พิมพ์หน้านี้
|
ก้าน แก้วสุพรรณ - คนเสียงหวาน มงคล หอมระรื่น หรือ ก้าน แก้วสุพรรณ มีชื่อเล่นว่า แดง เป็นชาว อ.สามชุก จ. สุพรรณบุรี ครอบครัวมีฐานะยากจน จึงถูกนำมาฝาก และต่อมาก็ได้เป็นบุตรบุญธรรมของพระครูสุนทรานุกิจ (หลวงพ่อวัดสามชุก ) เพื่อให้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน หลังจบการศึกษาชั้น ป.4 หลวงพ่อต้องการส่งเขามาศึกษาต่อที่ กรุงเทพฯ โดยให้มาอยู่ที่วัดปรินายก ย่านสะพานผ่านฟ้า แต่การที่จะมาอยู่ที่นี่ได้ เขาจะต้องบวชเป็นสามเณรเสียก่อน ดังนั้นในวัย 10 กว่าขวบ ก้าน แก้วสุพรรณจึงได้บวชเป็นสามเณร และศึกษาพระธรรมจนจบนักธรรมตรีเมื่ออายุ 17 จากนั้นก็ถูกส่งมาสอบนักธรรมโทที่กรุงเทพ โดยมาอยู่ที่วัดปรินายก หลังบวชอยู่ได้ไม่นาน เขาต้องการออกหางานทำ เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว จึงสึกออกมา และมาทำงานเป็นกระเป๋ารถเมล์บริษัท รสพ. ประจำอยู่ที่อู่ศรีนคร แต่ก็ทำได้ไม่นาน เพราะทนกับการถูกรังแกของอันธพาลไม่ไหว จึงตัดสินใจกลับบ้านที่สุพรรณบุรี แต่หลังจากที่อยู่บ้านไม่นาน เขาก็ตัดสินใจกลับเข้ากรุงเทพฯอีกครั้ง โดยคราวนี้เข้ามาทำงานเป็นนักมวย ตระเวนชกตามงานต่างๆ ในยุคนั้น ใกล้ๆกับสังเวียนมวยที่เขาไปตระเวนขึ้นชก มักมีเวทีให้ประชันน้ำเสียงด้วย หลังชกมวยเสร็จ ก้าน แก้วสุพรรณ และเพื่อนก็มักมาเที่ยวตามเวทีประกวดร้องเพลง และเขาก็มักถูกเพื่อนๆผลักดันให้ขึ้นประกวดแบบจำใจ เมื่อเพื่อนๆแอบมาลงชื่อสมัครไว้ก่อนแล้ว เมื่อถูกโฆษกเรียก ก็ต้องขึ้นไป แต่เขาก็สามารถคว้าชัยชนะและรางวัลมาครองได้หลายครั้ง และเมื่อเห็นว่าการร้องเพลงดีกว่าการชกมวยที่ไม่ต้องเหนื่อยและเจ็บตัว ก้าน แก้วสุพรรณ ก็จึงตระเวนร้องเพลงประกวดไปเรื่อย จนถูกกรรมการขอร้องไม่ให้เข้าประกวด เขาจึงถูกแมวมองมาทาบทามให้ไปเป็นนักร้องบันทึกแผ่น แต่หลังจากที่ถูกพาไปพบกับ บังเละ วงค์อาบู และ คำรณ สัมบุญนานนท์ และถูกปฏิเสธกลับมา ก้าน แก้วสุพรรณ เริ่มสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง จากนั้นไม่นาน เขาได้ทราบข่าวว่า ครู ป. ชื่นประโยชน์ เปิดโรงเรียนสอนดนตรีและขับร้อง เขาจึงไปลองสมัครดู งานนี้ผู้ที่มาสมัครต้องมีการเทสต์เสียงด้วย ถ้าคนไหนเสียงเข้าขั้น ก็จะถูกเรียกตัวมาในภายหลัง งานนี้ ก้าน