*/
  • กาแฟรสจืด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2011-12-14
  • จำนวนเรื่อง : 315
  • จำนวนผู้ชม : 194515
  • จำนวนผู้โหวต : 24
  • ส่ง msg :
  • โหวต 24 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน 2565
Posted by กาแฟรสจืด , ผู้อ่าน : 519 , 10:53:27 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

สิ่งที่ได้จากการจบ Half Marathon ระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร คือ ตัวเอง เป็นคนที่วิ่งระยะทาง 3-5 กิโลเมตรมาตลอด ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย มีแค่ช่วงต้องการท้าทายบ้างก็วิ่งไป 10 กิโลเมตร บ้าง (แต่ก็เหนื่อยมาก และ แทบจะนับครั้งได้เลย) ดังนั้น Half Marathon คือระยะที่ผมวิ่งต่อเนื่องไกลที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ (จริงๆจะบอกว่าวิ่งก็คงไม่ถูกนัก เพราะระยะกิโลเมตรท้ายๆ นี่แทบจะเดินเป็นส่วนมาก วิ่งเป็นส่วนน้อยเลยทีเดียว) และนี่คือสิ่งที่ผมได้รับจากการวิ่งจบ Half Marathon ครั้งแรก (เขามีระยะให้เข้าให้ได้ตามเวลาคือประมาณ 3 ชั่วโมง นะครับ ไม่ใช่ว่าจะจบระยะเวลาเท่าใดก็ได้ ผมก็จบตามนั้นเลย วิ่งช้าเป็นเต่าเลย คือต้องจบในเวลาประมาณนี้เท่านั้น จึงจะได้รับเหรียญ กับ เสื้อจบที่เราเรียกว่า เสื้อ Finisher) ผมจะใช้คำถามคำตอบเป็นการบอกว่าเราได้อะไรจากการวิ่ง Marathon ในมุมส่วนตัวผมนะครับ

คำถามที่หนึ่ง ทำไมต้องเป็น Scenic Marathon Chanthaburi (วิ่งผ่านเนินนางพญา)

ตอบ ถ้าอยากจะวิ่ง half marathon แรกซึ่งอาจจะเป็น half marathon สุดท้ายของชีวิตก็ต้องจังหวัดบ้านเกิดนี่แหละ จะเป็นที่อื่นไปไม่ได้เลย อีกทั้งชื่อก็ชวนวิ่ง ผมชอบทะเลสวยๆ landscape สวยๆ ก็เลยเลือกวิ่งที่นี่จริงๆ วิวในช่วงวิ่งขึ้นเนินใน 3 กิโลเมตรสุดท้ายนั้นสวยมาก เพราะเป็นจุดชมวิวเนินนางพญาที่ขึ้นชื่อของจันทบุรี(แต่ต้องยอมรับว่าตอนนั้นกลัวเข้าไม่ทัน ไม่มีเวลาถ่ายรูปแล้ว555 ) แต่ก็วิวสวยนั่นแหละ มากด้วย ผมโชคดีอย่างอากาศวันวิ่งไม่ร้อนแต่ฝนไม่ตก(มีความครึ้ม) ในบางจุดที่วิ่งลมพัดเย็นสบายมากอยู่ ผมขอบคุณผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณนั้นในช่วง ตีห้าถึงแปดโมงเช้ามากครับ ที่พยายามหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางและขับรถช้าๆเพื่อความปลอดภัยของพวกเรา

คำถามที่สอง สนุกไหม กับการวิ่ง half marathon ครั้งแรก

ตอบ มันน่าจะเป็นบรรยากาศ การจัดงานที่ผมไม่เคยเจอ(เพราะไม่เคยวิ่งระยะไกลขนาดนี้) ความแปลกใหม่ สนุกตรงแปลกใหม่กระมังครับ แต่สนุกแบบทรมานนะครับ ตอนวิ่งเหนื่อย ตอนจบวิ่งเท้าเป็นตะคริว ขาปวดระบม

