|
( ถ้าไม่สามารถดูข้อมูลได้เต็ม ๆ ... กรุณา Save as Picture ไว้ในเครื่องของท่านก่อนนะครับ )
บังเอิญผมได้แวะไปคุย(ถาม)เรื่อง Net Forward Position ที่หน้านี้ http://www.oknation.net/blog/korbsak/2008/03/06/entry-1 แต่ผมเกรงว่าจะจบยากส์ ....... เพราะไม่มีใครรู้เจตนาที่แท้จริงของแบงก์ชาติ และผมก็ไม่อยากทำตัวเป็น... เจ้าหนูทำไม ???
อีกทั้งตอนนี้ฝ่ายการเมืองก็เข้าไปแทรกแซงการทำงานของแบงก์ชาติอย่างเต็มตัวแล้ว ด้วยการประกาศยกเลิกกันสำรอง 30%
ผมก็เลยถือโอกาสไปเอาข้อมูลจากเวบแบงก์ชาติมานั่งเรียบเรียงเล่น ๆ เป็นข้อมูลของแบงก์ชาติที่เก็บไว้ตั้งแต่ปี 2536 ถึงปี 2550 ( ข้อมูลจากหน้านี้ครับ http://www.bot.or.th/bothomepage/databank/EconData/EconFinance/Download/Tab49.xls ) 
ผมเอาข้อมูลมารวมให้ดูง่าย นี่เป็นข้อมูลเฉพาะ Total Reserves แต่ละเดือน
 นี่เป็นข้อมูลเฉพาะ Net Forward Position ตั้งแต่ปี 2540

เมื่อเอา Total Reserves มารวมกับ Net Forward Position ... ก็จะได้ตัวเลขประมาณนี้
**************************************************************************
ผมก็ลองเอาตัวเลขมาเฉลี่ยแต่ละปี แบ่งเป็นปีละ 2 รอบ ... เฉลี่ย 6 เดือนแรก และเฉลี่ย 12 เดือน (เฉพาะปีนั้น ๆ) ดูอัตราเปลี่ยนแปลงต่อปีเป็นเปอร์เซ็นต์ = ( ตัวเลขปีนี้ - ตัวเลขปีก่อน ) หารด้วย ( ตัวเลขปีก่อน ) ดูค่าเฉลี่ยของ International Reserves ดูค่าเฉลี่ยของ Net Forward Position และก็แวะไปดูดุลการค้าของแต่ละปี โดยเฉพาะในปี 2550
ผมดูไปดูมา ... ก็คิดตื้น ๆ ได้ว่า ... " ผลงานในยุครัฐบาลขิงแก่ ... น่าทึ่งไม่น้อยนะครับ " นับตั้งแต่เริ่มประกาศกันสำรอง 30% เมื่อสิ้นปี 2549 ซึ่งนโยบายนี้มีเป้าหมายนั้นก็เพื่อสกัดการเก็งกำไรระยะสั้น หรือเป็นการสนับสนุนการลงทุนระยะยาว(นั่นเอง)
(ยุคขิงแก่) ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ก็สูงสุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย เฉลี่ยสิ้นปี 2550 อยู่ที่ 75,381 ล้านเหรียญ usd และลองสังเกตุย้อนหลังไปในปีที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ในปี 2548 และปี 2549 แม้อัตราแลกเปลี่ยนจะอ่อนตัวกลับไปที่ 41 บาท แต่ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศก็ไต่ระดับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยมา ก่อนหน้านั้นมีการเปลี่ยนแปลงต่อปี เฉลี่ยต่อปียังไงก็ไม่เกินปีละ 1 หมื่นล้านเหรียญ แต่ในช่วงกันสำรอง 30% กลับเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 16,261 ล้านเหรียญ
