วันอังคาร ที่ 31 กรกฎาคม 2550
ไวรัสตับบี รุนแรงแค่ไหน...
Posted by
มะไฟจีน
,
ผู้อ่าน : 246
, 21:51:17 น.
| หมวดหมู่ :
สวยใส สุขภาพดี เริ่มต้นที่ตัวเอง
พิมพ์หน้านี้
 ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นโรคตับอักเสบชนิดหนึ่ง โดยอาการของโรคแบ่งได้ 3 ระยะ คือ
- ระยะที่ 1 ตับอักเสบเฉียบพลัน พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลัน ประมาณ 1 ใน 3 เกิดจากไวรัสตับอักเสบ บี โดยผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกแน่นบริเวณชายโครงขวาจากการที่ตับมีขนาดโตขึ้น ปัสสาวะมีสีเข้ม ตาเหลือง ผู้ป่วยที่มีอาการในระยะนี้จะมีโอกาสหายเป็นปกติสูงร้อยละ 90 - 95 และมีเพียงร้อยละ 5 - 10 เท่านั้นที่ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ ในกรณีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากอาการดังกล่าวมีจำนวนน้อยกว่าร้อยละ 1 - ระยะที่ 2 ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการของโรค มักไม่มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีอาการตัวตาเหลือง การตรวจร่างกายอาจเป็นปกติ ดังนั้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยดูการอักเสบของตับจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ทราบถึงความผิดปกติในการทำงานของตับได้ ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังที่มีอาการและเซลล์ตับได้รับการทำลายมาก ๆ จะกลายเป็นโรคตับแข็งในที่สุด - ระยะที่ 3 ตับแข็ง ในระยะแรกจะไม่มีอาการ อาจมีเพียงอ่อนเพลียกว่าปกติ หากมีอาการมากนั่นหมายถึงตับเริ่มเสื่อมลง โดยผู้ป่วยส่วนมากที่มาพบแพทย์จะมาเพราะอาการแทรกซ้อน เช่น อาเจียนเป็นเลือด เท้าบวม ท้องบวม หรืออาจเป็นมะเร็งตับ
การรักษา
1. ผู้ป่วยที่มีอาการการแก้ตับอักเสบเฉียบพลัน จะค่อย ๆ ทุเลาขึ้นเองเมื่อพักผ่อนและรับประทานอาหารให้พอเพียง ผู้ป่วยบางรายเข้าใจว่าการดื่มน้ำหวานในปริมาณมาก ๆจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะน้ำตาลจะไปเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในตับ และอาจทำให้ตับโตจุกแน่นกว่าปกติ 2. ส่วนมากผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรังจะไม่แสดงอาการ แพทย์จะใช้อินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ซึ่งเป็นยาฉีด โดยใช้ติดต่อกันอย่างน้อย 4 - 6 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผล ซึ่งประมาณร้อยละ 30 - 40 จะมีอาการอักเสบของตับลดลงพร้อมกับปริมาณของไวรัสที่ลดลงด้วย เนื่องจากตัวยาดังกล่าวมีราคาแพงและมีฤทธิ์ข้างเคียงมาก ในการใช้แต่ละครั้งจึงควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ระบบทางเดินอาหารเท่านั้น นอกจากนั้นอาจใช้ยารับประทาน ลามิวูดีน ซึ่งได้ผลพอสมควรและฤทธิ์ ข้างเคียงน้อยกว่า อย่าไรก็ตามการรับประทานยานานๆ อาจมีโอกาสทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้มากถึงร้อยละ 20 ในปีแรกและมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอจะทำให้โรคกำเริบได้ และที่สำคัญคือทั้งยารักษาอินเตอร์เฟอรอน และลามิวูดีนใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วยที่การทำงาน ของตับเป็นปกติหรือกลุ่มพาหะ 3. ผู้ป่วยควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น ออกกำลังกายและหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญที่ควรทราบก็คือ การรับประทานยาคุมกำเนิดจะ ไม่ส่งผลกระทบต่ออาการของโรค และผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี สามารถตั้งครรภ์ได้
เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี พบได้ในเลือด น้ำเลือด สิ่งคัดหลั่ง ของคนที่มีเชื้อนี้ ทางเข้าของเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้แก่
