• ครูเก๋
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : str099@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-04
  • จำนวนเรื่อง : 113
  • จำนวนผู้ชม : 60057
  • จำนวนผู้โหวต : 598
  • ส่ง msg :
<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน 2551
โจงกระเบนของยาย (เปิดกรุ สาย ข ของรักของหวง)
Posted by ครูเก๋ , ผู้อ่าน : 1256 , 20:55:37 น.   | หมวดหมู่ : My Diary  
พิมพ์หน้านี้


 

จริงๆฉันสนิทกับยายมาก

คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยถ่ายรูปกับยายไว้หลายรูป

แต่พอไปรื้อไปค้นแล้ว รูปถ่ายใบเดียวที่ฉันหาพบก็คือรูปนี้

สำหรับคนอื่นรูปนี้อาจเป็นเพียงรูปถ่ายเก่าๆใบหนึ่ง

มองดูก็เห็นแต่ภาพหญิงชราคนหนึ่งกับเด็กหญิงอีกคนหนึ่ง


 แต่สำหรับฉัน หลังจากหารูปนี้พบ

 ฉันนั่งมองอยู่ราวห้านาที สมองของฉันเริ่มประมวลภาพในอดีต

 เรื่องแล้ว เรื่องเล่า ฉันนั่งยิ้ม และ ร้องไห้ สลับกันไปมา

 โชคดีที่อยู่คนเดียว ไม่เช่นนั้นใครเห็นก็คงคิดว่าฉันบ้าไปแล้ว



 
ปี ๒๕๑๙ ฉันเพิ่งเกิด ยายอายุ ๖๘ ปี
 
ยายเป็นผู้ที่เลี้ยงฉันตั้งแต่เกิด

เพราะพ่อกับแม่ต้องออกไปทำงาน
 

 

ยายเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ผอมๆ บางคนบอกว่ายายหน้าดุ
 
แต่จริงๆแล้ว ยายเป็นคนที่ใจดีมาก
 
ยายตัดผมทรงดอกกระทุ่มแบบคนโบราณ
 
ชุดปกติ (ใส่อยู่บ้าน) คือเสื้อคอกระเช้ากับโจงกระเบน

ชุดออกงาน พิเศษหน่อย คือเสื้อลูกไม้
 
แต่ก็ยังนุ่งโจงกระเบนอยู่ดี
 

 ยายมีลูก ๗ คน เป็นผู้ชาย ๒ คน ผู้หญิง ๕ คน
 
แต่ตั้งแต่ฉันเกิดมาฉันก็เห็นยายอยู่กับแม่มาตลอด


ฉันเคยเฝ้าถามยายหลายครั้งว่าทำไมถึงเลือกมาอยู่กับแม่
 
ทั้งๆที่ลูกๆหลายคนก็อยากให้ยายไปอยู่ด้วย
 
ยายได้แต่ยิ้ม ส่ายหน้า และบอกว่า “ไม่รู้”


 ยายมีหลานสิบกว่าคน แต่ใครๆก็บอกว่าฉันเป็นหลานคนโปรด

ซึ่งเรื่องนี้ฉันก็แอบเข้าข้างตัวเองอยู่เหมือนกัน
 
เพราะยายตามใจฉันไปซะหมดทุกเรื่อง


ปี ๒๕๒๔ ฉันอายุ  ๕ ขวบ ยายอายุ  ๗๓ ปี

 
ฉันต้องเริ่มไปโรงเรียน ยายมีหน้าที่ปลุกให้ฉันตื่น
 
แต่งตัวให้ หาข้าวให้กิน นั่งสามล้อไปรับไปส่งที่โรงเรียน


 
ตอนเด็กๆฉันชอบมานอนที่ห้องยาย

ยายชอบสอนให้ฉันสวดมนต์
 
ฉันจำได้เฉพาะบทสั้นๆเท่านั้น


บทยาวๆท่องเท่าไรก็จำไม่ได้เสียที
 
ตอนนั้นฉันชื่นชมยายจริงๆ


ว่าเก่งจังที่จำบทสวดมนต์ยาวๆได้


เมื่อสวดมนต์เสร็จ ก่อนจะนอน

ฉันมักขอให้ยายเล่าเรื่องสนุกๆฟัง


เรื่องโปรดของฉันคือเรื่อง “ตาเถรกับยายชี
 
เรื่องสนุกๆแบบทะลึ่งๆเล็กน้อย 


(ยายเรียกเรื่องพวกนี้ว่า เรื่องสัปดี้สีปดน)
 

