พิมพ์หน้านี้
|
รอให้จนทุเลาลงเสียหน่อยค่อยเขียน เล่าการเมืองอีกครั้ง มีหลายประเด็นที่สะกิดใจ ชวนคิดอยู่เรื่อยๆ เหตุการณ์ต่างๆในช่วงนี้ มีทั้งการกลับประเทศของอดีตนายกคนหนึ่ง การโยกย้ายข้าราชการระดับสูง และการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา คาดว่าดีกรีการเมืองน่าจะไม่รุนแรงแล้วจึงนำมาคุยให้ฟัง ในเหตุการณ์ของการกลับประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรี ..ตัดมายาคติออกไป นี่คือการกลับประเทศของประชาชนชาวไทยคนหนึ่งที่พ้นสถานภาพทางการเมืองไปแล้ว กลับมาเพื่อสู้คดีที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ลงจากเครื่องบินแล้วกราบแผ่นดิน ลงข่าวหน้าหนึ่งเป็นภาพที่น่ามอง ดูแล้วก็สมเป็นสัญชาตญาณของชาวไทยแท้ๆ กราบไหว้สิ่งอันควรเคารพ ไม่ต่างจาก การกราบกราบไหว้พระพุทธรูป ขอพรในยามเดือดร้อน ประกาศตนว่าเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ได้นำหลักคำสอนมาใช้ในชีวิตประจำวัน ขาดการคบคิดพิจารณาแล้วปรับปรุงชีวิตของตนให้ดีขึ้นด้วยสติ ลงมือแก้ไขสิ่งที่ไม่เหมาะควร น่าจะเหมาะสมกว่าการก้มกราบแผ่นดิน ซึ่งไม่มีรายงานการวิจัยหรือโพลใดๆระบุว่าการก้มกราบแผ่นดินจะช่วยให้ปัญหาของประเทศไทยดีขึ้น มีประชากรหลายหมู่เหล่าไปต้อนรับที่สนามบิน ประชาชนที่ชื่นชอบ นักธุรกิจที่คุ้นเคย และ นักการเมืองที่คุ้นตา กลุ่มที่สามนี้ ผมค่อนข้างขัดต่อความรู้สึก เพราะบางคนเป็น ส.ส. ในสภา บางคนเป็นรัฐมนตรีว่าการหรือช่วยว่าการของกระทรวงต่างๆ เดินทางกลับเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 ตามเวลาที่เครื่องบินลงจอดและคนเหล่านั้นไปรอรับ เป็นวันเวลาราชการมิใช่หรือ ? เป็นเวลาที่ควรจะทำงานเพื่อประชาชนที่เลือกเข้าไป มิใช่ เพื่อไปรอรับใครสักคนที่สนามบิน ไม่ต้องมองระดับประเทศ ทุกสถานที่ราชการระดับท้องถิ่นก็มีประชาชนเข้าแถวรอรับบริการจากราชการหลายร้อยพันคน มีเรื่องราวที่ยื่นเรื่องดำเนินการ รออนุมัติพิจารณามากมาย หลายเรื่อง เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับปากท้อง รายได้ หรือ ความเป็นอยู่ ในระดับที่ผู้มีรายได้ระดับหลายสิบล้าน นั่งประชุมในห้องแอร์ และมีรถประจำตำแหน่งไม่มีวันเข้าใจ นักการเมืองรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า แจ้งไว้แล้วว่าจะมารับ ไม่มาก็เสียคน ฟังแล้วรู้สึกอ่อนใจ นักการเมืองเห็นหน้าตาของตนและคนๆเดียว สำคัญกว่าภาระงานที่ต้องทำซึ่งก็มาจากประชาชนทั่วประเทศเป็นเรื่องที่รอได้ไม่รีบร้อน สำคัญน้อยกว่าการมาต้อนรับผู้ที่พ้นสภาพทางการเมืองไปแล้ว ไม่ได้ต่อว่า แต่ขอเตือนใจ ให้คิดถึงระเบียบวิธีการทำงานที่ดี ทำงานตรงต่อเวลาและเสียสละเวลาของตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมิใช่พวกพรรค เข้ามาบริหารประเทศก็ควรบริหารด้วยหลักการทำงานที่ดี มิใช่ อารมณ์ ความรู้สึก ปัดภาระให้พ้นตัวไปวันๆและหาทางกอบโกยให้มากที่สุด และเหมือนที่ผมเคยเล่าไว้แล้ว ท่านทั้งหลายมีทรัพย์ หากวันหนึ่ง ประเทศล่มจมจนเกินฟื้นตัว ท่านจะซื้อเครื่องบินส่วนตัวลี้ภัยเศรษฐกิจไปประเทศโลกไหนก็ได้ที่ท่านพอใจ แต่สำหรับอีกหลายชีวิตยังต้องเกิดและตายที่นี่ ก้มกราบแผ่นดิน..จะมีอีกสักกี่ครั้ง..ประเทศจึงจะดีขึ้น หากส.ส.เลือกทิ้งสภา เพื่อไปรับคนๆเดียวๆ ผมว่า วิธีคิดของประเทศนี้มีปัญหา ด้วยเหตุผลง่ายๆ แค่นี้ หากประชาชนยังเลือกคนเหล่านั้นเข้าสู่สภา ผมว่า วิธีคิดของประชาชนคงมีปัญหาเช่นกัน มันเป็นวิธีคิดง่ายๆ เสียสละเพื่อส่วนรวม ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดตามหลักศีลธรรม รักษาทรัพย์สมบัติของชาติเอาไว้ ไม่ยากและเชื่อว่าคนที่อาวุโสแล้วน่าจะทำไหวและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลังต่อไป |