1.ได้รับเลือด น้ำเลือด ของผู้ที่มีเชื้อนี้ จึงอาจเกิดจากการใช้ของมีคม ของใช้ที่เปื้อนเลือดร่วมกับผู้ติดเชื้อ เช่น ใบมีดโกน แปรงสีฟัน อุปกรณ์สักผิวหนัง การเจาะหูที่ไม่สะอาด เชื้อสามารถเข้าทางผิวหนังที่ถลอก มีบาดแผล สำหรับการรับบริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล โอกาสติดเชื้อน้อยน้อยมาก เลือดที่ให้ผู้ป่วย จะตรวจสอบว่าไม่มีเชื้อแน่นอน เข็มใช้เฉพาะบุคคล อุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกชนิดจะทำให้ปราศจากเชื้อก่อน ใช้งานทุกครั้ง 2.ทางเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อนี้ พบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ในน้ำอสุจิ น้ำช่องคลอด เมื่อคู่สมรสมีเชื้อ อีกฝ่ายหนึ่งต้องตรวจเลือดว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ถ้าไม่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ไม่มีภูมิคุ้มกัน แนะนำฉีดวัคซีน ป้องกันการติดเชื้อ การใช้ถุงยางอนามัย ก็สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้ 3.ทารกที่คลอดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี อาจติดเชื้อได้ระหว่างคลอด การเลี้ยงดูใกล้ชิด ปัญหานี้ลดลงในปัจจุบัน เนื่องจากแพทย์จะฉีดวัคซีนให้ทารกแรกคลอดทันทีร่วมกับการให้ภูมิคุ้มกันโรค 4.ทางสัมผัสใกล้ชิด (Close contact) ระหว่างผู้มีเชื้อนี้กับผู้อื่น เช่น สมาชิกในครอบครัว เด็กวัยเรียน
การกินเหล้ามีส่วนทำให้เชื้อกำเริบได้ ทำให้มีตับอักเสบ มะเร็งตับได้ต้องรักษาตัวหรือไม่ ขึ้นกับว่า คุณมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ร่วมกับความผิดปกติของตับหรือไม่ ถ้ามี ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับ ก็ต้องรับการรักษาแน่นอน ถ้าไม่มีปัญหา เป็นเพียงพาหะ (Carrier) ก็ไม่ต้องรักษาใด ๆ แต่ควรตรวจติดตามเป็นระยะ ๆ เชื้อไวรัสตับอักเสบ มีหลายตัว ได้แก่ไวรัสตับอักเสบ A, B, C, D, E, G, X
วิธีป้องกันโรคนี้ได้อย่างไร ในปัจจุบัน วิธีป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้โดยการฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ดีที่สุดการเลือกฉีดวัคซีน จะแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
1. ในเด็ก การฝากครรภ์จะทำให้ทราบว่ามารดามีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือไม่ ถ้าเป็นโรคนี้ควรให้วัคซีนแก่ทารก ตั้งแต่แรกคลอดให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งถ้าเด็กได้รับเชื้อตั้งแต่แรกเกิดแล้ว จะมีโอกาสเป็นตับแข็ง หรือเนื้องอกของตับตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนในเด็กที่คลอดจากมารดาที่ปกติ ในปัจจุบันก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนตั้งแต่เด็กด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อเมื่อเด็กโตขึ้น
2. ในผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับคน ๆ นั้น จะเสี่ยงต่อการติดโรคได้มากน้อยเพียงใด ถ้าเสี่ยงต่อการติดโรคนี้ ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีน แต่ก่อนฉีดวัคซีนควรได้รับการเจาะเลือดตรวจก่อนว่ามีภูมิต้านทานโรคนี้หรือยัง เพราะว่ามีคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเจาะเลือดดูจะพบว่ามีภูมิต้านทานอยู่แล้ว หรืออาจมีเชื้ออยู่ในร่างกายแล้ว ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องฉีดในคนสูงอายุ อาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน ก่อนฉีดวัคซีนควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ทั้งที่ทำจากเลือดและผลิตโดยกรรมวิธีพันธุวิศวกรรม โดยฉีดวัคซีน 3 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยมีระยะห่างระหว่างเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ประมาณ 1 เดือน ส่วนเข็มที่ 3 ควรห่างจากเข็มแรก 6 เดือน ซึ่งวิธีนี้ได้รับความนิยมมากกว่า ผู้ที่มีภูมิคุ้มกับปกติจะเกิดภูมิต้านทานสูงถึงร้อยละ 90 - 95 หากฉีดครบแล้วไม่มีความจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นอีก เพราะเชื่อว่ามีภูมิต้านทานตลอดไปค่ะ
| ข้อมูลจาก www.bangkokhealth.com |
|