แก้วสุพรรณไม่ผิดหวังเมื่อถูกเรียกตัว และเมื่อมาเป็นนักเรียนร้องเพลง เขาก็สร้างความประทับใจให้กับครู ด้วยการอาสาช่วยงานสารพัดทั้งเก็บกวาดปัดถู จนครู ป. เห็นใจ และได้เป็นศิษย์เอก และบุตรบุญธรรม ตอนมีงานแสดงก็มักถูกเรียกตัวไปร่วมในวงด้วย เมื่ออยู่ที่นี่ ก้าน แก้วสุพรรณ หัดสีไวโอลิน และแซ็กโซโฟน แต่ครูเห็นว่าเขาน่าจะเอาดีได้ทางกลอง จึงให้ฝึกกลอง แต่ครูก็สอนโน้ตดนตรีและการร้องให้ ในที่สุด ก็แต่งเพลงให้เพลงหนึ่งชื่อ คนชาวนา พร้อมกับพาไปบันทึกเสียง และเปลี่ยนชื่อเป็นก้าน แก้วสุพรรณ จากนั้นก็ได้บันทึกเสียงอีก 2 เพลง แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนเพลง เขามาเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงจากเพลง หลงกรุง ซึ่งแต่งโดย ต่อชัย ภู่ชมภู แต่เสียชีวิตก่อนที่จะแต่งเสร็จ ครู ป. จึงนำมาแต่งต่อ เขาจึงได้เข้ามาเป็นนักร้องแนวหน้าของวงร่วมกับ สุรพล สมบัติเจริญ , ผ่องศรี วรนุช ก่อนที่จะตอกย้ำความดังด้วยเพลงแก่งคอย ขณะก้าน แก้วสุพรรณกำลังดัง ครู .ได้หยุดวง ก้าน แก้วสุพรรณ และเพื่อนในวงได้ขอเข้ามาทำวงต่อ และเปลี่ยนชื่อวงเป็นวง ประกายดาว โดยได้รวบรวมเอานักร้องดังในยุคนั้นมาอยู่ในวงมากมาย ทั้ง สุรพล สมบัติเจริญ , ผ่องศรี วรนุช , ทูล ทองใจ , และคำรณ สัมบุณนานนท์ วงของเขาจึงมีงานเข้ามาไม่ขาดสาย และรับไม่ไหว เขาจึงส่งเสริมให้ สุรพล สมบัติเจริญ แยกไปตั้งวงเพื่อแบ่งงานไปบ้าง ต่อมาวง ประกายดาว เปลี่ยนชื่อมาเป็นวง ก้าน แก้วสุพรรณ และทั้งวงของเขาและของสุรพล ก็ยังคงมีงานเข้ามามากมาย หลังจากที่สุรพล สมบัติเจริญ เพื่อนรักเสียชีวิต เมื่อ 16 ส.ค.2511 ก้าน แก้วสุพรรณเศร้าใจมาก ก็ได้ตัดสินใจยุบวง หลังเลิกราจากวงการลูกทุ่ง ก้าน แก้วสุพรรณก็หันมาจับกิจการด้านร้านอาหาร จัดสรรที่ดิน และปลูกบ้านจัดสรร แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก จึงเลิกราไป นอกจากนั้นเขาก็ยังปลุกปั้นนักร้องลูกทุ่งประดับวงการด้วยหลายคน เช่น เพชร พนมรุ้ง กลอย มิ่งขวัญ ขวัญ เอื้อเฟื้อ และ ชุติกาญจน์ แก้วสุพรรณ บุตรสาวของเขาเอง ก้าน แก้วสุพรรณ ยังคงออกงานรับเชิญบ้างเป็นครั้งคราว ทั้งงานการกุศลและงานตามห้องอาหารและคาเฟ่ ก้าน แก้วสุพรรณ สมรสแล้ว มีภรรยาชื่อ ปิยะวรรณ หอมระรื่น เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมเราถึงได้ชอบเพลงเก่าๆ คำตอบที่ได้ก็คิดว่าน่าจะอยู่ที่แม่เลี้ยง ตอนอยู่กับพ่อและแม่แท้ๆนั้น ก็ฟังเพลงลูกทุ่งตามที่ท่านฟัง ก็เป็นลูกทุ่งตามสมัยนิยม เช่นพนม นพพร , ศรคีรี ศรีประจวบ , ระพิน ภูไท ชาย เมืองสิงห์ และก็ไล่มาจวบจนถึงเพลงในยุคปัจจุบัน เพียงแต่ไม่ค่อยชอบเขียนเรื่องลูกทุ่งยุคใหม่ๆ เพราะคิดว่าคงได้ยินได้ฟังกันมาพอแรงแล้วจากโทรทัศน์วิทยุที่เปิดกระหน่ำกันจนหูช้ำอยู่ในปัจจุบัน หากมองถึงตรงนี้ ก็ถือได้ว่าผมไม่ใช่เป็นคนย้อนยุคอะไรมากนัก แต่หลังจากพ่อและแม่เลิกร้างกันไป พ่อแต่งงานใหม่อีกครั้ง คราวนี้รสนิยมการฟังของผมกระเถิบถอยหลังไปไกลหลายสิบปี เพราะแม้ว่าแม่เลี้ยงจะอายุน้อยกว่าพ่อผม 11 ปี แต่แม่เลี้ยงชอบฟังเพลงย้อนยุคไปไกลหลายสิบปี ท่านชอบฟังเพลงของวงจันทร์ ไพโรจน์ , ชาญ เย็นแข , ทูล ทองใจ , สมยศ ทัศนพันธ์ , คำรณ สัมบุณณานนท์ นอกจากนั้น ก็ยังชอบฟังเพลงลูกกรุงอีกด้วย ก็เลยทำให้ผมชอบเพลงลูกกรุงตามไปด้วย
แต่ในบรรดานักร้องลูกทุ่งยุคเก่าเหล่านี้ คนที่เปิดใจให้ผมชื่นชอบเพลงที่ถือว่าย้อนยุคมากๆแม้ในยุคของผม ก็คือ ก้าน แก้วสุพรรณ จากแต่ก่อนที่เคยฟังเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ พอบ้านเรามีเงินมีทองมากขึ้น ก็ให้มีคนเอาสเตอริโอมาจำนำ ไปๆมาๆ เจ้าของก็ถือโอกาสขายสเตอริโอเครื่องนั้นให้กับบ้านเราเสียเลย คราวนี้บ้านเราก็จึงเริ่มมีเทปคาสเส็ตเข้ามา เทปคาสเส็ตสมัยนั้น หน้าปกส่วนมากไม่มีภาพอะไรเลย จะมีแต่รายชื่อเพลงเรียงกันเป็นแถบ พอเห็นเทป ก้าน แก้วสุพรรณ ที่แม่เลี้ยงซื้อมา ผมก็เกาหัวแกรกๆ เพราะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่เมื่อเทปถูกยัดเข้าเครื่องเล่น ก็แทบจะอุทานออกมา ทำนองว่า โอ้.....พระเจ้า อะไรกันเนี่ย ไม่ทราบว่าตูข้าไปอยู่แห่งหนใดในโลก จึงไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ แม่เลี้ยงชอบเปิดเพลงก้าน แก้วสุพรรณ ตอนเช้าๆ ท่ามกลางสภาพอากาศที่เย็นสบาย เพลงเย็นๆของเขา ยิ่งทำให้การฟังเพลงเพราะมากขึ้นไปอีก ก้าน แก้วสุพรรณ เป็นนักร้องที่ผมคิดว่าทำให้เพลงธรรมดาๆ กลายเป็นเพลงที่น่าฟังได้โดยง่าย สังเกตุดูง่ายๆก็ตรงที่เพลงของเขา มีทำนองคล้ายๆกันเสียเป็นส่วนใหญ่ คือช้าๆเนิบๆ แต่ก็เป็นเพลงที่ดังอย่างมากในยุคของเขา ฟังมาเป็นสิบๆปี เพิ่งจะเห็นหน้าตา(รูปภาพ)ผู้ชายคนนี้เมื่อ 10 ปีก่อน จากปกเทปอีกชุดหนึ่งหลังจากที่เทปชุดแรกที่ฟัง หายไปไม่เหลือซาก และก็เพิ่งมารู้ประวัติผู้ชายคนนี้เมื่อปีที่แล้วนี่เอง (นับว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้จริงๆ)
และยิ่งมารู้ประวัติ ก็รู้สึกว่า ก้าน แก้วสุพรรณ ยิ่งใหญ่เหมือนกับงานเพลงของเขา ก้าน แก้วสุพรรณ คือคนสุพรรณคนแรก ที่เปิดวงการลูกทุ่งให้นักร้องจากสุพรรณอีกมากมายหลายคนก้าวเข้ามาสร้างชื่อเสียงให้สุพรรณบุรีกลายเป็นเมืองหลวงของนักร้องลูกทุ่งไทย
ก้าน แก้วสุพรรณ คือเพื่อนซี้ของ สุรพล สมบัติเจริญ ก้าน แก้วสุพรรณ ตัดสินใจยุบวงดนตรีของเขา เพราะเศร้าใจ หลังจากที่เพื่อนซี้ อย่างสุรพล สมบัติเจริญ ถูกยิงตาย แต่ปัจจุบัน หาคนรุ่นใหม่ที่ชอบฟังก้าน แก้วสุพรรณยากแล้วครับ เมียผมยังบ่นปวดหัว รับไม่ได้ หรือเป็นเพราะว่า มันย้อนเวลานานเกินไป ก็ทำให้มานั่งคิดว่า ถ้าผมเป็นคนยุคนี้ ผมยังจะย้อนกลับไปไกลขนาดยุคของก้าน แก้วสุพรรณหรือไม่ นำเพลงรอยไถแปรมาฝากครับ เป็นผลงานเพลงของคู่ซี้แห่งวงการลูกทุ่งไทย แต่งโดย สุรพล สมบัติเจริญ และร้องโดยเพื่อนรัก อย่าง ก้าน แก้ว สุพรรณ เพลงนี้ นักร้องหลายคน นำกลับมาบันทึกเสียงใหม่ รวมทั้งแอ๊ด คาราบาว และนิค นิรนาม ทุ่งนาแดนนี้ ไม่มีความหมาย เหลือเพียงกลิ่นโคลนสาบควาย เห็นซากคันไถแล้วเศร้า เห็นนาที่ร้างนั้นมีแต่ฟางแทนรวงข้าว เห็นเคียวที่เกี่ยวเหน็บติดเสา เล่นเอาใจเราสะท้อน ทุ่งนาแดนนี้ข้าเคยไถทำ สองมือข้าเคยหว่านดำ ฤดูฝนพรำหน้าก่อน แต่มาปีนี้ ฤดีข้าแสนจะสะท้อน เพราะมาไร้คู่กอดเคียงหมอน ทิ้งให้เรานอนระกำ รอยไถเอย ข้าเคยไถถาก เดี๋ยวนี้เจ้ามาคิดจาก ฝากให้เป็นรอยไถช้ำ เปลี่ยนรอยไถใหม่ ทิ้งรอยไถเก่าระกำ อกใครใครบ้างไม่ช้ำ เมื่อยามเห็นรอยไถแปร ทุ่งนาแดนนี้คงร้างไปอีกนาน ข้าเองก็เหลือจะทาน เพราะมันแสนสุดจะแก้ หมดกำลังใจแล้วเรียมเอ๋ยข้าคงตายแน่ จะไถไปอีกก็กลัวแพ้ เพราะรอยมันแปรเสียแล้วเรียมเอย แก้ไขปรับปรุงเมื่อ 05/07/51 ช่วยกันฟังเพลงลูกทุ่งกันหน่อยครับ ก่อนที่จะไม่มีคนร้องเพลงลูกทุ่งให้ฟัง หมายเหตุ ขอขอบคุณภาพภาพจากอินเตอร์เน็ตครับ |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||