เกาเหลา "สุรยุทธ์-สนธิ" "ข่าวลวง" หรือ "ข่าวจริง"...?
หลังผ่านการปฏิรูปการปกครองมากว่า 5 เดือน เปลี่ยนถ่ายจาก "ยุคทักษิโณมิกส์" เข้าสู่ "ยุคสมานฉันท์" บนพื้นฐานของสังคมไทยแบบพอเพียง ภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
นับวันประชาชนเริ่มมี "เครื่องหมายคำถาม" เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเมื่อมองหา "ความสำเร็จ" ในการบรรลุเป้าหมาย 4 ข้อหลักในการ "ยึดอำนาจ" ที่ยังไม่สามารถเอาผิดต่อรัฐบาลชุดที่ผ่านมา รวมถึงวาระงานปกติที่รัฐบาลต้องขับเคลื่อนให้เดินหน้าในระหว่างการเข้ามารับอาสาบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ผลงานในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมาต้องถือว่ารัฐบาลและ คมช. สอบตกไม่ผ่านเกณฑ์โดยเฉพาะผลสำรวจคะแนนนิยมที่มีลดลง และเห็นว่า "ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง" ให้ความสำคัญปัญหาการเมืองมากกว่าปัญหาความเป็นอยู่ของคนในสังคม นั่นคือ ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้
ดังนั้น เมื่อหลากหลายปัญหารุมเร้าทำให้ทั้ง "ผู้นำรัฐบาล" และ "ผู้นำ คมช." เกิดอาการจุกเสียดเมาหมัดไปไม่น้อย ที่สำคัญภายหลัง พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ ถูกหลากหลาย "มรสุม" โหมเข้าใส่ ทำให้เริ่มมีปฏิกิริยาของ "ความไม่ลงรอย" ระหว่าง พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ
โดยเฉพาะกระแสข่าวล่าสุด "ความขัดแย้ง" ระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับการแก้ปัญหาภาคใต้ ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็น "แบบส่วนตัว" เชิญเฉพาะระดับหัวกะทิในการแก้ปัญหาภาคใต้เข้าร่วมประชุม
โดยมีรายงานข่าวว่ามีผู้เข้าร่วมประชุม 5 ท่าน คือ พล.อ.สุรยุทธ์ พล.อ.สนธิ นายประกิจ ปัจจนึก เลขาธิการ สมช. พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 และนายพระนาย สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการระดับเจ้าหน้าที่ฝ่ายอำนวยการเข้าร่วมประชุมด้วย
ซึ่งจากการประชุมครั้งนี้ ปรากฏว่ามีข่าวเกาเหลาของทั้งสองคนขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์ มีรายงานข่าวเปิดเผยออกมาจากที่ประชุมถึงคำพูดโต้แย้งระหว่าง พล.อ.สุรยุทธ์ กับ พล.อ.สนธิ ถือเป็นคำพูดที่รุนแรงและมีปฏิกิริยาไม่พอใจออกมาจากสีหน้าและท่าทางของนายกฯ
ทั้งนี้ มูลเหตุของความขัดแย้งเริ่ม "บ่มเพาะ" เมื่อบรรดา "บิ๊ก คมช." มองว่าการทำงานของรัฐบาล ในห้วงที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้า โดยเฉพาะรัฐมนตรีบางคนยังทำงาน "แบบใส่เกียร์ว่าง" ไม่เข้าเกียร์เดินหน้าสักที ผลงานของรัฐบาลที่ออกมาจึงดูว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุด "ไร้ทิศทาง" ไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไม่ใช่ปัญหาหลักของประเทศ
ที่สำคัญคือ คมช. เคยมีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความร่วมมือ "เจ้ากระทรวง" ไปเร่งรัดข้าราชการในสังกัดดำเนินการให้ความร่วมมือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในการตรวจสอบเอาผิดคนในรัฐบาลเก่า และให้เจ้ากระทรวงรับผิดชอบเร่งดำเนินการการร้องทุกข์กล่าวโทษ ในคดีทุจริตโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