 ในเรื่องของ Net Forward Position แค่เพียงปีเดียว ก็เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเกือบ 1.5 เท่า เมื่อไปเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2549 คือ 10,925 ล้านเหรียญ usd เพิ่มมาเป็นค่าเฉลี่ยปี 2550 คือ 24,400 ล้านเหรียญ usd (ยุคขิงแก่)
แต่เรื่องนี้ผมคงไม่ขอกล่าว(ถาม)เพิ่มเติมครับ ... (จบยาก) เพราะยังมีกลยุทธ์ในการเปิด FX Position อีกหลายวิธี ธนาคารแห่งประเทศไทยคงไม่ออกมาเปิดเผยแบบละเอียดแน่นอน (มั๊งครับ) 
และดุลการค้าก็เพิ่มขึ้นสูงมากกกกกกกกกกกกก แม้ค่าเงินบาทจะแข็งโป๊กกกกกกกกกก ( ข้อมูลจากเวบนี้ครับ http://www2.ops2.moc.go.th/thtrade/monthly_bal/ ) จากขาดดุลรวมปี 2549 ( -5,550 ล้านเหรียญ usd ) เป็นได้ดุลรวมปี 2550 ( +12,467 ล้านเหรียญ usd ) หรือเท่ากับเพิ่มขึ้นประมาณ 320 % (ยุคขิงแก่) ซึ่งใกล้เคียงกับดุลการค้าปี 2541 หลังจากลอยตัวค่าเงินบาทเพียง 1 ปี ตอนนั้นได้ดุลอยู่ที่ 12,056 ล้านเหรียญ usd คงเป็นเพราะค่าเงินบาทอ่อนมาก
ในปี 2541 ต่างชาติแห่ซื้อของถูก หรือไง ??? แล้วในปี 2550 ต่างชาติแห่ซื้อของแพง หรือไง ??? ตกลงแล้วอัตราแลกเปลี่ยนจะอ่อนจะแข็ง มันเกี่ยวกับดุลการค้าจริงหรือ ???

( .... ได้ยินแว่ว ๆ ว่า... แม้ตอนนั้นตลาดหุ้นจะสะดุ้งโหยงกันทั้งบาง แต่หลังจาก 1 ปีผ่านไป ตลาดหุ้นโดยเฉลี่ยก็ปรับตัวดีขึ้นเฉลี่ยทั้งปีกว่า 20% ... มิใช่หรือ ? )
เนื่องจากผมพอจะจำได้ว่าอดีตนายกหน้าเหลี่ยมเคยเอาเรื่องทุนสำรองระหว่างประเทศสูงสุดมาอวดอ้าง
ผมก็แค่อยากจะบอกว่า ..... ในยุคของรัฐบาลขิงแก่ ... ผมไม่เคยได้ยินท่านอดีตนายกสุรยุทธ์ ออกมาอวดอ้างผลงานทางเศรษฐกิจ ... (เคยไหมหว่า ???) แต่ดูจากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยและตัวเลขดุลการค้าเปรียบเทียบย้อนหลังเช่นนี้แล้ว ก็ขอคิดตื้น ๆ ให้เข้าใจว่า ... ผลงานของพวกท่านเป็นอย่างไร !!!!
ไม่ได้โม้นะ ... ดูเอาเองล่ะกัน ... เอิ๊ก เอิ๊ก
ตอนนี้รัฐบาลปัจจุบันประกาศยกเลิกกันสำรอง 30% ไปแล้ว หากในอนาคตจำนวนทุนสำรองจะลดลงฮวบฮาบ ก็คงจะอ้างเหตุผลตื้น ๆ ได้แค่เพียงเหตุผลเดียว ... " เพราะเงินดอลล่าร์อ่อน เราจึงไม่ต้องการถือดอลล่าร์ไว้เยอะ !!! "
โปรดใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ(บางส่วน) เนื่องจากผมเอาตัวเลขมาวิเคราะห์แบบ "ตื้น ๆ" ... จึงมองว่ามาตรการกันสำรอง 30% เป็นผลดี แต่หากท่านใดจะกรุณาช่วยแก้ไขตัวเลข ..... หรือแนะนำวิธีวิเคราะห์ที่ถูกต้อง .......... ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งคร๊าบบบบบบบบบบบบบบ ชวนดู music video ของเธอคนนี้ Rose Karen เพลง Ciao Bella แล้วจินตนาการดูว่า ... ยามขิงแก่จากไป .... คนรุ่นใหม่ทำไมต้องคิดถึง !!!!
|