คำถามที่สาม จะวิ่งอีกไหม ระยะไกลแบบนี้

ตอบ ผมว่าคำถามนี้ถามร้อยคนมีคนตอบไม่เหมือนกันแน่นอน ผมคิดว่า คำถามนี้ น่าจะได้คำตอบจากคำถามที่ว่า คุณวิ่งไปทำไม คุณหลงใหลอะไรในการวิ่งระยะไกล ถ้าคุณตอบได้ว่า คำตอบมันคืออะไร คำถามว่าจะวิ่งไกลๆอีกไหมก็จะถูกตอบ ผมคิดว่า บางคนวิ่งเพื่อสุขภาพ บางคนวิ่งเพื่อเอาชนะตนเอง บางคนวิ่งเพื่อสร้างมิตรภาพ(สังคม)ถือว่าเป็นการสร้างสังคมอย่างหนึ่ง สำหรับผม ผมเฉยๆนะ ถ้าจะต้องวิ่งระยะไกลอีก ผมคิดว่า ได้ลองครั้งหนึ่งก็พอแล้ว ไม่ต้องผ่านความเจ็บปวดถึงระยะ Marathon ก็ได้(หัวเราะ) ในวัยตอนนี้ ก็คิดว่าวิ่งเพื่อสุขภาพไปเรื่อยๆก็น่าจะเพียงพอเพราะผมลองวิ่งระยะไกลเพื่อให้รู้ถึงสภาวะที่เหนื่อยและต้องพยายามเป็นการท้าทายตนเอง แต่ประโยชน์ของการออกกำลังกายที่ผมยึดถือมาตลอดคือ สุขภาพ ผมก็วิ่งเพื่อสุขภาพนี่ ครับ แต่ผมคิดว่าถ้าท่านใดท่านหนึ่งได้อ่านบทความนี้แล้วไม่เคยวิ่งระยะไกลเลยแล้วไปลงวิ่ง ก็จะพบว่าคำตอบอาจจะเป็น ฉันจะต้องลง Marathon ต่อไปอย่างแน่นอนก็ไม่ว่ากันครับ อย่างที่บอกไป คุณต้องตอบให้ได้ก่อนว่าคุณวิ่งไปทำไม คุณไปหลงใหลอะไรในนั้น

คำถามที่สี่ คุณได้อะไรจากการลงฮาฟมาราธอนครั้งแรก

ตอบ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ผมจะแบ่งออกเป็นการเตรียมตัวก่อนลงแข่ง ระหว่างวิ่งจริง และหลังวิ่ง

ก่อนลงแข่ง ผมคิดว่าการที่ต้องทำอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ขีดจำกัดเดิมของคุณ คุณจำเป็นต้องกล้าและต้องมีระเบียบวินัยในการที่จะฝึกซ้อม และการเอาชนะใจตนเอง ตอนแรกผมกะว่าจะลงไม่ถึงฮาฟด้วยนะครับ แต่หัวหน้าสายออกกำลังกายที่ที่ทำงานบอกว่า “คุณเคยวิ่งถึง 10 กิโลเมตรได้ คุณน่าจะลงฮาฟไหวนะ” ว่าแล้วแกก็เชียร์ให้สมัครฮาฟไปเลย ผมก็คิดว่าตอนสมัครมีเวลาเดือนหนึ่ง ผมก็เอาก็เอาวะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว คิดว่าอาจจะเป็นการวิ่งระยะไกลครั้งแรกและครั้งสุดท้ายก็เลยลงระยะ 21.1 กิโลเมตรของงานนี้ไปเลย ตอนซ้อมผมค่อยๆเริ่มจาก ระยะ 3 กิโลเมตร เพิ่มเป็น  7.5 กิโลเมตร เพิ่มเป็น  10 กิโลเมตร และเพิ่มเป็น 15 กิโลเมตร และก่อนแข่งพยายามวิ่งให้ถึงระยะจริงคือ 21 กิโลเมตร คือไอ้ตอนซ้อมนี่มันก็ยากไปอีกแบบนะครับ ลงแล้วก็ต้องซ้อมครับ คือ ซ้อมให้ได้ระยะเวลาที่อึดพอ จะเดินๆวิ่งๆอย่างไรคุณต้องทำให้ได้สองชั่วโมงครึ่งถึงสามชั่วโมงตามระยะเวลาที่เขาให้ใช้ ระยะทางก็พยายามทำให้ได้ถึงระยะทางที่แข่งจริง แล้วก่อนแข่งสองสามวันก็ไม่ต้องซ้อมหนักแล้วเดินวิ่งเบาๆก็พอ นี่คือการซ้อมแบบบ้านๆของผม แล้วถ้าเราทำได้ตามซ้อมเราก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายเราได้ในการแข่งจริงแต่ การเอาชนะความเบื่อความขี้เกียจตอนซ้อมนี่แหละสำคัญ คุณอาจต้องพึ่งการฟังเพลงบ้างระหว่างวิ่งบ้างก็ว่ากันไป อีกเรื่องคุณซ้อมวางแผนความเร็วในการวิ่งแบบไหนคุณก็เอาแบบนั้นแหละ ไม่ใช่ไปอัดความเร็วเยอะๆคุณก็จะหมดครับวิ่งไม่ถึง บาดเจ็บ อะไรอย่างนั้น การทำอะไรที่ใหญ่มากขึ้นต้องการการวางแผนที่มากขึ้นการวิ่งระยะไกลก็เช่นกัน คู่แข่งอาจกดดันให้คุณวิ่งเร็วแต่การวิ่งคือการแข่งกับตัวเองครับ จำไว้เลย คุณทำได้ตามที่ซ้อม คุณทนกับความเหนื่อยแล้วคุณเข้าเส้นชัยแน่นอน

