• po_sci_nu3
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : meepooh_ning@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-18
  • จำนวนเรื่อง : 23
  • จำนวนผู้ชม : 5767
  • จำนวนผู้โหวต : 40
  • ส่ง msg :
po_sci_nu3
ร่ามกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคการเมืองกับรัฐไทยในการเมืองโลก
Permalink : http://www.oknation.net/blog/cuibrono
วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม 2550
พรรคการเมืองกับรัฐไทยในการเมืองโลก
Posted by po_sci_nu3 , ผู้อ่าน : 1079 , 20:23:38 น.  
พิมพ์หน้านี้


                               พรรคการเมืองกับรัฐไทยในการเมืองโลก



        โดยปกติพรรคการเมือง  ก็คือ  กลุ่มคณะบุคคลที่ได้ตกลงกันตามหลักการใดหลักการหนึ่ง  เพื่อจะดำเนินการจากหลักการนั้นให้ได้รับผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อเข้าไปใช้อำนาจทางการเมืองซึ่งอาจเป็นคนหลายคนรวมกันเข้าหลวม ๆ แต่ได้ดำเนินการเพื่อ จะให้มีการเลือกคนเข้า ดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายใต้ชื่อใดชื่อหนึ่ง

โครงสร้าง
         มีสมาชิก มีผู้นำ มีความปราถนาจะดำเนินการให้สำเร็จตามเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งที่แน่นอนในทางการเมือง การทำความเข้าใจในพรรคการเมืองจะเด่นชัดขึ้น ถ้าเราจะพิจาณาวิเคราะห์โครงสร้างของพรรคการเมืองออกจากมวลชนที่เป็นสมาชิก ซึงมีส่วนมาก ประชาชนเหล่านี้มีความจงรัก ภักดีหรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองก็แต่เพียงตอนใดตอนหนึ่งที่มี


ขอบเขตจำกัด
       นอกจากความผูกพันของสมาชิกนั้น ก็ยังมีกลุ่ม เจ้าหน้าที่พรรคการเมืองและกลุ่มบุคคลที่เรียกว่ากรรมการบริหารพรรค ซึ่งมักจะมีอำนาจในการตกลงใจต่าง ๆ ในทางการเมือง ดังนั้นพรรคการเมืองจึง ประกอบ ไปด้วย ส่วนทั้ง 3 ส่วน คือ
     1. ประชาชน(สมาชิก) 
     2. เจ้าหน้าที่พรรค
     3. คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง


             ภารกิจของพรรคการเมือง  คือ  คัดเลือกคนเข้าแข่งขันสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิก   สภาผู้แทนรษฎร เพื่อให้ดำรงตำแหน่ง ต่าง ๆ ซึ่งถ้าชนะก็จะมีโอกาสเข้าไปรับผิดชอบในการบริหารราชการ แผ่นดิน ซึ่งวัตถุประสงค์ของพรรคการเมืองจึงต่างกับ คณะบุคคลที่ว่ากลุ่มผลประโยชน์อื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการผลักดันที่จะแสวงหาผลประโยชน์ หรืออิทธิพลเหนือรัฐบาลหรือ ฝ่ายปกครอง ให้มีนโยบายหรือวิธีการ ทำงาน ที่สอด คล้องกับผลประโยชน์พิเศษของตนเอง กลุ่มนี้ต่างจากพรรคการเมืองในข้อที่ว่า จะไม่สรรหาคนของตนเข้าแข่งขันรับเลือก แต่ก็อาจมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองก็ได้ ส่วนประกอบที่เป็นสาระสำคัญ คือ สมาชิก การจัดองค์กรการบริหารงาน
เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ตลอดจนทรัพยากรก็คือ มีทุน มีคนมีความรู้ความสามารถ มีพลังทางด้านการหาเสีย เลือกตั้ง มีผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีคุณสมบัติเป็นที่นิยมของประชาชนโดยทั่วไป


บทบาทและหน้าที่ของพรรคการเมือง
      1.การให้การอบรมกล่อมเกลาทางการเมือง
      2.การชักนำให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง 
      3.การสรรหาบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง
     4.การสื่อสารทางการเมือง
     5.การรวบรวมและกลั่นกรองผลประโยชน์ของประชาชน
     6.การกำหนดนโยบาย
     7.การสอดส่องดูแลการนำนโยบายไปปฏิบัติ
     8.การวินิจฉัยปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัตินโยบายของรัฐบาล


พรรคการเมืองของไทย เริ่มต้นทั้งในด้านพฤตินัยและนิตินัย ซึ่งนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ได้มีกลุ่มการเมืองที่แสดงเป็นพรรคการเมืองโดยเปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2498 โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2498 ที่บลัญญัติ ว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการ ตั้งพรรคการเมืองภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย " ซึ่งพรรคก้าวหน้าเป็น

พรรคแรก ที่เกิดขึ้น หากมองในด้านพฤตินัย หรือการกระทำแล้วพรรคการเมืองของไทยก็กำเนิดพร้อม ๆ กับการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั้น ก็คือ "สมาคมคณะราษฎร" ถึงแม้ว่าจะไม่ระบุว่าเป็นพรรคการเมือง แต่ก็มีเจตน์จำนง เช่นเดียวกับพรรคการเมือง โดยทั่วไปก็คือประสงค์ที่จะเข้ารับผิดชอบในการบริหารประเทศ ยุคสมัยที่การเมืองไทย เปิดโอกาสให้มีเสรีภาพ ในการ จัดตั้งพรรคการเมือง แบ่งออกได้ดังนี้

สมัยที่ 1 พ.ศ. 2489 - 2494 พรรคการเมืองที่สำคัญในระยะนั้น คือ พรรคสหชีพ พรรคแนว รัฐธรรมนูญและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนับได้ว่าการเมืองไทยในสมัยนั้นเป็นการเริ่มต้นการ ปกครอง ในระบอบพรรค ครั้งแรกและมีพรรคการเมืองเกินกว่า 10 พรรค

สมัยที่ 2 พ.ศ. 2498 - 2501 เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 พรรคการเมืองไทยก็ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และมีถึง 30 พรรค พรรคที่สำคัญ คือ พรรคเสรีมนังคศิลา พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาตินิยม และต่อมาก็ได้ถูกยกเลิกเมื่อมีการปฏิวัติยกเลิกพรรคการเมือง และพระราช บัญญัติพรรคการเมืองที่ใช้อยู่

สมัยที่ 3 พ.ศ. 2511 - 2514 เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี พรรคการเมืองไทยก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 และพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2511 พรรคที่มีบทบาทนำ สมัยนั้น คือ พรรคสหประชาไทย และพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้น 17 พรรค และบทบาทของ พรรคการเมืองก็ต้อง ชงักลงอีกครั้ง เมื่อมีการปฏิวัติใน พ.ศ. 2514

สมัยที่ 4 พ.ศ. 2517 - 2519 หลังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2517 และพระราชบัญยัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2517 การจัดตั้งพรรคการเมืองจึงกระทำได้อีกครั้ง รัฐธรรมนูญ 2517 มีบทบัญญัติ ที่ส่งเสริมพรรคการเมืองมากว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ และยุคนี้มีพรรคการเมืองมากถึง 40 พรรค และมีกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอันมาก แต่ต้องระงับไปอีกครั้ง เมื่อ 16 ตุลาคม 2519

สมัยที่ 5 พ.ศ. 2521 - 2540 เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ก็ได้กำหนดให้ประชาชนมี เสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองอีกครั้ง โดยได้พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2524 ประกาศใช้บังคับเพื่อให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้มีการจัดตั้งและจดทะเบียนรวมทั้งควบคุมให้การดำเนินการต่าง ของพรรคการเมืองให้อยู่ในกรอบของระเบียบเดียวกัน ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2535 ซึ่งพรรคการเมืองที่สำคัญในช่วงนี้ คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติพัฒนา พรรคประชากรไทย พรรคกิจสังคม พรรคความหวังใหม่ เป็นต้น


สมัยที่ 6 พ.ศ. 2540 - ปัจจุบัน หลังจากได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ได้ทีการกำหนดให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองโดยมีสาระที่เปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนค่อนข้างมาก เช่น การจัดตั้งพรรคการเมือง มีความง่ายขึ้น การกำหนดเรื่องของกาสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐ เพื่อเป็นการพัฒนาระบบ พรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น การกำหนดให้ข้อบังคับของพรรค การเมืองและการให้ความรู้ทางการเมืองแก่ สมาชิกและประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะกำหนดให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นครั้งแรกเป็นต้น ซึ่ง พรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมไม่ได้ถูกยกเลิกไปแต่ต้องปรับปรุงนโยบาย ข้อบังคับและเลือกตั้งคณะกรรมการ การบริหารพรรคให้สอดคล้องหรือเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.
2541 จนถึงปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดทะเบียนจากนายทะเบียน ดังนี้ (ณ วันที่ 16 มิ.ย. 2542)

จำนวนพรรคการเมืองในประเทศต่าง ๆ
         แบ่งระบบพรรคการเมือง โดยดูจากจำนวนพรรคการเมืองได้ 4 ประเภท คือ   (1) ระบบพรรคการเมืองพรรคใหญ่ 2 พรรค    (2) ระบบหลายพรรค    (3) ระบบพรรคเดียวผูกขาด    (4) ระบบพรรคเด่นพรรคเดียว โดยมีรายละเอียดดังนี้