 เรื่องตาเถรกับยายชีของยายจะมีหลายตอน
 
บางตอน ฉันฟังไม่รู้จะกี่รอบแล้ว แต่ก็ไม่ยักเบื่อ
 
มักขอให้ยายเล่าซ้ำๆอยู่บ่อยๆ


        
 หลายเรื่องฟังจนจำได้แล้ว แต่ก็ยังขำ
 
ฉันหัวเราะตรงจุดเดิมๆทุกรอบ


บางคราวถึงกับรอขำล่วงหน้าก็ยังมี


  ปี ๒๕๒๘ ฉันอายุ ๙ ขวบ ยายอายุ ๗๗ ปี
 
ฉันเริ่มซนได้ที่ และสนุกกับการหยอกยาย
 

กิจกรรมโปรดของฉันคือการหยอกยาย
 
(จะเรียกว่าแกล้งก็เห็นจะไม่ผิด)


ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งจู่โจมไประดมหอมแก้มซ้ายขวาแบบแรงๆเร็วๆ

ไม่ว่าจะเป็นการจับนมยายสะบัดไปมาด้วยความหมั่นเขี้ยว
 
ไม่ว่าจะเป็นการจั๊กกะจี้เอวให้ยายเดียม หัวเราะ และดิ้นไปมา


 แต่กิจกรรมหนึ่งทำประจำและชอบมากก็คือ
 
"การดึงหางโจงกระเบน" ของยายที่เหน็บไว้ให้หลุดออก


 
สำหรับคนที่เคยนุ่ง เคยเห็น หรือรู้จักวิธีการนุ่งโจงกระเบน
 
คงจะนึกภาพออกว่าผ้านุ่งโจงกระเบนนั้นจะเป็นผ้าผืนใหญ่


เวลาจะนุ่งจะต้องม้วนๆผ้าให้เป็นเกลียวๆ
 
แล้วจึงนำหางไปเหน็บไว้ด้านหลัง
 

 เวลายายยืนเผลอๆ ฉันชอบวิ่งไปด้านหลัง
 
แล้วดึงหางโจงกระเบนให้หลุดลงมา


ยายค้อนพองามและบ่นกะปอดกะแปดว่า ไอ้เด็กบ้า”
 
แล้วก็บรรจงม้วนผ้าเพื่อทำเป็นหางโจงกระเบนต่อไป



บางวันฉันคึกมาก รักยายเป็นพิเศษ
 
ทำสถิติดึงวันหนึ่งถึงสี่ห้าครั้งก็มี
 
แต่ยายไม่เคยโกรธฉันสักครั้ง อย่างมากก็พูดว่า
 
เดี๋ยวจะโดน”
(พร้อมกับค้อนไปยิ้มไป)
 
สุดท้าย จนแล้วจนรอดฉันยายก็ไม่เคยตีฉันเสียที



 