แต่จนบัดนี้ คมช. ยังไม่เห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
นำมาสู่แนวความคิดที่ต้องการให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีที่ "ใส่เกียร์ว่าง" ออกไป และคัดคนใหม่ที่ "ไฟยังแรง" ไม่เป็น "ขิงแก่" ที่ทำงานล่าช้า เพราะด้วยข้อจำกัดของเงื่อนไขเวลาที่ คมช.ระบุไว้ว่า ขอเวลา 1 ปี ก่อนที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน ดังนั้น หากภาระงานไม่เสร็จทันเวลา ย่อมเป็นผลดีกับ คมช.และรัฐบาลเอง
ตลอดจนข้อสงสัยของสมาชิก คมช.เกี่ยวกับแนวคิดของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่ดึงตัวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัย "ยุคทักษิโณมิกส์" เข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาล ซึ่ง พล.อ.สนธิ เคยระบุในที่ประชุม คมช.ว่า "ทราบภายหลังที่มีการแต่งตั้ง" กรณีดังกล่าวเป็นหนึ่งมูลเหตุที่ทำให้ คมช. มี "เครื่องหมายคำถาม" เกิดขึ้น
และเมื่อมองในภาพของรัฐบาลที่มีต่อ คมช. โดยเฉพาะตัว พล.อ.สนธิ ที่ได้รับมอบหมายให้คุมงานด้านความมั่นคงทั้งหมดของประเทศ แต่ปัญหาภาคใต้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีทีท่าจะลุกลามเข้ามาในกรุงเทพฯ
ทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ เกิดเครื่องหมายคำถามต่อ พล.อ.สนธิ เช่นกันว่าเหตุใดจึงไม่ "ปฏิบัติการเชิงรุก" กับกลุ่มเครือข่ายก่อความไม่สงบ ทั้งที่มีข้อมูลอยู่ในมือว่าเชื่อมโยงถึงกลุ่มบุคคลใด หรือสกัดกั้นกลุ่มดังกล่าวไม่ให้ออกมาก่อเหตุ กรณีนี้นำมาสู่กระแสข่าว พล.อ.สนธิ แอบเจรจาต่อรองกับกลุ่ม "พีเอ็นวายเอส" ที่อยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ
แม้กระแสข่าว "ความขัดแย้ง" ระหว่างสองคน จะถูกปฏิเสธออกมาจากปากของ พล.อ.สนธิ ที่การันตีว่า "ชาตินี้ไม่มีทาง" เพราะความสัมพันธ์ของสองคนที่เคยทำงานร่วมกัน ร่วมหัวจมท้ายกันตั้งแต่อยู่ในหน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ (นสศ.)
และเมื่อพิจารณาจากบุคลิกส่วนตัวของสองคน ที่ค่อนข้างเหมือนกัน คือสุขุม นุ่มลึก ไม่โผงผาง ไม่มีลักษณะก้าวร้าว
ที่สำคัญสถานะของทั้งคู่เปรียบเสมือน "น้ำที่ต้องพึ่งเรือ" และ "เสือที่ต้องพึ่งป่า" ดังนั้น การทะเลาะกันกลางที่ประชุม สมช. ที่สะท้อนภาพ "ความแตกแยก" ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ว่า "ความไม่พึงพอใจ" ในผลการปฏิบัติงานจะไม่มี
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคำถามว่า ข่าวความขัดแย้งที่เกิดขึ้น "เป็นความจริง" หรือเป็นเพียง "ขบวนการสร้างข่าว" ของกลุ่มที่ต้องการเห็น "ความแตกแยก" เท่านั้น
เพราะข่าวความแตกแยกของทั้งสองคนไม่ใช่แค่เรื่องปลีกย่อยของสองคน แต่หมายถึงเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ที่กลุ่มผลประโยชน์หลายกลุ่มอยากให้เป็นจริง....
ที่มาจาก 
โดย : cakehero อีเมล์ : วันที่ : 2007-03-06 08:40:35
|