ระหว่างวิ่ง ผมบอกแล้วทำตามที่ซ้อมวิ่งด้วยความเร็วตามที่ซ้อม(ไม่สนใจด้วยใครจะวิ่งเร็วนำหน้าไปก่อน) เนินขึ้นผมเดินเร็ว เนินลงผมก็ปล่อยความเร็วธรรมชาติ นี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้นะครับ(เพราะผมไม่ได้จะเข้าที่หนึ่งนี่นา) แล้วก็วิ่งไปเรื่อยๆ บางช่วงวิวดีก็เสพวิวไป มันเป็นความสุขแบบที่คุณต้องไปสัมผัสเองตอนวิ่งระยะไกลๆ บางคนอาจจะหลงใหลในบรรยากาศแบบนี้ก็ได้นะครับ เลยไปลงวิ่งอีก มาถึงประเด็นละเอียดอ่อนนะครับ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเรามีบ้านแถวนั้น ที่เขาจัดวิ่งเราก็คงรู้สึกไม่พอใจทำให้การออกไปทำงานออกไปธุระข้างนอกบ้านไม่สะดวก ผมก็ต้องขออภัยในความไม่สะดวกและขอบคุณบุคคลเหล่านั้นมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ คือ เรื่องนี้พูดยากนะครับ ความคิดเห็นส่วนตัวในมุมของผู้วิ่งเมื่อคุณบรรลุวัตถุประสงค์ในตนเองเข้าใจในตนเอง ตอบตัวเองได้ว่าวิ่งไปทำไม คุณก็จะตอบได้ว่าคุณจะลงวิ่งอีกไหม หรือ งานวิ่งยังจำเป็นสำหรับคุณอีกไหม (คุณวิ่งคนเดียวก็ได้นี่ ถ้าท้าทายตนเองอุปกรณ์เก็บระยะสมัยนี้ทันสมัยมากอยู่) คุณอาจจะวิ่งเดี่ยวๆไม่ต้องรบกวนใครแล้วก็ได้ครับแต่การวิ่งระยะไกลโดยส่วนตัวคิดว่าเป็น สภาวะที่ต้องสัมผัสด้วยการลงมือทำด้วยตนเอง จะมาคิดว่าเหนื่อยมากอะไรอย่างนั้นจะไม่เข้าใจ แต่ในมุมของผู้อาศัยบริเวณนั้นก็อยากให้กำลังใจ ให้มองแง่บวกไว้ครับระยะเวลาประมาณหนึ่งวัน เศรษฐกิจแถวนั้นก็น่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาไม่มากก็น้อย และการเสียสละความไม่สะดวกของคุณก็ช่วยให้คนหลายคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น(ไม่ต้องมีสุขภาพที่ดีแบบนี้ก็ได้กระมัง555 ชงเองตบเอง) และอีกหลายคนได้ค้นพบขีดจำกัดใหม่ของตนเองและ มีความพยายามในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น หรืออย่างน้อยพวกเขาที่มาลงวิ่งก็ไม่ได้ไปทำอะไรที่ไม่ดีในช่วงระยะเวลาที่วิ่งครับ ขออภัยและขอบคุณอีกครั้งครับ
หลังวิ่ง ตอนเข้าเส้นชัยใหม่ๆ ถ่ายรูปไปบอกแม่ก่อนเลยว่าทำได้แล้ว 555 ตะคริวที่เท้า และ การปวดตึงทีขาเริ่มตามมา ทุกสิ่งมีเรื่องที่เราต้องแลก ห้อเลือดเล็บเท้าเล็บเท้าดำไปหมด ปวดน่อง ปวดต้นขา บางคนล้มเป็นแผลเลย(ผมไม่ล้มนับว่าโชคดี) การออกจากขีดจำกัดเดิมมีเรื่องที่เราต้องแลกทั้งสิ้นแต่ สิ่งที่เกิดขึ้นในใจคือดูเหมือนมันยากแต่เราก็ทำมันได้นี่หว่า ความมั่นใจ ความภูมิใจ จะเกิดขึ้นทันที(ผมคิดว่าถ้าเป็นการวิ่งระยะไกลแบบที่คุณไม่เคยวิ่งมาก่อนนะครับ แต่ผมคิดว่าความรู้สึกนี้น่าจะลดลงในการวิ่งครั้งถัดๆไปที่ระยะเท่าเดิม อยากจะคงความรู้สึกนี้ไว้ต้องวิ่งให้ไกลขึ้นหรือวิ่งให้เร็วขึ้นที่ระยะเท่าเดิม เอ่อ การเสพติดความสำเร็จก็น่าจะเป็นอีกเหตุผล(จะใช้ว่าความสำเร็จหรือต้องการที่จะไปให้ดีขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าจะวิ่งได้ไกลขึ้นหรือวิ่งได้เร็วขึ้นที่ระยะเท่าเดิมก็ตาม) ที่ทำให้คนวิ่งลงแข่งต่อไป หรือ บางคนจะผันตัวไปวิ่งเพื่อล่ารางวัลก็เป็นได้

