| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
ผลประโยชน์ชาติหรือของใคร....รักชาติหรือรักใคร การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของ สส. ไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นผลงานของตัวเอง ไม่ว่าจะนำเงินจากรัฐบาลมาใช้เพื่อเป็นผลประโยชน์ในการหาเสียงในสมัยต่อไป พฤติกรรมแบบนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสมัยไหนยุคไหน ทั้งหมดนี้เป็นเงินของประเทศ จัดเก็บภาษีโดยรัฐบาล ภาษีทั้งหมดเป็นเงินของประเทศและเราทุกคนเป็นเจ้าของ เราคนไทยทุกคนเป็นเจ้าของเงินภาษีนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญ คือ โครงการต่างๆ ไปถึงประชาชนหรือไม่ แต่ละโครงการเป็นรูปธรรมหรือไม่ ซึ่งการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมาประชาชนได้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ละโครงการสามารถผลักดันทำให้เกิดขึ้นได้จริง ประชาชนได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นโยบายขายฝัน เม็ดเงินภาษีมุ่งสู่ประชาชนอย่างแท้จริง และได้ปฏิรูประบบ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อให้การพัฒนาเป็นอย่างมีจุดหมายอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสู่ชาวรากหญ้าให้มีโอกาสในการทำมาหากินและพัฒนาตนเอง ด้วยเหตุนี่เองทำให้บุคคลบางกลุ่มเสียผลประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาหลายชั่วคนกลุ่มบุคคลเหล่านี้ไม่ได้ช่วยพัฒนาสังคม อาศัยความได้เปรียบทางสังคมกอบโกยผลประโยชน์ ขูดรีดประชาชน ประกอบอาชีพอย่างไม่สร้างสรรค์ ทำให้ประเทศเสียโอกาส แต่แล้วก็มีคนมองเห็นพฤติกรรมของบุคคลเหล่านี้ บุคคลกลุ่มนี้ได้เอาเปรียบประชาชนมานานแล้ว ทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการพัฒนา ทำให้มีปริมาณประชากรจนลงตามเวลาที่เพิ่มขึ้นทุกปี จึงได้ปฏิรูปโครงสร้าง ระบบต่างๆ และแก่กฏข้อบังคับต่างๆ เพื่อไม่ให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้มีโอกาสในการเอาเปรียบประชาชนได้ง่ายขึ้น และได้กระจายเงินสู่ประชาชนทั่วทุกภูมิภาคตามศักยภาพของแต่ละชุมชน เพื่อสร้างอาชีพ พัฒนาการเรียนรู้อย่างบูรณาการ และคำว่า บูรณาการก็เกิดขึ้นในสมัยนี้ ในเมื่อประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจน ขัดสน ขาดการศึกษา จะพัฒนาประเทศได้อย่างไรในเมื่อประชาชนยังเดือดร้อนอยู่ ต้องพัฒนาคนในประเทศให้มีความมั่นคงทางอาชีพ ทางการศึกษา สามารถดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสบายไม่ขัดสน ด้วยเหตุนี้จึงมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเสียผลประโยชน์ ซึ่งจากการสังเกตุกลุ่มเหล่านี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่เคยทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติเลย กลุ่มเหล่านี้ในวันๆหนึ่งได้ผลาญเงินไปกับสิ่งที่เป็นอบายมุข ส่วนการที่มีช่วยสังคมก็เพียงเพื่อชื่อเสียง การบริจาคเงินเพื่อการกุศลต่างๆ เป็นเพียงแค่เศษเงิน มันเทียบไมได้เลยกับการที่ได้เอาเปรียบและกอบโกยผลประโยชน์จากสังคม คำกล่าวอ้างว่า "รักชาติ" เป็นคำที่ไม่รู้ได้ว่ารักชาติมากแค่ไหน ทำเพื่อชาติมากแค่ไหน การอ้างว่ารักชาติต้องทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่มัวแต่กลัวว่าผลประโยชน์จะตกเป็นของคนอื่น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มันแตกต่างจากการกล่าวอ้างว่ารักชาติ บุคคลเหล่านี้จะอยู่เฉย นิ่งๆ ไม่เคยสร้างงาน ไม่มีโครงการที่เป็นรูปธรรม มีแต่นั่งรอดอกเบี้ย เงินปันผลอย่างเดียว ประเทศชาติจะตกเป็นของต่างชาติก็เพราะบุคคลเหล่านี้ เพราะมีอำนาจทางการเงินแต่กับนิ่งเฉยบ่อยให้ต่างชาติแทะเลมทางเศรษฐกิจ การอยู่นิ่งๆ ไม่เป็นอะไรแต่กับชักศึกเข้าบ้าน พฤติกรรมอย่างนี้อย่ามาอ้างว่า รักชาติ รักชาติต้องทำธุรกิจแข่งขันกับต่างประเทศ สร้างงานให้เงินหมุนเวียนภายในประเทศ ให้ประชากรมีอำนาจในการใช้เงินเพิ่มขึ้น การทำลายเพื่อนคู่แข่งซึ่งเป็นคนเชื้อชาติเดียวกันอย่าทำเลย อย่าเก่งแต่ในหวอด ออกนอกหวอดสู่กับต่างประเทศบ้าง อย่ามัวแต่ชักศึกเข้าบ้านอยู่เลย มาทำให้เศรษฐกิจของไทยเข้มแข็ง สู้กับประเทศอื่นดีไหม ? เราคงไม่หวังที่จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านหรอกนะ ถ้าเกิดเราแพ้ ลาว แพ้กัมพูชา แพ้พม่า เราจะเอาหน้าไปไว้ไหน? เราบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ประเทศที่เราแข่ง ได้แซงเราไปกี่ประเทศแล้ว ประชากรเรามีอะไรบกพร่อง ประชากรเราไม่มีคุณภาพใช่หรือเปล่า จึงทำให้ประเทศไม่พัฒนาไปไหนซักที สุดท้ายขอขอบคุณทุกคอมเม้นท์ ที่ได้คอมเม้นท์มา เรารับทุกคอมเม้นท์ ให้ท่านพิจารณาเองถึงความเหมาะสมในการใช้ถ้อยคำ เพราะคิดว่าท่านมีการศึกษามากพอ การที่เชื่ออย่าหัวชนฝาไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เราต้องเชื่ออย่างมีเหตุผล จากนั้นนำมาสรุปวิเคราะห์ให้เห็นเป็นภาพรวม อย่าไปปิดกั้นความคิดขออื่น อย่าปิดกั้นคนที่เอาข้อมูลที่แตกต่างมาบอกเรา การไปนั้งฟังเป็นการรับข้อมูลปลุกเร้า และเราไม่เคยรู้ข้อมูลด้านอื่นเลย เราจะฟังและเชื่ออย่างไม่มีเหตุผล เราโดนมอมเมา และเราก็ปิดโอกาสการรับรู้ |