|




ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ตระหนักและหันมาให้ความสนใจกับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ก็เพื่อหลีกหนีจากต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะด้านปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงขึ้นจนรับไม่ไหว จนต้องหันมาพึ่งพาสารอินทรีย์ที่สามารถผลิตได้เองจากวัสดุเหลือใช้ทางภาคเกษตรที่มีอยู่จำนวนมาก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่กำกับดูแลเกษตรกรไทยทั้งประเทศ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงได้ระดมกำลังในการรณรงค์ให้เกษตรกรลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน


สุธรรม จันทร์อ่อน หมอดินอาสาประจำอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมอดินอาสาดีเด่นประจำปี 2551 และยังมีตำแหน่งปราชญ์ชาวบ้านเศรษฐกิจพอเพียงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเป็นผู้ดูแลศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสามารถนำมาเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรที่ต้องการหวนกลับมายึดอาชีพเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงลดการพึ่งพาสารเคมีเพื่อชีวิตที่เป็นสุข


หมอดินสุธรรม กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายถึงรุ่นพ่อแม่เขาก็ทำการเกษตรแบบพอเพียง ไม่ได้พึ่งพาสารเคมีเหมือนสมัยนี้เขาก็อยู่กันได้ดี แต่มาสมัยปัจจุบันที่กระแสสังคมนำพาสารเคมีเข้ามาผมก็หลงทางไปกับสิ่งนั้นอยู่นาน จนกระทั่งมารู้ตัวอีกทีเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่เริ่มหันมามองว่าสารเคมีได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผมและคนในครอบครัว



ที่สำคัญพื้นดินที่เป็นที่ทำมาหากินก็เสื่อมโทรมลงจากการสะสมของสารเคมี มิหนำซ้ำต้นทุนการผลิตก็เพิ่มพูนขึ้นเพราะปัจจัยต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ผมจึงได้กลับมาคิดถึงคำสอนของบรรพบุรุษ และเหนือสิ่งอื่นใดคือพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงกล่าวถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นทางออกทางรอดของเกษตรกรโดยแท้ ตั้งแต่นั้นมาผมจึงหันมาทำเกษตรพึ่งพาสารอินทรีย์ชีวภาพและปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีทุกชนิด


ทุกวันนี้ครอบครัวของหมอดินสุธรรมมีความสุขดี จากการเพาะปลูกพืชผักแบบผสมผสาน มีพื้นที่ทั้งหมด 17 ไร่


แบ่งเป็นฟาร์มวัว บ่อเลี้ยงปลา แปลงหญ้า ประมาณ 10 ไร่ ส่วนอีก 7 ไร่ นั้นเป็นที่ปลูกบ้านที่พักอาศัย และปลูกหน่อไม้ฝรั่ง พริก มะเขือ กล้วยน้ำว้า ไผ่ ไว้รอบๆ บริเวณ ซึ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นการผลิตที่เกื้อกูลกัน เช่น มูลวัวก็นำมาทำปุ๋ยคอกใส่ในแปลงผักเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ เศษผักก็นำไปเลี้ยงปลา เลี้ยงวัว


ส่วนแรงงานก็ใช้คนในครอบครัวทั้งสิ้น ทำให้มีรายได้เหลือเป็นกอบเป็นกำ หมอดินสุธรรม บอกว่าในแต่ละปีจะมีรายได้เหลือไม่ต่ำกว่า 200,000-300,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่พออยู่ได้เงินบางส่วนก็จะนำไปซื้อที่ดินเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกและมีเงินเหลือเก็บออมไว้ใช้จ่ายในครัวเรือนแบบไม่ขัดสน


การทำเกษตรชีวภาพเป็นการใช้วิธีธรรมชาติที่สร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติ ซึ่งปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพสามารถทำได้เองด้วยวิธีง่ายๆ จากการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เศษไม้ ใบหญ้า มูลวัว มาหมักร่วมกับสารเร่งจุลินทรีย์ของกรมพัฒนาที่ดิน


ขณะนี้ก็มีอยู่ด้วยกันหลายสูตร บางสูตรใช้เวลาหมักเพียง 7 วันก็สามารถนำมาใช้ได้ทันที ผมพิสูจน์มาแล้วว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์สามารถลดต้นทุนได้ไม่ต่ำกว่า 60-70% ถึงแม้ว่าผลผลิตจะได้ไม่สูงเท่ากับการใช้ปุ๋ยเคมี แต่เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนกับรายได้แล้วนับว่าคุ้มค่า


หมอดินสุธรรม ยังฝากมาถึงเกษตรกรที่กำลังตัดสินใจว่าจะปรับตัวมาสู่เกษตรชีวภาพดีหรือไม่ว่า อยากให้ลองคิดเพียง 2 ข้อเท่านั้น คือ 1.หลักการทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงนั้นในหลวงทรงทดลองมาด้วยแล้วพระองค์เองเห็นผลเป็นที่ชัดเจนว่าคือทางออกที่ดีที่สุดของภาคเกษตรไทย

และ 2.ขณะนี้มีเกษตรกรที่เปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรชีวภาพแล้วประมาณ 10% ที่ประสบความสำเร็จแล้ว เพียง 2 ข้อนี้ก็น่าจะเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรอีกหลายท่านได้ ซึ่งเกษตรกรที่กำลังจะหันมาสู่แนวทางรอดนี้ไม่ต้องลองผิดลองถูกเหมือนผมและเกษตรกรอีกหลายคนที่หันมาสู่ระบบดังกล่าวก่อนหน้านี้ เนื่องจากปัจจุบันมีจุดเรียนรู้และมีผู้ถ่ายทอดประสบการณ์มากมายที่พร้อมให้คำแนะนำ เป็นผู้เสนอทางลัดสู่ความสำเร็จให้กับท่าน

หากเกษตรกรท่านใดสนใจอยากเข้ามาศึกษาดูงานการทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ติดต่อได้ที่หมอดินสุธรรม จันทร์อ่อน ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เลขที่ 54 หมู่ 10 ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เบอร์โทรศัพท์ 081-3845352
|