 ปี ๒๕๓๔ ฉันอายุ ๑๕ ปี ยายอายุ ๘๓ ปี


ฉันเริ่มโตเป็นวัยรุ่นแล้ว แต่ฉันว่ายายไม่เห็นแก่ขึ้นเลย
  
 แม้ว่าฉันจะโตแล้ว แต่สำหรับยาย
 
ฉันก็ยังเป็นหลานสาวตัวน้อยของยายอยู่ดี
 
ฉันไม่กล้านอนหนุนตักแม่ (เขิน) ไม่รู้ทำไม
 
แต่ชอบนอนหนุนตักยายเป็นประจำ


 บางทีนอนไปก็แกล้งจับนมยายไปด้วย
 
กิจกรรมการหยอกยายยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
 
“การดึงหางโจงกระเบน” ยังคงเป็นกิจกรรมโปรดของฉัน
 

 ฉันเห็นแต่ยายใส่โจงกระเบนเก่าๆจึงอดถามไม่ได้ว่า
 
 ทำไมใส่แต่ผ้าเก่าๆ ผ้าใหม่ๆก็มีเต็มตู้


 เสียดาย ไม่อยากใส่ กลัวมันเก่า” ยายตอบ
 


 ปี ๒๕๓๘ ฉันอายุ ๑๙ ปี ยายอายุ  ๘๗  ปี
 
ฉันสอบ Entrance ติดที่ ม.เชียงใหม่
 
ฉันอยู่เชียงใหม่ ยายอยู่ชลบุรี


 
 ก่อนไปเชียงใหม่ฉันคุยกับยาย

 ยายบอกว่า เรียนจบไวๆนะ กลับมาเร็วๆ นะ

 ยายแก่แล้ว เดี๋ยวจะตายซะก่อน


 ฉันตอบไปว่า ไม่เอา ไม่พูด ต้องอยู่จนหนูเรียนจบนะ

 รออยู่จนแต่งงานเลยละกันนะ รอเลี้ยงลูกหนูด้วย

 สัญญานะ ได้ไหม


 ยายพยักหน้าและยิ้มให้ฉัน
 

 

 ปี ๒๕๓๙ ฉันอายุ ๒๐ ปี ยายอายุ ๘๘ ปี
 
ฉันเรียนชั้นปีสอง ปีนี้ฉันเริ่มเห็นว่ายายแก่ขึ้นมาก
 

 ยายเริ่มมีอาการของคนชรา คือป่วยออดๆแอดๆ
 
และขี้หลงขี้ลืม บางทีกินข้าวแล้วก็บอกว่ายังไม่ได้กิน
 
แต่ฉันแปลกใจมากที่ยายยังจำบทสวดมนต์ยาวๆได้
 

ยายยังคงสวดมนต์ทุกคืนก่อนนอน
 
บทเดียวกับที่เคยสอนฉันเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
 
บทยาวๆที่ป่านนี้ฉันก็ยังท่องไม่ได้
 
 
ช่วงนี้ลูกๆหลานๆ มาเยี่ยมยายกันบ่อยๆ
 
บางคนมารับยายไปอยู่ด้วยที่บ้าน
 
แต่อยู่ได้ไม่นาน ยายก็ร้องกลับบ้านที่เมืองชลทุกที
 

 
ฉันกลับมาเยี่ยมยายทุกๆปิดเทอมหรือช่วงวันหยุดยาว

ยายแก่ลงไปมากจริงๆปีนี้
 
ยายไม่ค่อยมีแรงเดินแล้ว ตาก็พร่ามัวมองไม่ค่อยชัด


แต่เมื่อเห็นฉันกลับชลบุรี ยายก็ยิ้มดีใจทุกครั้ง
 
กอดฉันทุกรอบที่เจอฉัน


และทำหน้าเศร้าทุกครั้งที่ฉันต้องกลับเชียงใหม่
 
กิจกรรมโปรดของฉันตอนอยู่กับยายคือตำหมากให้ยายกิน


 

 ต้นปี ๒๕๔๐ ฉันอายุ ๒๑ ปี ยายอายุ ๘๙ ปี

 ยายหลงลืมมากปีนี้ แต่ยายไม่ลืมฉัน
 

 ยายป่วยบ่อยมากในปีนี้ เข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น
 
ยายเดินไม่ไหวแล้ว ได้แต่ถัดไปมาอยู่ในบ้าน


แม่เป็นคนดูแลยายในทุกๆเรื่อง
 
ญาติๆและคนรู้จักหลายคนมาเยี่ยมยายกันถี่มาก
 

ยายมีอาการหลงอย่างรุนแรง


จำคนที่เคยรู้จักไม่ได้หลายคน
 
แต่ฉันดีใจที่ยายไม่ลืมฉัน



ยายยังคงยิ้มดีใจที่เห็นฉันกลับบ้าน
 
ยายยังคงกอดฉันทุกรอบที่เจอฉัน
(มือยายสั่นแทบตลอดเวลา)
 
และทำหน้าเศร้าทุกครั้งที่ฉันต้องกลับเชียงใหม่
 

กิจกรรมโปรดของฉันคือการคุยกับยายและถามยายว่า

 
จำเรื่องโน้นเรื่องนี้(ในอดีต)ได้ไหม
 
แปลกดี ยายหลงลืมหลายเรื่องในปัจจุบัน


แต่ยายจำได้แทบทุกเรื่องในอดีต
 

ฉันได้คุยกับยายเป็นครั้งสุดท้ายปลายเดือน พ.ค.๔๐
 
ก่อนจะกลับไปเรียนที่เชียงใหม่



 
 กลางปี  ๒๕๔๐ ฉันอายุ ๒๑ ปี ยายอายุ ๘๙ ปี
 
หัวใจฉันแทบสลาย เหมือนโดนมีดกรีดกลางหัวใจ

 วันที่ ๑ ก.ค. ๔๐

ช่วงบ่ายโมงหลังจากกลับจากเรียน มาถึงหอพัก
 
ฉันได้รับแจ้งว่ามีโทรเลขจากทางบ้าน
 
เป็นโทรเลขฉบับแรกและฉบับสุดท้ายในชีวิตที่ฉันเคยได้รับ


 ยายเสียแล้ว กลับด่วน บินมาก็ได้


เป็นข้อความสั้นๆที่แม่ส่งมา


หมายถึงให้ฉันนั่งเครื่องกลับด่วน
 
เป็นข้อความสั้นๆที่ฉันยืนอ่านวนไปวนมาอยู่หลายเที่ยว
 
ตาฉันพร่ามัวด้วยน้ำตาที่ไหลไม่หยุด



ฉันยืนช็อคอยู่หลายนาที
 
สมองตื้อ อ่านข้อความวนไปมา


หัวใจเหมือนจะหยุดเต้น
 
 เมื่อรู้สึกตัวฉันเดินขึ้นไปยังห้องพักที่อยู่ชั้นสาม
 
ร้องไห้แบบไม่อายใครไปตลอดทางเดินสามชั้น
 
รีบเก็บเสื้อผ้าและให้เพื่อนไปส่งที่ท่ารถโดยสาร
 
ฉันเลือกกลับคืนวันนั้นโดยรถประจำทางเชียงใหม่
-ชลบุรี
 
เพราะไม่อยากเป็นภาระให้ใครต้องมารับที่สนามบิน

 
ฉันจำได้ว่า ฉันนั่งร้องไห้มาตลอดทาง
 
ระยะทางกว่าเจ็ดร้อยกิโลเมตร ฉันร้องไห้จนหลับ
 
ตื่นมา ก็ร้องอีก ร้องไห้ หลับ ร้องไห้ หลับ


 
๒ ก.ค. ๔๐ จิตใจฉันปั่นป่วนในร่างที่มีชีวิต


 ยายนอนสงบนิ่งอยู่ในร่างที่ไร้วิญญาณ

 
 ฉันถึงเมืองชลในตอนเช้าด้วยตาที่บวมช้ำ
 
ฉันตรงไปที่วัด ไปกราบศพยาย นั่งนิ่งอยู่หน้าโลงศพ
 
และปล่อยให้น้ำตาไหลจนแห้งเหือดไปเอง
 

 ฉันเสียใจมากที่ไม่ได้อยู่ดูใจยาย
 
แม่บอกว่า แม่เป็นลูกคนเดียวที่ได้อยู่กับยายจนนาทีสุดท้าย
 
ยายเสียชีวิตกลางดึกบนตักของแม่
 

ฉันคิดเอาเองว่าที่ยายเลือกอยู่กับแม่ คงด้วยเหตุนี้กระมัง
 
แม่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากมายอะไร
 
แถมยังค่อนข้างจู้จี้จุกจิกในหลายเรื่องๆ 
 
ชอบบ่นยายที่ยายตามใจฉันมากเกินไป
 

แต่ฉันรู้ว่าแม่รักยายมาก อาจจะมากที่สุดในบรรดาลูกทุกคน
 
ยายเองก็คงรับรู้ได้เช่นกันจึงเลือกมาอยู่กับแม่
 
ตั้งแต่แรก จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต


...................................................................................


 หลังจากงานศพ ฉันและแม่ไปเปิดตู้เสื้อผ้าของยาย
 
และพบว่ามีเสื้อผ้าใหม่ๆที่ยายยังไม่เคยใส่อยู่หลายชุด
 
เสื้อผ้าที่ยายเคยบอกว่า เสียดาย ไม่อยากใส่ กลัวมันเก่า”
 
สุดท้ายยายก็เก็บมันไว้เสียจนไม่ได้ใส่จริงๆ


 แม่นำเสื้อผ้าของยายมอบให้ญาติๆไปแทบหมด
 
ฉันเลือกเก็บผ้าโจงกระเบนไว้ผืนหนึ่ง
 
เป็นสีเขียว สีที่เป็นชื่อของยาย ทั้งชื่อเล่นและชื่อจริง



 ปี ๒๕๕๑ สิบเอ็ดปีมาแล้ว นับจากวันที่ยายเสีย 

แต่สำหรับฉันมันเหมือนไม่นานนี้เอง

 

 ฉันว่าตอนนี้ยายคงได้ไปเกิดแล้ว

 เพราะยายเป็นคนดีมาก ฉันไม่เคยเห็นยายว่าใคร

ไม่เคยเห็นใครที่รู้จักยายแล้วจะไม่รักยาย
 

 ปกติผ้านุ่งโจงกระเบนของยายผืนนี้

จะสงบนิ่งอยู่ในตู้เสื้อผ้าของฉัน

แต่เนื่องด้วยโครงการเปิดกรุประสานรัก
        
ทำให้ฉันต้องนำมันออกมาอีกครั้งหนึ่ง

เพื่อมานำเสนอในเรื่องราวของ
ของรักของหวง



ผ้านุ่งโจงกระเบนธรรมดาๆ แต่มีคุณค่าต่อจิตใจฉันเหลือเกิน


 

 ทันทีที่เห็นผ้าผืนนี้ ภาพในวัยเด็กก็ลอยมาอีกครั้ง


ยายยืนอยู่ ยายเผลอ ฉันวิ่งมาด้านหลัง


ฉันดึงหางโจงกระเบนให้หลุด ยายค้อน

บ่นมุบมิบ แล้วนุ่งใหม่


ยายยืนอยู่ ยายเผลอ ฉันวิ่งมาด้านหลัง

ฉันดึงหางโจงกระเบนให้หลุด ยายค้อน

บ่นมุบมิบ แล้วนุ่งใหม่


ยายยืนอยู่ ยายเผลอ ฉันวิ่งมาด้านหลัง

ฉันดึงหางโจงกระเบนให้หลุด ยายค้อน

บ่นมุบมิบ แล้วนุ่งใหม่



 ครั้งแล้วครั้งเล่า  ครั้งแล้วครั้งเล่า  ครั้งแล้วครั้งเล่า...
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 224
ปากกาอาบน้ำผึ้ง วันที่ : 10/10/2008 เวลา : 21.49 น.
http://www.oknation.net/blog/phalapoj
super-hero

เขียนได้เยี่ยมมากครับผม
อ่านแล้วทำให้คิดได้ว่า
ตอนยายอยู่ ไม่ได้ดูแลท่านเลยเพราะผมยังเด็ก
พอโตแล้วรู้สึกเสียใจมาก
ไม่มียายในวันนี้
ความคิดเห็นที่ 223
ปัจเจกตน วันที่ : 09/10/2008 เวลา : 18.21 น.
http://www.oknation.net/blog/uthai
รักทุกคนด้วยจิตที่บริสุทธิ์

8คงโหวตไม่ทันแล้วสินี่ครู
ความคิดเห็นที่ 222
kokuril วันที่ : 01/10/2008 เวลา : 23.19 น.
http://www.oknation.net/blog/kokuril

อ๊ะ โหวตไม่ทันแล้วแฮะ
ช่วงนี้ไม่ได้เข้ามา Update อะไรเลย ก็เลยไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย

โหวตให้ไม่ทันซะแล้วครับ เห็นว่าปิดรับโหวตแล้ว

เพิ่งรู้ว่าครูเก๋ก็เป็นศิษย์เก่าม.ช.เหมือนกัน
(อายุน่าจะเท่ากันด้วย ผมเกิด ปี 2519 น่ะครับ)
แต่ผมเรียนรหัส 37 น่ะครับ

..............
ถ้ารู้ก่อนว่ามีโครงการนี้ อาจหามาร่วมสนุกบ้าง
เช่น ครกคู่บุญ (พอดีเกิดมาไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาด้วย แต่ เกิดวันที่แม่ซื้อครกมา)
ความคิดเห็นที่ 221
ครูติ๋ว วันที่ : 29/09/2008 เวลา : 23.44 น.
http://www.oknation.net/blog/romrawin

แวะมาแซวอีกรอบยายก็ชื่อเขียว
หมวกก็สีเขียว
เสื้อก็สีเขียว
อย่าโกรธจนหน้าเขียวล่ะอิอิ
ความคิดเห็นที่ 220
ครูติ๋ว วันที่ : 29/09/2008 เวลา : 23.41 น.
http://www.oknation.net/blog/romrawin

ดีใจด้วยนะคะที่มีคนแวะมาอ่านตั้งแปดร้อยกว่าคน
ถึงไม่ติดรางวัลอะไรก็คิดซะว่าบุญมีแต่กรรมมันบัง
บุญในที่นี้คือได้อยู่กับยายตั้งแต่เกิดจนยายตาย
กรรมคือไม่ได้อยู่จนเห็นวาระที่ยายจากไป
เพราะว่ายายรอครูเก๋ไม่ไหว ว่าจะอยู่อุ้มเหลนยาย
จนป่านนี้ครูเก๋ก็เอาแต่เรียนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ไม่สนใจชายใด ขืนยายอยู่มีหวังรอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เมื่อไหร่หลานเก๋จะแต่งงานซะที เฮ้อ////////
ไว้ชาติหน้าตอนตะวันโพล้เพล้แล้วค่อยแต่งเนาะ
ถ้าเจอเนื้อคู่กระดูกคู่เมื่อไหร่บอกด้วยนะ
จะรออุ้มหลานแทยยายเขียว5555555555566
น้ำหมากยายเขียวหกแล้วอิอิอิอิอิอ
ความคิดเห็นที่ 219
ครูเก๋ วันที่ : 26/09/2008 เวลา : 22.55 น.
http://www.oknation.net/blog/clear
+++++Merry X'mas & Happy New Year+++++


โอยเน็ตความเร็วไม่สูงนี่มันเข้าเน็ตลำบากจริงแท้หนอ

สวัสดีค่ะทุกท่านที่มาอ่าน
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ
ไม่ว่าจะโหวตให้้หรือไม่ไดโหวตให้ก็ตาม

จะห้าทุ่มแล้วนะคะตอนนี้ ใครที่กำลังเร่งอ่านเพื่อโหวตอยู่คงต้องเร่งสปีดกันน่าดู

คาดว่าช่วงใกล้เที่ยงคืน
โอเคเนชั่นอาจเกิดการจราจรติดขัด

ป.ล.ตอบเจ๊สายลม โจงกระเบนผืนนี้
ผ่านการนุ่งของยายมาแล้วจ้า แต่ไม่บ่อยครั้ง
ผ้านุ่งสีเขียวผืนนี้นี้มักใส่ในงานพิเศษ
คู่กะเสื้อลูกไม้สีขาวหรือสีเหลือง

ผ้าใหม่เก๋ไม่เก็บเลยพี่ให้ญาติๆไปหมดแล้ว
เรื่องกลิ่นตอนใหม่ๆก็มีบ้าง
แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วพี่เพราะผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว
(แต่กลิ่นที่อยู่ในใจเก๋ยังไม่จางหายไปนะ
...โอยเขียนเอง ซึ้งเอง บ้าไหมฉัน)
ความคิดเห็นที่ 218
wansuk วันที่ : 26/09/2008 เวลา : 22.30 น.
http://www.oknation.net/blog/wansuk

อ่านจบแล้วค่ะ ... ทุกตัวอักษร

คิดถึงหญิงชราที่อยู่เมืองจันท์...
ความคิดเห็นที่ 217
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 26/09/2008 เวลา : 22.11 น.
http://www.oknation.net/blog/swongviggit
บ๊ายยยบาย "ปีหนู".........."ปีฉลู" มาแว๊วววววววววววววว


เสียดายที่เป็นผ้าใหม่ ที่ยายยังไม่ได้นุ่ง ถ้าเป็นผ้าเก่าที่ยายเคยนุ่ง มันจะม่ความนุ่มนวล และมีกลิ่นเฉพาะตัวของเจ้าของผ้าผืนนั้น ลองไปหาดูสิเก๋ มันได้ฟิวกว่ากันแยะเลย แต่เห็นด้วยกับพี่ฉุยนะ ความรักและความผูกพันจะยังคงอยู่ ...... และอยู่กับเราตลอดไป ตราบใดที่เรายังจดจำ
ความคิดเห็นที่ 216
ฅนผ่านทาง วันที่ : 26/09/2008 เวลา : 21.29 น.
http://www.oknation.net/blog/konphantang
 Change  Attitude    Change  Life   

สวัสดีครับ
ผมเคยเข้ามาอ่านเรื่องนี้แล้วครั้งหนึ่งตอนที่เพิ่งโพสท์ แต่จำไม่ได้ว่าผมติดอะไรสักอย่างในตอนนั้นก็เลยไม่ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้

เมื่อคนเราได้ลืมตามาดูโลก สายตาทั้งคู่ได้ถูกมองผ่านหลากหลายเรื่องราวจนไม่สามารถจดจำได้ทั้งหมด แต่หากมีบางสิ่งบางอย่างที่เราสามารถจดจำและนำมาถ่ายทอดออกมาได้อย่างละเอียดลึกซึ้งที่สุด ผมเชื่อว่านั่นคือความทรงจำและความผูกพันอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องราว "โจงกระเบนของยาย" ก็เป็นที่สุดแห่งความผูกพันที่ยังอยู่ในความทรงจำของคุณตลอดไป และมันจะเป็นสิ่งจรรโลงใจ คอยย้ำคอยเตือน นำไปสู่ความคิดถึงในคำสั่งสอนให้หลานคนนี้ได้ดำเนินชีวิตไปตามครรลองที่ควร และดีที่สุด

ผมเชื่อเช่นนั้น

.....................
ขอโหวดให้ ณ ที่แห่งนี้ก็แล้วกันนะครับ เพราะสำหรับที่โน่นผมตั้งจะโหวดแค่เพียงสายละ 1 เอนทรี่ซึ่งผมก็ได้ทำไปแล้ว แต่ใช่ว่าจะไม่ชื่นชมความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งของในแต่ละเอนทรี่ของทุกๆ ท่าน

ผมตั้งใจไว้อย่างนั้น
ความคิดเห็นที่ 215
อุต-ศิลป์02 วันที่ : 26/09/2008 เวลา : 20.45 น.
http://www.oknation.net/blog/industrialart02


อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะ

ตอนที่แฝดน้องยังเด็ก ยายก็เป็นคนเลี้ยงแฝดน้องมาเหมือนกันค่ะ
ความคิดเห็นที่ 214
วิสุทธิญาณรังสี วันที่ : 26/09/2008 เวลา : 19.04 น.
http://www.oknation.net/blog/wisutthirangsee

เข้าไปโหวตให้แล้ว
ความคิดเห็นที่ 213
ไอ้เสือน้อย วันที่ : 26/09/2008 เวลา : 16.21 น.
http://www.oknation.net/blog/bravo

ไอ้เด็กบ้า
อ่านทุกบรรทัดนะ ครูเก๋ ออกตัวไว้ก่อนเดี๋ยวโดนดุ
ความคิดเห็นที่ 212
tuty วันที่ : 26/09/2008 เวลา : 10.04 น.
http://www.oknation.net/blog/tuty

ยายค้อนพองามและบ่นกะปอดกะแปดว่า “ไอ้เด็กบ้า”
. . .
ไม่เคยแกล้งยายค่ะ อิ..อิ..
อ่านแล้วน้ำตาซึมเลย
ความคิดเห็นที่ 211
fonsasami วันที่ : 25/09/2008 เวลา : 20.07 น.
http://www.oknation.net/blog/fonsasami