พิมพ์หน้านี้
|
สังเขปภูมิหลังกวีนิพนธ์ฟิลิปปินส์ 1. สมัยก่อนฟิลิปปินส์ตกเป็นประเทศอาณานิคม เมื่อพิจารณาเฉพาะกวีนิพนธ์จะพบว่า วรรณคดีฟิลิปปินส์ในยุคเริ่มแรกก่อนที่จะเป็นอาณา-นิคมนั้นมีการสร้างและเสพวรรณคดีมุขปาฐะ (oral literature) เป็นหลัก ด้วยเหตุที่ว่าสังคมดั้งเดิมในฟิลิปปินส์นั้น เป็นแหล่งรวมของชนเผ่าต่างๆมากมาย เช่น เผ่าบอนตอค (Bontoks) อิลองกอต (Ilongots) และคาลิงกัส (Kalingas) ชนเผ่าเหล่านี้มีชนเผ่ามาเลย์เป็นบรรพบุรุษ และได้ทิ้งร่องรอยของวัฒนธรรมอิสลามไว้ในฟิลิปปินส์มาถึงทุกวันนี้ (2) ในสังคมแบบชนเผ่ามีการเสพบทกวีและลำนำเพลง กวีนิพนธ์ที่สำคัญในยุคนี้คือมหากาพย์พื้นบ้าน (Folk Epic) มีลักษณะเป็นคำร้อยกรองโดยผูกเรื่องขึ้นจากเรื่องเล่าหรือตำนาน มหากาพย์พื้นบ้านที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือเรื่องลัมอัง (Lam-ang) เล่าโดยชนเผ่าอิโลกาโน (Ilogano) เรื่องฮัดฮัด (Hudhud) ของชนเผ่าอิฟฟูกัว (Ifugao) เรื่องอิบาลอน (Ibalon) หรือ ฮันดิออง (Handiong) เล่าโดยชนเผ่าบิโคล (Bikol) (3) เมื่อสเปนเข้าปกครองหมู่เกาะฟิลิปปินส์ใน ค.ศ.1565 วรรณกรรมมุขปาฐะจำนวนมากถูกห้ามเผยแพร่และถูกทำลาย ทำให้การสร้างสรรค์วรรณกรรมฟิลิปปินส์หยุดชะงักไป จนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชนพื้นเมืองจำนวนหนึ่งที่ชาวสเปนให้การศึกษาจนรู้ภาษาสเปนแตกฉาน เรียกว่าพวก ลาดิโน (Ladinos) ได้เขียนกวีนิพนธ์ขึ้นเป็นภาษาสเปนและภาษาตากาล็อก (Tagalog) (4) เนื้อหาหลักเป็นเรื่องศาสนาและการสั่งสอนศีลธรรม(5) นอกจากนั้นยังมีกวีนิพนธ์ที่เขียนขึ้นใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง โดยมุ่งหมายจะให้แพร่หลายแทนมหากาพย์ดั้งเดิมที่ถูกทำลาย เรียกว่าปาสิญอน (Pasi?n) ปาสิญอนเป็นกวีนิพนธ์ที่พรรณนาเกี่ยวกับชีวิตและการถูกตรึงไม้กางเขนของพระเยซู และเรื่องราวเกี่ยวกับนักบุญต่างๆในคัมภีร์ไบเบิล เนื้อหาไม่ได้มุ่งเน้นที่ความปิติในแง่ของปัญญาแต่จะเน้นความเมตตา ความเสียสละ การสร้างสรรค์กวีนิพนธ์แบบปาสิญอนนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ศาสนจักร ส่วนใหญ่แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นเพลงสวดในศาสนพิธี (6) ในราวคริสต์วรรษที่ 18 มีการเขียนกวีนิพนธ์ที่เรียกว่า ออวิท (Awit) และ คอร์ริโด (Corrido) เขียนเป็นภาษาตากาล็อกมากที่สุด รองลงมาคือภาษาอิลคาโน (Ilcanos) เป็นเรื่องราวการผจญภัยของเจ้าหญิงและเจ้าชาย หรือของหญิงสูงศักดิ์ที่ได้แต่งงานกับกษัตริย์ท่านคยุคหรือกัปตันเรือ โครงเรื่องคล้ายนิทานอย่างเรื่องซินเดอเรลลา อาลาดิน และอาลีบาบา บางเรื่องกล่าวถึงหญิงที่ไม่มีทั้งความรักและการแต่งงาน แต่มีชีวิตที่ปีติสุขอย่างนักบุญในที่สุดก็บวชเป็นนักบวชสตรีในศาสนาคริสต์ ทั้งนี้ในการเขียนออวิทและคอร์ริโด ผู้เขียนจะพยายามสอดแทรกสีสันท้องถิ่น (local color) ลงไปในเรื่อง ที่น่าสนใจก็คือมีบางเรื่องที่เล่าถึงวีรบุรุษชาวพื้นเมือง ที่ต่อสู้บนหลังควายแทนที่จะเป็นม้าของชาวยุโรป และมีบางเรื่องกล่าวถึงอาณาจักรที่ถูกปกครองโดยปีศาจร้ายซึ่งอาจหมายถึง สเปนที่เข้ามาปกครองฟิลิปปินส์ (7) ยุคต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่กระแสชาตินิยมเริ่มก่อตัวขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะครึ่งหลังของศตวรรษ ปัญญาชนที่ได้รับการศึกษาจากประเทศในยุโรปเริ่มรวมตัวต่อต้านรัฐบาลสเปนทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีการจัดอภิปรายในที่สาธารณะถึงความไม่เป็นธรรมของรัฐบาลสเปน วีรบุรุษที่มีบทบาทสำคัญในการปลดแอกฟิลิปปินส์ออกจากกการเป็นอาณานิคมของสเปนคือ โฮเซ่ ริซาล (Jose Rizal) ที่ได้ประพันธ์วรรณกรรมเสียดสีโจมตีการกดขี่ข่มเหงชาวฟิลิปปินส์ของชาวสเปน งานเขียนของเขาเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ชาวพื้นเมืองก่อการปฏิวัติต่อสเปนขึ้น (8) กวีนิพนธ์ของ โฮเซ่ ริซาล มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักชาติ เขียนขึ้นจากภาวการณ์ที่ได้ประสบและความสะเทือนอารมณ์ ริซาลถูกจับกุมและตัดสินประหารชีวิตด้วยข้อกล่าวหาก่อกบฏใน ค.