|


พรรคการเมืองกับรัฐไทยในการเมืองโลก 
โดยปกติพรรคการเมือง ก็คือ กลุ่มคณะบุคคลที่ได้ตกลงกันตามหลักการใดหลักการหนึ่ง เพื่อจะดำเนินการจากหลักการนั้นให้ได้รับผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อเข้าไปใช้อำนาจทางการเมืองซึ่งอาจเป็นคนหลายคนรวมกันเข้าหลวม ๆ แต่ได้ดำเนินการเพื่อ จะให้มีการเลือกคนเข้า ดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายใต้ชื่อใดชื่อหนึ่ง
โครงสร้าง มีสมาชิก มีผู้นำ มีความปราถนาจะดำเนินการให้สำเร็จตามเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งที่แน่นอนในทางการเมือง การทำความเข้าใจในพรรคการเมืองจะเด่นชัดขึ้น ถ้าเราจะพิจาณาวิเคราะห์โครงสร้างของพรรคการเมืองออกจากมวลชนที่เป็นสมาชิก ซึงมีส่วนมาก ประชาชนเหล่านี้มีความจงรัก ภักดีหรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองก็แต่เพียงตอนใดตอนหนึ่งที่มี ขอบเขตจำกัด นอกจากความผูกพันของสมาชิกนั้น ก็ยังมีกลุ่ม เจ้าหน้าที่พรรคการเมืองและกลุ่มบุคคลที่เรียกว่ากรรมการบริหารพรรค ซึ่งมักจะมีอำนาจในการตกลงใจต่าง ๆ ในทางการเมือง ดังนั้นพรรคการเมืองจึง ประกอบ ไปด้วย ส่วนทั้ง 3 ส่วน คือ 1. ประชาชน(สมาชิก) 2. เจ้าหน้าที่พรรค 3. คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
ภารกิจของพรรคการเมือง คือ คัดเลือกคนเข้าแข่งขันสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิก สภาผู้แทนรษฎร เพื่อให้ดำรงตำแหน่ง ต่าง ๆ ซึ่งถ้าชนะก็จะมีโอกาสเข้าไปรับผิดชอบในการบริหารราชการ แผ่นดิน ซึ่งวัตถุประสงค์ของพรรคการเมืองจึงต่างกับ คณะบุคคลที่ว่ากลุ่มผลประโยชน์อื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการผลักดันที่จะแสวงหาผลประโยชน์ หรืออิทธิพลเหนือรัฐบาลหรือ ฝ่ายปกครอง ให้มีนโยบายหรือวิธีการ ทำงาน ที่สอด คล้องกับผลประโยชน์พิเศษของตนเอง กลุ่มนี้ต่างจากพรรคการเมืองในข้อที่ว่า จะไม่สรรหาคนของตนเข้าแข่งขันรับเลือก แต่ก็อาจมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองก็ได้ ส่วนประกอบที่เป็นสาระสำคัญ คือ สมาชิก การจัดองค์กรการบริหารงาน เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ตลอดจนทรัพยากรก็คือ มีทุน มีคนมีความรู้ความสามารถ มีพลังทางด้านการหาเสีย เลือกตั้ง มีผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีคุณสมบัติเป็นที่นิยมของประชาชนโดยทั่วไป
บทบาทและหน้าที่ของพรรคการเมือง 1.การให้การอบรมกล่อมเกลาทางการเมือง 2.การชักนำให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง 3.การสรรหาบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง 4.การสื่อสารทางการเมือง 5.การรวบรวมและกลั่นกรองผลประโยชน์ของประชาชน 6.การกำหนดนโยบาย 7.การสอดส่องดูแลการนำนโยบายไปปฏิบัติ 8.การวินิจฉัยปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัตินโยบายของรัฐบาล
พรรคการเมืองของไทย เริ่มต้นทั้งในด้านพฤตินัยและนิตินัย ซึ่งนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ได้มีกลุ่มการเมืองที่แสดงเป็นพรรคการเมืองโดยเปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2498 โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2498 ที่บลัญญัติ ว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการ ตั้งพรรคการเมืองภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย " ซึ่งพรรคก้าวหน้าเป็น
พรรคแรก ที่เกิดขึ้น หากมองในด้านพฤตินัย หรือการกระทำแล้วพรรคการเมืองของไทยก็กำเนิดพร้อม ๆ กับการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั้น ก็คือ "สมาคมคณะราษฎร" ถึงแม้ว่าจะไม่ระบุว่าเป็นพรรคการเมือง แต่ก็มีเจตน์จำนง เช่นเดียวกับพรรคการเมือง โดยทั่วไปก็คือประสงค์ที่จะเข้ารับผิดชอบในการบริหารประเทศ ยุคสมัยที่การเมืองไทย เปิดโอกาสให้มีเสรีภาพ ในการ จัดตั้งพรรคการเมือง แบ่งออกได้ดังนี้
สมัยที่ 1 พ.ศ. 2489 - 2494 พรรคการเมืองที่สำคัญในระยะนั้น คือ พรรคสหชีพ พรรคแนว รัฐธรรมนูญและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนับได้ว่าการเมืองไทยในสมัยนั้นเป็นการเริ่มต้นการ ปกครอง ในระบอบพรรค ครั้งแรกและมีพรรคการเมืองเกินกว่า 10 พรรค
สมัยที่ 2 พ.ศ. 2498 - 2501 เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 พรรคการเมืองไทยก็ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และมีถึง 30 พรรค พรรคที่สำคัญ คือ พรรคเสรีมนังคศิลา พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาตินิยม และต่อมาก็ได้ถูกยกเลิกเมื่อมีการปฏิวัติยกเลิกพรรคการเมือง และพระราช บัญญัติพรรคการเมืองที่ใช้อยู่
สมัยที่ 3 พ.ศ. 2511 - 2514 เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี พรรคการเมืองไทยก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 และพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2511 พรรคที่มีบทบาทนำ สมัยนั้น คือ พรรคสหประชาไทย และพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้น 17 พรรค และบทบาทของ พรรคการเมืองก็ต้อง ชงักลงอีกครั้ง เมื่อมีการปฏิวัติใน พ.ศ. 2514
สมัยที่ 4 พ.ศ. 2517 - 2519 หลังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2517 และพระราชบัญยัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2517 การจัดตั้งพรรคการเมืองจึงกระทำได้อีกครั้ง รัฐธรรมนูญ 2517 มีบทบัญญัติ ที่ส่งเสริมพรรคการเมืองมากว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ และยุคนี้มีพรรคการเมืองมากถึง 40 พรรค และมีกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอันมาก แต่ต้องระงับไปอีกครั้ง เมื่อ 16 ตุลาคม 2519
สมัยที่ 5 พ.ศ. 2521 - 2540 เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ก็ได้กำหนดให้ประชาชนมี เสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองอีกครั้ง โดยได้พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2524 ประกาศใช้บังคับเพื่อให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้มีการจัดตั้งและจดทะเบียนรวมทั้งควบคุมให้การดำเนินการต่าง ของพรรคการเมืองให้อยู่ในกรอบของระเบียบเดียวกัน ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2535 ซึ่งพรรคการเมืองที่สำคัญในช่วงนี้ คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติพัฒนา พรรคประชากรไทย พรรคกิจสังคม พรรคความหวังใหม่ เป็นต้น สมัยที่ 6 พ.ศ. 2540 - ปัจจุบัน หลังจากได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ได้ทีการกำหนดให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองโดยมีสาระที่เปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนค่อนข้างมาก เช่น การจัดตั้งพรรคการเมือง มีความง่ายขึ้น การกำหนดเรื่องของกาสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐ เพื่อเป็นการพัฒนาระบบ พรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น การกำหนดให้ข้อบังคับของพรรค การเมืองและการให้ความรู้ทางการเมืองแก่ สมาชิกและประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะกำหนดให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นครั้งแรกเป็นต้น ซึ่ง พรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมไม่ได้ถูกยกเลิกไปแต่ต้องปรับปรุงนโยบาย ข้อบังคับและเลือกตั้งคณะกรรมการ การบริหารพรรคให้สอดคล้องหรือเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 จนถึงปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดทะเบียนจากนายทะเบียน ดังนี้ (ณ วันที่ 16 มิ.ย. 2542)
จำนวนพรรคการเมืองในประเทศต่าง ๆ แบ่งระบบพรรคการเมือง โดยดูจากจำนวนพรรคการเมืองได้ 4 ประเภท คือ (1) ระบบพรรคการเมืองพรรคใหญ่ 2 พรรค (2) ระบบหลายพรรค (3) ระบบพรรคเดียวผูกขาด (4) ระบบพรรคเด่นพรรคเดียว โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.ระบบพรรคการเมืองพรรคใหญ่ 2 พรรค (Two-party system) ประเทศที่มีระบบพรรคการเมืองแบบพรรคใหญ่ 2 พรรคก็เช่น ประเทศอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ในประเทศเหล่านี้มีพรรคการเมืองเกิน 2 พรรค แต่ ณ เวลาหนึ่ง ๆ นั้นจะมีพรรคใหญ่ ๆ ที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลอยู่เพียง 2 พรรคเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงของสังคมอาจจะทำให้เกิดพรรคใหม่ขึ้นมา และพรรคที่เคยเป็นพรรคใหญ่เคยตั้งรัฐบาลมาก่อนอาจจะกลายเป็นพรรคเล็ก ๆ แต่การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยมาก
2.ระบบหลายพรรค (Multi-Party System) ประเทศที่มีระบบหลายพรรค ก็เช่น อิตาลี สวิส นอร์เวย์ สวิเดน ประเทศที่กล่าวมานี้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไม่มีพรรคใหญ่ที่มักจะได้ควบคุมอำนาจทางการเมืองเพียง 2 พรรคดังที่เป็นอยู่ในอังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา จึงต้องมีรัฐบาลที่เรียกว่า รัฐบาลผสม (Coalition Government) เวลามีการเลือกสมาชิกรัฐสภาจะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเกินครึ่ง รัฐบาลซึ่งเป็นรัฐบาลผสมมักจะอยู่ในตำแหน่งไม่นาน ตัวอย่างก็เช่นประเทศอิตาลี ซึ่งรัฐบาลจะอยู่ในอำนาจโดยเฉลี่ยไม่ถึง 1 ปี แต่ละการเลือกตั้งจะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก
3.ระบบพรรคเดียวผูกขาด (One-Party Monopoly System) ประเทศที่มีระบบพรรคเดียวผูกขาดที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือ ประเทศที่ใช้ระบบคอมมิวนิสต์ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน คิวบา เกาหลีเหนือ เป็นต้น ในประเทศเหล่านี้ พรรคคอมมิวนิสต์ผูกขาดอำนาจทางการเมือง การเลือกตั้งอาจจะมีแต่พรรคคอมมิวนิสต์ จะเป็นพรรคเดียวที่ส่งผู้สมัครเข้าแข่งขัน
4.ระบบพรรคเด่นพรรคเดียว (One-Party Dominate System) ประเทศที่มีระบบพรรคการเมืองแบบพรรคเด่นพรรคเดียว จะต่างจากแบบพรรคเดียวผูกขาดเพราะในระบบพรรคเด่นพรรคเดียวจะมีพรรคการเมืองหลายพรรค แต่มีพรรคใหญ่มากอยู่พรรคเดียว พรรคนี้จะได้เสียงเกินครึ่งจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้พรรคเดียวได้ครองเสียงข้างมากในสภาตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา เช่น ประเทศสิงคโปร์ซึ่งก็คือพรรคมีเพิลแอคชั่น (People Action Party หรือ PAP) พรรค PAP ของสิงคโปร์เป็นพรรคที่ครองอำนาจการเมืองในสิงคโปร์มาตลอดทั้งแต่เป็นเอกราชจากอักฤษ เมื่อปี ค.ศ.1959 ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง พรรค PAP ซึ่งหัวหน้าพรรคคนแรก คือ นายลีกวนยู จะชนะได้ที่นั่งเกือบจะทั้งหมด อย่างเช่นการเลือกตั้งในปี ค.ศ.1988 พรรค PAP ได้ที่นั่ง 80 ที่นั่งจากที่นั่งทั้งหมด 81 ที่นั่ง ที่มา : การเมืองไทย การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา / โดย ดร.ณรงค์ สินสวัสดิ์ D:\พรรคการเมือง\Untitled Document.htm
 Action

|