บทสรุป ผมจบวิ่ง 21 กิโลเมตร ในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงตามระยะเวลา cut off  พอดีจะช้าแค่ไหนผมก็ภูมิใจครับบอกเลย (ระยะเวลาที่ได้เหรียญและได้เสื้อ) ถ้าเทียบคุณต้องวิ่งชั่วโมงละ 7 กิโลเมตรเป็นเวลา 3 ชั่วโมง อาจจะดูยากแต่ถ้าคุณได้ลองทำได้ลองซ้อม สิ่งที่ดูยากก็อาจจะเป็นไปได้ก็ได้นะครับ จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม คุณต้องแลก เหนืออื่นใด ลองไปทำอะไรที่ท้าทายขีดจำกัดเดิมสักครั้งในชีวิตนะครับ ไม่ต้องวิ่งก็ได้(แต่การวิ่งระยะไกลที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนถือเป็นกุศโลบายที่ใช้หลอกตัวเองที่ทำได้ง่ายที่สุดและเห็นเป็นรูปธรรมที่สุด คุณว่าไหมครับ) คุณอาจจะได้อะไรจากการวิ่งระยะไกลที่ตัวเองไม่เคยวิ่ง(ผมจะเรียกว่าระยะท้าทายซึ่งแต่ละคนระยะทางที่ท้าทายอาจไม่เหมือนกันบางคน 3 กิโลเมตร บางคน 21 กิโลเมตร(ถ้าระยะนี้เป็นระยะท้าทายของผมก่อนมาวิ่ง) หรือบางคนระยะมาราธอนเลยคือ 42.195 กิโลเมตรสำหรับตนเองไม่เหมือนผม) แต่อย่างที่บอกครับ ผมชอบเรียกมันว่า สภาวะ เพราะว่า สภาวะ นั่นหมายถึงคุณสัมผัสหรือลงมือทำสิ่งนั้นแล้วพบหรือสัมผัสจนเข้าใจประสบการณ์แบบนั้นด้วยตนเองครับ เราจะเรียกสภาวะนี้ว่าอะไรดีครับ คุณน่าจะเป็นคนนิยามคำตอบนี้ครับ

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน