็นการตอบคำถามของครูเจี๊ยบว่ามีวิธีสร้างจิตสำนึกให้เด็กอย่างไร)
“จิตสำนึก ไม่ได้สร้างได้ด้วยการอบรม แต่เกิดจากการที่เขาได้ออกไปกับพ่อแม่ ได้เห็นวิถีการดำรงวิถีชิวิตของพ่อแม่ ถีบกระดาน หาหอย เห็น ลงมือทำและ ซึมซับสิ่งเหล่านั้นเข้าไปในจิตใจด้วยตัวเอง..........” (อาจไม่ตรงเป๊ะกับคำพูดตอนนั้น แต่ประมาณนี้อ่ะค่ะ)
ประทับใจสุดๆค่ะ แหม นายกเรามีสมองคิดได้ซัก กระผีกหนึ่งของ อบต.ที่นี่ ประเทศไทยเจริญแน่ๆเลยค่ะ ถ้าทั่นนายกไปอยู่คงคิดว่าจะเอาหอยมาทำไรกินดีหว่า เหอๆ
ใกล้ๆจะจบพี่มะอึกส่งจดหมายน้อยมาให้ค่ะ บอกว่าให้ครูเก๋เป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณวิทยากร
ตายละหว่า ทำไงดี ถามครูแดง “จะพูดไงดีพี่แดง ช่วยคิดหน่อย” “พี่ไม่รู้”......นั่น..ตัดช่องน้อยกันเห็นๆ พอท่านขุนริน ผู้ดำเนินรายการประการเชิญให้กล่าวขอบคุณ (แหมพี่มะอึกถ้าบอกล่วงหน้าจะได้แต่งตัวแต่งหน้าแต่งตาให้งามๆหน่อย55) ก็เริ่มด้วยประโยคขอบคุณ และตามด้วยการสรุปเรื่องที่วิทยากรเล่ามาน่ะค่ะ เริ่มประโยคเดียวกะที่เริ่มจดแหละค่ะ เรื่อง 1 ช.ม. 50 1ช.ม. 5000 น่ะค่ะ แหมไอ้เราก็เป็นพวกsensitive กะเรื่องแบบนี้เสียด้วย เรื่องนายทุนสามานย์เอาเปรียบชาวบ้านน่ะ พูดๆไป ต้องควบคุมตัวเองมากๆ เกรงว่าจะมีการเสียน้ำตาออกมา
ขอบคุณภาพจากคุณปิรันญ่า เป็นน้ำตาแห่งความสงสาร เห็นใจ และแค้นใจ ระคนกัน หลายคนคงได้ยินนะคะ ว่าเสียงเครือพอสมควร พูดเรื่องแนวนี้ทีไร ได้เรื่องทุกงานไป (พี่มะอึกนะ ทำเราได้) การขอบคุณจบลงด้วยดี โดยไม่เสียน้ำตา (ภายนอก) “ขอให้ชุมชนที่นี่เข้มแข็งอย่างนี้ตลอดไป เชื่อแน่ว่าหากชุมชนเข้มแข็ง มีจิตสำนึกในความรักความหวงแหนท้องถิ่น ชุมชมนี้ไม่สูญสิ้นซึ่งทรัพยากรทางธรรมชาติแน่นอนค่ะ” พูดไปสะกดใจตัวเองไป
ยามที่เรามีผู้บริหารประเทศที่ไม่ไยดีต่อความเป็นอยู่ของประชาชนแบบนี้ ยามที่รัฐบาลสนใจจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ ของตัวเองมากกว่าสนใจจะแก้ปัญหาของประชาชนแบบนี้ ยามที่ผู้คนส่วนหนึ่ง ยังหลงกระแสไปกับทุนนิยมสามานย์ บูชาเงินเป็นพระเจ้า และไร้ซึ่งจิตสาธารณะแบบนี้ เราท่านๆก็ต้องร่วมมือกันดูแลตัวเองกันต่อไปค่ะ เอวัง....ด้วยประการฉะนี้ |