1.ระบบพรรคการเมืองพรรคใหญ่ 2 พรรค (Two-party system) ประเทศที่มีระบบพรรคการเมืองแบบพรรคใหญ่ 2 พรรคก็เช่น ประเทศอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ในประเทศเหล่านี้มีพรรคการเมืองเกิน 2 พรรค แต่ ณ เวลาหนึ่ง ๆ นั้นจะมีพรรคใหญ่ ๆ ที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลอยู่เพียง 2 พรรคเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงของสังคมอาจจะทำให้เกิดพรรคใหม่ขึ้นมา และพรรคที่เคยเป็นพรรคใหญ่เคยตั้งรัฐบาลมาก่อนอาจจะกลายเป็นพรรคเล็ก ๆ แต่การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยมาก


2.ระบบหลายพรรค (Multi-Party System)
ประเทศที่มีระบบหลายพรรค ก็เช่น อิตาลี สวิส นอร์เวย์ สวิเดน ประเทศที่กล่าวมานี้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไม่มีพรรคใหญ่ที่มักจะได้ควบคุมอำนาจทางการเมืองเพียง 2 พรรคดังที่เป็นอยู่ในอังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา จึงต้องมีรัฐบาลที่เรียกว่า รัฐบาลผสม (Coalition Government) เวลามีการเลือกสมาชิกรัฐสภาจะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเกินครึ่ง รัฐบาลซึ่งเป็นรัฐบาลผสมมักจะอยู่ในตำแหน่งไม่นาน ตัวอย่างก็เช่นประเทศอิตาลี ซึ่งรัฐบาลจะอยู่ในอำนาจโดยเฉลี่ยไม่ถึง 1 ปี แต่ละการเลือกตั้งจะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก


3.ระบบพรรคเดียวผูกขาด (One-Party Monopoly System)
ประเทศที่มีระบบพรรคเดียวผูกขาดที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือ ประเทศที่ใช้ระบบคอมมิวนิสต์ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน คิวบา เกาหลีเหนือ เป็นต้น ในประเทศเหล่านี้ พรรคคอมมิวนิสต์ผูกขาดอำนาจทางการเมือง การเลือกตั้งอาจจะมีแต่พรรคคอมมิวนิสต์ จะเป็นพรรคเดียวที่ส่งผู้สมัครเข้าแข่งขัน

 
4.ระบบพรรคเด่นพรรคเดียว (One-Party Dominate System)
ประเทศที่มีระบบพรรคการเมืองแบบพรรคเด่นพรรคเดียว จะต่างจากแบบพรรคเดียวผูกขาดเพราะในระบบพรรคเด่นพรรคเดียวจะมีพรรคการเมืองหลายพรรค แต่มีพรรคใหญ่มากอยู่พรรคเดียว พรรคนี้จะได้เสียงเกินครึ่งจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้พรรคเดียวได้ครองเสียงข้างมากในสภาตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา เช่น ประเทศสิงคโปร์ซึ่งก็คือพรรคมีเพิลแอคชั่น (People Action Party หรือ PAP) พรรค PAP ของสิงคโปร์เป็นพรรคที่ครองอำนาจการเมืองในสิงคโปร์มาตลอดทั้งแต่เป็นเอกราชจากอักฤษ เมื่อปี ค.ศ.1959 ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง พรรค PAP ซึ่งหัวหน้าพรรคคนแรก คือ นายลีกวนยู จะชนะได้ที่นั่งเกือบจะทั้งหมด อย่างเช่นการเลือกตั้งในปี ค.ศ.1988 พรรค PAP ได้ที่นั่ง 80 ที่นั่งจากที่นั่งทั้งหมด 81 ที่นั่ง


ที่มา : การเมืองไทย การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา / โดย ดร.ณรงค์ สินสวัสดิ์
D:\พรรคการเมือง\Untitled Document.htm
   Action

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                      


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
po_sci_nu3 วันที่ : 20/07/2007 เวลา : 23.08 น.
http://www.oknation.net/blog/cuibrono

ขอบุคณค่ะที่แวะมาเยี่ยมชม blog เรานะค่ะ จะพยายามทำให้ดีๆๆค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
ToeflThailand วันที่ : 20/07/2007 เวลา : 12.09 น.
http://www.oknation.net/blog/ToeflThailand
แวะมาทักทายกันหน่อยซิครับ :) 

ผมเป็นสมาชิกใหม่ของ OK Nation ครับ
จึงแวะมาทักทายเพื่อนชาว Blog
หากมีเวลา…ลองแวะไปเยี่ยมและ comment
ใน Blog ของผมนะครับ 
================================
เรียนภาษาอังกฤษ, เตรียมสอบ TOEFL , หาข้อมูลศึกษาต่อ คลิกที่นี้ !!! http://www.ToeflThailand.com

ความคิดเห็นที่ 1
บัวหิมะ วันที่ : 19/07/2007 เวลา : 20.29 น.
http://www.oknation.net/blog/diary

ขอบคุณค่ะ......ที่ช่วยจำแนกให้นะคะ.....
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน