• ทราย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : penngi@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-08
  • จำนวนเรื่อง : 101
  • จำนวนผู้ชม : 41921
  • จำนวนผู้โหวต : 69
  • ส่ง msg :
ข่าวไม่เด่น
รวมเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ใช่ข่าวใหญ่ ข่าวหลบมุม ตกข่าว และ เรื่องราวดีๆ อีกมากมาย ที่ไม่มีข่าว
Permalink : http://www.oknation.net/blog/coolnews
วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม 2550
4 ปี นรกในเขมร เรื่องเก่าที่ควรหยิบมาอ่านใหม่
Posted by ทราย , ผู้อ่าน : 241 , 12:10:51 น.   | หมวดหมู่ : ภาษา  
พิมพ์หน้านี้


หนังสือเรื่อง  “๔ ปี นรกในเขมร”


เขียนโดย นะอิโต ยาสึโกะ    แปลโดย ผุสดี นาวาวิจิต

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในเขมรช่วงสงครามเขมรแดง ระหว่าง พ.ศ.๒๕๑๘-๒๕๒๒  บันทึกโดยสตรีชาวญี่ปุ่น ชื่อ ยาสึโกะ นะอิโตะ  ภรรยาของท่านฑูต ประเทศกัมพูชา(เขมร) “โศ ทันลัน”   
ยาสึโกะ พบรักกับท่านฑูต “โศ ทันลัน” ขณะที่ท่านไปประจำอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ท่านฑูตเกิดในตระกูลผู้ดีของเขมร ได้รับการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส   ยาสึโกะเป็นสตรีญี่ปุ่นคนแรกที่ได้แต่งงานกับชาวกัมพูชา ขณะที่เธออายุ ๒๓ ปี และ ท่านฑูต  โศ ทันลัน อายุ ๓๙ ปี 

หลังจากแต่งงานแล้วทั้งคู่ได้กลับไปอยู่ที่กรุงพนมเปญ  ขณะนั้นพนมเปญเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์มาก  เงียบสงบและน่าอยู่  สามีของเธอถูกส่งไปเป็นฑูตประจำที่ไซ่ง่อน ๓ ปี จากไซ่ง่อนไปมอสโคว์อีก ๔ ปี  กลับจากมอสโคว์ในปี พ.ศ.๒๕๑๑   และได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปฑูตประจำโปแลนด์ ในปี พ.ศ.๒๕๑๓ 

ปี พ.ศ.๒๕๑๕  เมื่อยาสึโกะกลับมาประเทศเขมรอีกครั้งหนึ่ง ประเทศซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนเริ่มยากจน อดอยาก และหวาดกลัวกับสภาพสงคราม แม่น้ำโขงที่เคยดูสวยงาม กลายเป็นสายน้ำที่มีซากศพให้เห็นอยู่เสมอ  บ้านพักของครอบครัว โศ ทันลัน นั้นอยู่ในย่านคนมั่งมีของพนมเปญ เมื่อกลับจากโปแลนด์  สามีของเธอครบเกษียณอายุราชการ  มีบริษัทน้ำมันของฝรั่งเศส และหน่วยงานของรัฐบาลติดต่อให้ไปทำงานด้วย แต่เค้าปฏิเสธ เพราะอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบ  แต่การณ์กลับไม่เป็นไปตามที่ โศ ทันลัน คาดหวัง เนื่องจากในปีนั้นเอง กองทัพเขมรแดงเริ่มยิงปืนใหญ่เข้ามาในเมือง ได้ยินเสียงผ่านหลังคาบ้านไปทุกคืน แต่ละคืนนับครั้งไม่ถ้วน สองสามีภรรยา อยากย้ายไปอยู่ถิ่นอื่น แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเพิ่งตั้งหลักปักฐานในพนมเปญได้ไม่นาน

ในวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๖  ยุติสงครามในเวียดนาม กองทัพอเมริกันถอนกำลังออกไปจากเวียดนามโดยสิ้นเชิง แต่ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๘  กองทัพเขมรแดงได้เคลื่อนเข้าสู่กรุงพนมเปญ  ยาสึโกะได้รับคำแนะนำจากทางสถานฑูตให้รีบเดินทางออกจากประเทศกัมพูชา โดยเร็วที่สุด แต่เธอตัดสินใจอยู่ต่อเนื่องจากผู้ที่มีหนังสือเดินทางของญี่ปุ่น มีเพียงตัวเธอ และลูกชายคนโตที่เกิดในญี่ปุ่น เธอไม่อยากทิ้งสามีและลูกชายคนเล็กไป

๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๘  ทหารได้ยึดบ้านของเธอ  และสั่งให้ครอบครัวของเธออพยพออกไป  พวกทหารฉีกธนบัตรทิ้ง เงินตราไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป  การได้มาซึ่งสิ่งของโดยการนำสิ่งของที่มีติดตัวมาไปแลก เช่นเสื้อ กางเกง  นาฬิกา  ของใช้อื่นๆ  ผู้คนจะถูกพวกทหารของเขมรแดง ต้อนไปรวมกันในเมืองที่ห่างไกลจากพนมเปญ  ตามป่าเขา หรือชนบทห่างไกล ทุกคนต้องทำงานเพื่อแลกกับการปันส่วนอาหาร  ข้าวสารและเกลือ โดยจะได้ข้าวสาร 3 กระป๋องนม ต่อหนึ่งครอบครัวต่อวัน  ครอบครัวไหน ที่มีสมาชิกมาก ก็จะมีอาหารไม่พอแบ่ง เพราะพวกทหารไม่สนใจว่าครอบครัวหนึ่งจะมีกี่คน  และถ้าครอบครัวไหนไม่มีคนทำงาน ก็จะไม่ได้รับการปันส่วนอาหาร 

 ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๕  ลูกชายคนโตของยาสึโกะ อายุเพียง ๑๗ ปี ต้องจบชีวิตลงด้วยโรคไทฟอยด์   ชีวิตความเป็นอยู่ขณะนั้นลำบากมาก ไม่มียา และอาหารที่ไม่เพียงพอ ต้องกินน้ำข้าวและกินเกลือเป็นกับข้าว ปันส่วนแบ่งเกลือกันกินคนละ ๑๐ เม็ด  จำต้องทำพิธีฝังศพของเขาอย่างง่ายๆ ที่ใต้ต้นตาล พวกทหารเขมรแดง เกลียดชังพวกที่มาจากพนมเปญ เพราะพวกเขาได้รับการอบรมสั่งสอนมาว่า “พวกชาวพนมเปญมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ตึกรามบ้านช่องใหญ่โต อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ จัดงานเลี้ยงรื่นเริงทุกคืน ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยโดยไม่คิดถึงคนอื่น”

ภาพประกอบจาก  news.bbc.co.uk

พวกทหารได้สั่งให้แยกบ้านอยู่  รวมกันสองครอบครัวไม่ได้และให้สร้างบ้านเอง เธอและสามีไม่รู้วิธีสร้างบ้านแบบชาวบ้าน ได้แต่เอาก้อนหินมาวางเรียงทำเป็นฐาน แล้วเอาไม้กระดานปูข้างบน เอาเสามาปักไว้สี่มุม หลังคากับฝาบ้านใช้ใบตาลเย็นเป็นตับๆ  กระท่อมหลังหนึ่งต้องใช้ใบตาลประมาณ ๑๐๐ ใบ  ถ้าจะนำของไปแลกไม่ทำเอง ก็ต้องใช้ข้าวสาร ๑ กระป๋องนม แลกกับใบตาล ๕ ใบที่เย็บเสร็จแล้ว เป็น ๑ตับ  โทนี่ลูกชายคนสุดท้องของเธอจึงต้องปีนขึ้นไปตัดใบตาลซึ่งสูงประมาณ ๑๐ เมตร เธอจะเป็นคนเย็บใบตาล ส่วนสามีนำไปมุงหลังคา

๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๘  โทนี่ลูกชายคนเล็กของยาสึโกะ ได้รับบาดเจ็บภายใน จากการตกต้นตาล และเสียชีวิตขณะที่ทุกคนออกไปทำงานเพื่อขอปันส่วนอาหาร  ยาสึโกะได้แต่ขลิบผมลูกชายไว้เป็นที่ระลึกแทนกระดูก แล้วเอาผืนไม้ไผ่สานมาห่อตัวโทนี่แทนโลงศพ แล้วนำไปฝังนอกหมู่บ้าน เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านให้จัดการศพให้เสร็จก่อนตะวันตกดิน   ต่อมาพวกทหารสั่งให้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านทะเปนทะมอ กลางป่าลึก มีการแบ่งปันที่ดิน แล้วก็สร้างบ้านอยู่กันที่นั่น ทำให้เธอและสามี ซึ่งตอนนี้เหลือกันแค่สองคนไม่มีปัญญาสร้างบ้านต้องนอนกันอยู่ตามพื้นดิน 

๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๘  สามีของเธอเสียชีวิตไปอีกคน เนื่องจากการขาดอาหารและการทำงานหนัก  ไม่มียารักษาโรค  ยาสึโกะได้ตัดผมสามีออกมาปอยหนึ่ง เพื่อเป็นที่ระลึก และปลดพระที่ห้อยคอเขาอยู่ออก พระองค์นี้สลักขึ้นจากฟันของแม่เขา และฝังศพสามีไว้ที่หมู่บ้านนั้นเอง หลังจากสามีของโยสึโกะเสียชีวิตแล้ว เธอได้ไปพักอยู่กับครอบครัวหมอที่สถานพยาบาลของหมู่บ้าน เพื่อทำงานบ้าน เลี้ยงลูกให้หมอและภรรยา รวมถึงช่วยทำยาลูกกลอน ที่ทำมาจากสมุนไพรพื้นบ้าน ขณะนั้นเธออายุได้ สี่สิบกว่าปี แต่ผมหงอกไปทั้งศีรษะ ดูราวกับคนอายุ หกสิบก็ไม่ปาน  ยาสึโกะอยากกลับประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากสามีและลูกตายหมดแล้วไม่มีประโยชน์อันใด ที่จะอยู่ที่กัมพูชาอีกต่อไป  เธอจึงไปปรึกษาหัวหน้ากลุ่ม ว่าอยากจะส่งจดหมายไปที่กระทรวงต่างประเทศที่พนมเปญได้หรือไม่  เขาแนะนำให้เธอเขียนขึ้นมาสองฉบับ ถึงกระทรวงต่างประเทศฉบับหนึ่ง และสถานฑูตฝรั่งเศสอีกฉบับหนึ่ง ขณะนั้นเป็นช่วงปีพ.ศ.๒๕๑๙

เดือนเมษายน ๒๕๑๙  เธอก็ต้องอพยพย้ายไปอยู่หมู่บ้านเมา ใกล้ชายแดนประเทศไทย รอบหมู่บ้านมีแต่ท้องทุ่งท้องนา ได้พักอยู่ในบ้านร้างที่ชาวบ้านที่นี่อพยพไปหมดแล้ว   อยู่ที่หมู่บ้านเมาได้เกือบปี โดยที่ใครทำงานก็ได้ปันส่วนอาหาร ใครไม่ทำงานก็ไม่ได้  แต่ส่วนอาหารที่ปันก็ลดลงทุกที จนมีคำสั่งให้กินข้าวรวมกันครั้งละ ๓๐ ครอบครัว จะมีอาหารวันละ ๒ มื้อ คือตอน ๑๑ โมงและ ๕ โมงเย็น ไม่มีการอนุญาตให้หุงหาอาหารกินกันเองตามบ้านอีก
ยะสึโกะ มีฝีมือในการเย็บผ้าอยู่บ้าง เธอเย็บเสื้อผ้าให้ทหาร และชาวบ้านในหมู่บ้าน จึงมักได้รับแบ่งอาหารจากเพื่อนบ้านเสมอ และการปันส่วนอาหารตามครอบครัว ครอบครัวเธอมีคนเดียวจึงไม่ขาดแคลนเรื่องอาหารมากเท่าก่อน  ที่นี่เธอได้รับการจัดสรรให้ทำงานเก็บหม่อนสาวไหม และเลี้ยงดักแด้  เป็นงานที่ไม่หนักมาก

สามปีแล้ว อาหารขาดแคลนมากกว่าเดิม และสงครามดูไม่มีทางยุติ จดหมายที่ส่งไปให้กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ได้รับการติดต่อแต่อยางใด ข้าวของที่มีอยู่ก็แทบจะไม่เหลืออะไร บางอย่างก็ถูกขโมย แม้กระทั่งกางเกงที่ใส่ มีคนพยายามหนี แต่ก็ถูกจับกลับมาได้ทุกวัน และมีข่าวกองทัพปลกแอกจะเข้ามาช่วย   เด็กๆ อายุสิบปีขึ้นไป ก็ถูกเกณฑ์ไปทำถนน มีการตรวจค้นเข้มงวด ถ้ามีรูปถ่ายหรือหนังสืออะไรก็ตามไว้ในครอบครอง ก็จะถูกจับ  ยาสึโกะจึงต้องซ่อนบันทึกนี้และพาสปอร์ต ไว้อย่างมิดชิดที่สุด  ผู้คนไม่ตายด้วยโรคระบาด หรือป่วยตายเอง วันดีคืนดีทหารก็จะเรียกออกไปครั้งละหลายร้อยคน แล้วไม่เห็นกลับมาอีก  พบแต่เสื้อผ้าที่ใส่ไปถูกทิ้งไว้ข้างทางพร้อมคราบเลือด  โดยไม่พบเห็นตัวผู้ใส่อีกเลย

ปลายเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๒๒  ชักชวนกันหนีดีกว่าอยู่รอความตาย โชคดีหนีออกมาพบทหารเวียดนามและกองทัพปลดแอกกัมพูชา ที่ยึดเมืองศรีโสภณไว้ได้ จึงพักอยู่กับเทศมนตรีเมืองศรีโสภณ   ยะสึโกะ ได้แอบฝากจดหมายพร้อมรูปถ่ายของเธอกับคนรู้จักที่จะลี้ภัยสู่ชายแดนไทย เพื่อให้กับชาวต่างชาติที่พบเห็น ช่วยมานำเธอกลับเนื่องจากหนังสือเดินทางของเธอถุกนายกเทศมนตรีศรีโสภณ เก็บเอาไว้   ปรากฎว่าคนที่ได้รับจดหมายของเธอคือผู้สื่อข่าวชื่อ โนริโมโต โมริ  หัวหน้าสำนักข่าว เอ็น.เอช.เค ประจำประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นกำลังทำข่าวผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาอยู่ที่ชายแดนไทย
 
๑๖ มิถุนายน  พ.ศ.๒๕๒๒ เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศของเวียดนาม มารับตัวยาสึโกะ สู่พนมเปญ และยาสึโกะก็ได้รับการส่งตัวกลับประเทศญี่ปุ่น เป็นข่าวที่สถานี เอ็น.เอช.เค ของญี่ปุ่น ถ่ายทอดไปทั่วโลก  ถึงสงครามและความโหดร้ายในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของคนในชาติเดียวกัน ประมาณ ๓ ปีหลังจากเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่น ยาสึโกะ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เมื่ออายุได้ ๔๙ ปีเท่านั้น บางคนเชื่อว่า นั่นเป็นเพราะร่างกายและจิตใจของเธอได้รับความกระทบกระเทือนมากเกินไป ตลอดระยะเวลา ๔ ปี ในกัมพูชา 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8
ทราย วันที่ : 02/10/2007 เวลา : 05.22 น.
http://www.oknation.net/blog/coolnews

ขอบคุณคะ คุณหยดน้ำ เรื่องราวในอดีต เตือนใจไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก
ความคิดเห็นที่ 7
หยดน้ำ วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 22.50 น.
http://www.oknation.net/blog/diheart

ชื่อหนังสือสะท้อนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงโดยแท้....

เรื่องราวอันเป็นประวัติศาสตร์ของชนชาติกัมพูชายังมีให้เห็นเตือนใจอยู่ในกัมพูชา กองกระดูกมนุษย์ที่เป็น "เหยื่อ" ยังถูกเก็บไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ดูไว้เตือนใจ

ไปเสียมราฐมาเมื่อ ๒ เดือนก่อนยังได้เห็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ให้หดหู่ใจ แวะไปดูได้ที่บล็อกนะคะ

http://www.oknation.net/blog/diheart/2007/09/30/entry-1
ความคิดเห็นที่ 6
พีร์ระพิชญ์ วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 13.22 น.
http://www.oknation.net/blog/Ravi

ทักทาย ครับ
ความคิดเห็นที่ 5
ทราย วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 12.37 น.
http://www.oknation.net/blog/coolnews

ภาวนา อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก
ความคิดเห็นที่ 4
เจเจค่ะ วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 12.31 น.
http://www.oknation.net/blog/jj
ยังไม่ได้ฤกษ์อัพบล๊อกอ่ะค่ะ..... 

แปล๊บเจ็บที่หัวใจ


..
..
..
ความคิดเห็นที่ 3
โกศล วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 12.23 น.
http://www.oknation.net/blog/kosol
ใครใครต่างว่ากวีตาย    ขอสืบลมหายใจกวี

เคยอ่านแล้วสะเทือนใจมาก

ทำให้เห็นชัดเจนว่า สงครามไม่อะไรดีเลย
ความคิดเห็นที่ 2
ทราย วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 12.17 น.
http://www.oknation.net/blog/coolnews

ยังมีคะ ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย
ความคิดเห็นที่ 1
ลานเทวา วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 12.14 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

คงหาอ่านยากแล้วนะครับ

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

The Gardener

กิจกรรม เลิกทำร้ายโลก

View All
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31