ศ.1896 ก่อนที่เขาจะถูกประหารเขาแต่งกวีนิพนธ์ชื่อ คำอำลาครั้งสุดท้ายของข้าพเจ้า (My Last Farewell) ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะจับใจเพื่อนร่วมชาติอย่างลึกซึ้ง มรณกรรมของริซาลได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรักชาติลงในจิตใจของชาวฟิลิปปินส์ทุกคน ต่อมาจึงได้มีผู้สืบสานปณิธานของเขา อานเดรส โบนิฟาซิโอ (Andres Bonifacio) ได้ก่อตั้งองค์การลับต่อต้านชาวสเปน เขาได้เขียนบทกวีปลุกใจเป็นภาษาตากาล็อกเป็นจำนวนมาก ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์กำลังเรียกร้องเอกราชอยู่นี้เอง สเปนได้ทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา และส่งผลให้ฟิลิปปินส์ตกเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา (9) กวีนิพนธ์ในยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าอาณานิคมในช่วง 20 ปีแรกจะใช้ภาษาสเปนและ ตากาล็อกเป็นหลัก โดยยึดแบบแผนและแนวคิดของกลุ่มปัญญาชน เพื่อเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับความรักชาติซึ่งสัมพันธ์กับลัทธิชาตินิยม (Nationalism) มากขึ้นตามลำดับ มีการเขียนวรรณกรรมที่มีรูปแบบคล้ายออวิทแบบดั้งเดิม และการปรับกวีนิพนธ์เป็นบทเพลงขับร้องเพื่อปลุกใจ ในช่วงนี้เริ่มมีการเขียนกวีนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก กวีที่เด่นก็จะเขียนงานด้วยถ้อยคำหรูหราเพื่อแสดงอารมณ์อ่อนไหวเท่านั้น ส่งผลให้ซาลวาดอ พี. โลเปซ (Salvador P. Lopez) เขียนความเรียงและเสนอข้อคิดในหนังสือ Literature and Society (ค.ศ.1940) ว่ากวีและนักเขียน แทนที่จะแสดงความสามารถทางศิลปะของตนในงานเขียน ควรจะมีเป้าหมายในการเขียนที่จะยกระดับความคิดและฐานะของคนในสังคม ตลอดจนปกป้องพิทักษ์เสรีภาพ ความคิดของโลเปซส่งอิทธิพลถึงการก่อตั้ง "สันนิบาตนักเขียนฟิลิปปินส์" (The Philippine Writers League) ซึ่งเน้นหนักด้านศิลปวรรณกรรมเพื่อชีวิตและการสะท้อนปัญหาสังคมในวรรณกรรม ระหว่างนั้นมีความพยายามสร้างวรรณกรรมแห่งชาติทั้งด้วยภาษาตากาล็อก ภาษาสเปนและภาษาอังกฤษ จนกระทั่ง ค.ศ.1940 ที่ญี่ปุ่นก่อสงคราม ทิศทางของวรรณกรรมส่วนใหญ่จึงหันไปสะท้อนความทุกข์ยากแล้งเข็ญของผู้คน อันเป็นผลพวงจากสงคราม(10) ภายหลังได้รับเอกราช ในปี ค.ศ. 1946 การสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ภาษาอังกฤษของฟิลิปปินส์เริ่มขยายตัวมากขึ้น เพราะมีปัญญาชนหลายคนสำเร็จการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนับเป็นยุคแห่งการตื่นตัว (Period of Awareness) ของการสร้างสรรค์วรรณกรรมภาษาอังกฤษ จนกระทั่งถึงทศวรรษ 1960 ภาควิชาวรรณคดีแห่งมหาวิทยาลัยซิลิมานได้ริเริ่มโครงการฝึกเชิงปฏิบัติด้านการประพันธ์ นักเขียนที่ได้รับรางวัลจำนวนมากเป็นศิษย์เก่าของโครงการนี้(11) ต่อมาในทศวรรษ 1970 กวีนิพนธ์ที่สะท้อนความคิดชาตินิยมและการแสดงพันธกิจต่อสังคมกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะความเคลื่อนไหวทางการเมืองในกลางทศวรรษ 1960 และการประกาศใช้กฎอัยการศึก ในช่วงนี้กวีได้พยายามประสานความคิดที่สะท้อนสังคมให้อยู่ในกรอบของวรรณศิลป์ที่เหมาะสม ส่วนกวีนิพนธ์ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันจะเน้นหนักที่เรื่องการใช้ภาษา ในฐานะสื่อนำเสนอความคิดที่เป็นจริงในตัวเอง แต่ยังมีลักษณะของการเลียนแบบอยู่ และข้อถกเถียงที่สำคัญที่สุดก็คือ กวีนิพนธ์ฟิลิปปินส์ควรเขียนด้วยภาษาใด และเป็นหน้าที่ของเหล่ากวีที่จะเป็นคนตัดสิน(12)
|
| รูปสมาชิกกลุ่ม | ||
รูปและรายชื่อสมาชิกกลุ่ม 1 |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |