พิมพ์หน้านี้
|
หลายท่านคงทราบดีว่า พรบ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก 2551 ซึ่งลงนามโดยยุคขิงแก่ ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ในยุคหมูหมัก และต้องนับไปอีก 180 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ... วันที่ 11 สิงหาคม 2551 ( ก่อนวันแม่ ...) http://www.bot.or.th/bothomepage/General/Laws_Notif_Forms/Legal/Law03.pdf ตอนแรกที่ไปเจอ ผมก็แค่คิดจะดูผ่าน ๆ ... แต่อ่านไปอ่านมาก็ ขำกลิ้ง... วิธีออกจากตำแหน่งประธานสถาบัน ... ใช้วิธีจับสลาก !!! (มาตรา 20) ผมจึงเริ่มให้ความสนใจมากกว่าที่เคยคิด เป้าหมายของสถาบันคุ้มครองเงินฝากก็เพื่อจะเอาเงินมาทำเป็นกองทุนกองใหม่ ก็ไม่รู้ว่าจะตั้งสถาบันนี้เพื่อเอาเงินไปกองกันไว้ทำไม ปัจจุบันนี้มีเงินกองทุนสารพัด กองทุนฟื้นฟูฯ กองทุนน้ำมัน กองทุนประกันสังคม กองทุนหมู่บ้าน บริหารกันเป็นจริง ๆ สักกี่กอง ใครได้ประโยชน์กันบ้างล่ะ ??? ... ผมอ่านไปสักครึ่งรอบ ผมเริ่มมีข้อสงสัยหลายประการต่อ พรบ. ฉบับนี้.- มาตรา 3 --- มีการเขียนนิยามถึงคำว่า สถาบัน สถาบันการเงิน เงินฝาก ฯลฯ ... แต่ไม่เห็นกำหนดนิยามถึงบุคคลสำคัญ นั่นคือ ผู้ฝากเงิน !!! แต่มีการอ้างถึง ผู้ฝากเงิน ในหลายมาตรา ทั้ง ๆ ที่เป็นบุคคลที่สำคัญมากต่อสถาบันนี้ เพราะถ้าไม่มีผู้ฝากเงิน แล้วสถาบันแห่งนี้จะมีไว้ทำไม ??? การไม่กำหนดนิยามของผู้ฝากเงินไว้ตั้งแต่แรก จะส่งผลอย่างไรต่อผู้ฝากเงินหรือไม่ ??? เพราะเมื่อถึงเวลามีปัญหา สถาบันฯอาจจะกำหนดคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงินบางประเภทเท่านั้นก็ได้ ... ซึ่งถ้าเราไม่รู้ล่วงหน้าตอนนี้ว่าเงินฝากประเภทใดไม่คุ้มครอง แล้วมันจะยุติธรรมได้อย่างไร ??? ถึงตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าบุคคลที่ดูแลสถาบันฯขณะนั้น จะมีพฤติกรรมเหมือน รอ มอ ตอ ตอ แหล บางคนในขณะนี้หรือไม่ ??? เพราะมันจะส่งผลต่อแนวคิดการตัดสินใจแก้ปัญหาแต่ละขณะ ... มาตรา 3 มีนิยามคำว่า สถาบันการเงิน หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน หรือธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ธนาคารที่มีกฏหมายเฉพาะหมายถึงธนาคารไหนเป็นพิเศษบ้างอ่ะ ??? มาตรา 5 --- ให้ รมต.กระทรวงการคลัง ดูแลและกำกับการออกกฏกระทรวงและประกาศเพื่อให้เป็นไปตาม พรบ นี้ ... ก็สถาบันการเงินส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแบงก์ชาติ ทำไมไม่ให้แบงก์ชาติมากำกับดูแลสถาบันแห่งนี้ล่ะ เพราะแบงก์ชาติก็ดูแลกองทุนฟื้นฟูฯอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการดูแลสถาบันที่ล้มไปในยุคปี 40 ถ้ารัฐบาลยุคนี้ต้องการจะตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากเพื่อคุ้มครองผู้ฝากในยุคปัจจุบัน ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับกองทุนฟื้นฟูฯ ก็น่าจะให้แบงก์ชาติดูแลได้เช่นกัน แต่ พรบ นี้กลับให้สถาบันคุ้มครองแห่งนี้เป็นผู้แจ้งให้แบงก์ชาติตรวจสอบสถาบันการเงินต้องสงสัย ทั้ง ๆ ที่แบงก์ชาติก็ดูรายงานความเคลื่อนไหวของสถาบันการเงินทุกแห่งเป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว และแบงก์ชาติก็มีมาตรากันเงินสำรองไว้เป็นระยะอยู่แล้ว ซึ่งสามารถปรับสัดส่วนความคุ้มครองให้เพียงพอและเหมาะสมต่อผู้ฝากเงินได้ตามสถานการณ์ได้คล่องตัวกว่า ... และก่อนที่จะไปเลือกใครมาเป็น รมต.คลัง ไม่เคยเห็นมีการระบุคุณสมบัติของ รมต. ซึ่งควรมีประสบการณ์สายตรงกับงานกระทรวงนั้นไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีอายุไม่น้อยกว่า 45 ปี ลองคิดเล่น ๆ สมมุติว่า ... ถ้า รมต.คลัง เรียนจบทันตแพทย์ อายุแค่ 40 ปี แล้วโชคดีวาสนาสูงได้มาดูแลคลัง ถึงแม้เขาจะมีคณะกรรมการ คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย แต่เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ปรึกษาของเขาคนไหนที่รู้จริงหรือมั่ว ??? รู้ได้อย่างไรว่าการตัดสินใจแต่ละเรื่องนั้นจะส่งผลเสียหายต่อใครอย่างไรบ้าง เพราะเขาไม่มีประสบการณ์ตรงที่เพียงพอจะเชื่อได้ว่า"พอรู้" ... แล้วเขาจะมารับผิดชอบอะไรได้ ??? ก็แค่โตแต่ตัว จะให้มานั่งเป็นหัวตอสมองกลวงแค่นั้นหรือ ??? ขนาดคนที่รู้จริงและรับผิดชอบสายตรงยังพลาดได้เลย ... ดูตัวอย่าง รอ มอ ตอ. ปิกนิก อายุตอนนั้นยังไม่ถึง 40 ปีเลยมั๊ง ... แล้วเป็นไงล่ะ ??? มาตรา 6 -- สถาบันเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ ข้อ 1. ... คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน (เอาข้อเดียวก่อน) ...ปีแรก คุ้มครองเต็มจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชี (เริ่ม 11 สิงหาคม 2551) การกำหนดสัดส่วนความคุ้มครองเงินฝาก ควรต้องพิจารณาสัดส่วนของสถานะสินเชื่อควบคู่กันไปด้วย เพราะหากสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแบบเน้นทำเป้า โดยไม่เน้นคุณภาพสินเชื่อ ก็เป็นเหตุให้สถาบันการเงินนั้นมีปัญหาได้ง่าย ๆ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาสถาบันการเงินที่มีปัญหามักจะปล่อยสินเชื่อให้แก่ญาติพี่น้องหรือคนสนิท หรือไม่ก็ให้ธุรกิจที่สามารถต่อยอดให้แก่วงจรธุรกิจในเครือได้เป็นหลัก หากสถาบันการเงินล้ม ลูกหนี้ก็หนีหนี้หรือล้มบนฟูก แล้วเงินจะไปไหน แล้วเจ้าของเงินล่ะ ...ผู้ฝากเงินล่ะ ... ใครรับผิดชอบ ??? แม้แต่ใน"คำนิยาม"ยังไม่อยากจะกล่าวถึงผู้ฝากเงิน... หรือว่ากำลังคิดจะมี พรบ. สถาบันคุ้มครองเงินกู้ ??? การกำหนดสัดส่วนความคุ้มครองเงินฝากที่จริงใจและหวังผลเท่าเทียมกันแบบเสมอภาคถ้วนทั่ว ควรกำหนดเป็นอัตราเปอร์เซ็นต์จากยอดเงินฝากในบัญชีเงินฝากไปเลย รวยมาก รวยน้อย โดนหมดเท่าเทียมกัน ... เช่น ...ปีแรก คุ้มครอง 100% เต็มจำนวนเงินที่ปรากฏในบัญชี นี่ยังไม่ได้มองถึง... กรณีผู้ฝากเงินไม่ได้มายื่นเรื่องภายในกำหนด ซึ่งอาจจะหมดสิทธิได้เงินคืนสักกะบาท ... ยังไม่ได้มองถึงความเสียหายของผู้ฝากเงินที่มียอดเงินฝากจำนวนมาก ... ยังไม่ได้มองถึงรายได้ของสถาบันที่ระบุไว้ใน มาตรา 11 วรรคสอง รายได้ของสถาบันไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งรายได้เหล่านี้ก็มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกระงับไปเป็นหลัก ... และถ้าขายทอดตลาดแล้ว จะเหลือให้แก่ผู้ฝากเงินเท่าใดอย่างไรเท่าเทียมถ้วนทั่วหรือไม่ ยังไม่รู้เลย อยากจะให้ไปดูเรื่องผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดในไทย ปัจจุบันนี้จะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่เป็นเจ้าของคนไทย และกี่เปอร์เซ็นต์ที่เป็นของต่างชาติ โดยเฉพาะ สิงคโปร์ แล้วถ้าต่างชาติมันคิดจะเก็บกระเป๋ากลับบ้าน มันก็แค่ปล่อยให้สถาบันการเงินนั้นมีปัญหา ไม่มีเงินให้ถอนซะอย่าง เพราะโยกเงินตบแต่งบัญชีหรือขายกิจการไปเรียบร้อยแล้ว ให้แก่ผู้ถือหุ้นนอมินีที่ไม่มีตัวตนและไม่มีนัยสำคัญต่อสังคม ... ใครจะเป็นยังไงก็ช่างมัน ... แล้วจะอะไรได้อีก ... ทรัพย์สินที่ไปตามยึดมาขายทอดตลาด ก็เป็นทรัพย์สินของคนไทยทั้งนั้นที่มันไปใช้อำนาจแห่งความเป็นเจ้าหนี้ยึดมาจากผู้กู้ชาวไทยเป็นส่วนใหญ่ สถาบันแห่งนี้ก็ไม่สามารถไปตามยึดทรัพย์สินของพวกต่างชาติที่อยู่ในประเทศของพวกมันได้สักนิด เหมือนกับว่าพวกต่างชาติมา "ยึดสิทธิ" บนทรัพย์สินของชาวไทย เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จนกระทั่งมันเห็นว่าหมดประโยชน์แล้ว แล้วมันก็ "คายสิทธิ" นั้นออกมา ให้สถาบันผู้ทรงเกียรติแห่งนี้มาแทะซากทรัพย์สิทธิของคนไทยที่พวกมันเคยเอาไปใช้หากิน ... สงสัยจังเลยว่าตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมาเพื่ออะไรกันแน่ ??? หรือว่ากำลังจะมีสถาบันการเงินใดที่มีอาการร่อแร่ปรากฏให้เห็นในเร็ว ๆ นี้ ??? ( หยุดบ่นชั่วคราว ) |
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||