| เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด | | | - ปิดทันทีที่เลิกใช้ เพื่อร่วมใจกันประหยัดพลังงานช่วยชาติ
| | | | เครื่องปรับอากาศ | | | ที่สำคัญที่สุดในการประหยัดพลังงานในระบบปรับอากาศ คือ เครื่องต้องอยู่ใน สภาพพร้อมใช้งาน อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น ปริมาณแรงดันของสารทำความเย็นต้องได้ตามมาตรฐานกำหนดหนด ฟิลเตอร์,คอล์ยร้อน,คอล์ยเย็นต้องไม่ตันอากาศไหลเวียนสะดวกอุปกรณ์ประกอบทุกส่วนต้องทำงาน - ตามปกติ สิ่งต่างๆเหล่านี้ จะทำให้การทำความเย็นมีประสิทธิภาพสูงสุด
- เมื่ออากาศรอบบริเวณ หรืออุณหภูมิห้อง ไม่ร้อน ก็ไม่ควรเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือปรับตัวควบคุมอุณหภูมิให้สูงขึ้น
ปรับตัวควบคุมอุณหภูมิ 24- 25 องศา ก็เพียงพอ จะทำให้คอมเพรสเซอร์ตัดต่ออย่างเหมาะสม หากตั้งอุณหภูมิต่ำเกินไป เช่น 15 - 20 องศา หรือต่ำกว่า คอมเพรสเซอร์จะไม่ตัดและทำงานตลอด เนื่องจากขีดจำกัดความ สามารถของเครื่องปรับอากาศสามารถทำความเย็นต่ำสุดประมาณ22องศาเท่านั้น(ขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนของ BTU/HR / พื้นที่ห้อง ) - หากไม่อยู่ห้องเป็นเวลานาน ตั้งแต่ 1ชั่วโมงเป็นต้นไป ให้ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้ง
- หมั่นตรวจเช็คระบบไฟฟ้า ความดันน้ำยา ของเครื่องปรับอากาศอยู่เสมอ เพราะถ้าหากระบบผิดปกติไป จะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เป็นผลให้สิ้นเปลืองพลังงานตามมา
- ควรเลือกขนาดของเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสมกับขนาดของห้องสูตรสำเร็จการคำนวณขนาดเครื่องปรับอากาศ (ความสูงห้องปกติ) เป็นการคิดโดยประมาณ
- ขนาดเครื่องปรับอากาศ = พื้นที่ห้อง ตรม. x 700-800 = BTU/HR สำหรับผนังห้องที่เป็นคอนกรีต - ขนาดเครื่องปรับอากาศ = พื้นที่ห้อง ตรม. x 850-1100 = BTU/HR สำหรับผนังห้องที่เป็นกระจก - หมั่นทำความสะอาด Filter อย่างน้อย 1 ครั้ง/เดือน จะช่วยเครื่องปรับอากาศทำความเย็น ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพมากขึ้น และควรล้างทำความสะอาดทั้งระบบอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
- การปลูกต้นไม้เพื่อบังเงาให้กับอาคาร ก็ช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานเบาลงค่าไฟฟ้าก็น้อยลง ตามด้วย
- ควรปิดเครื่องปรับอากาศ ก่อนเวลาเลิกงาน อย่างน้อย 30 นาที เพราะความเย็นยังมีผลอยู่
- ใช้ Temperature Control ที่มีคุณภาพ จะได้ตัดต่อคอมเพรสเซอร์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ห้าม เดินสายโดยไม่ใช้ Temperature Control เพราะจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงาน 100 % ตลอดระยะเวลาเดินเครื่อง โดยไม่มีการตัดต่อวงจรของคอมเพรสเซอร์
- การเปิดพัดลมดูดอากาศ ไม่ควรเปิดตลอดเวลา ควรเปิดตอนที่เครื่องปรับอากาศไม่ได้ทำงานหรือเปิดเฉพาะห้องที่มีกลิ่นอับ หรือมีคนอยู่จำนวนมาก เช่น ห้องเรียนแต่สำนักงานไม่ควรเปิดตลอดเวลา เนื่องจากต้องสูญเสียความเย็นถึง 700-1,000 BTU/HR
- เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ ต้องปิดประตู - หน้าต่าง หรือช่องระบายกาศต่างๆ เพื่อกันความร้อนจากภายนอกเข้าไป
- ไม่ควรสวมใส่เสื้อหนาๆ เพราะทำให้การระบายความร้อนจากร่างกายไม่ดี ทำให้รู้สึกร้อน และปรับอุณหภูมิ ของเครื่องปรับอากาศให้เย็นลง เป็นผลให้ใช้พลังงานมากขึ้น
| | | | คอมพิวเตอร์ | | | - ชัตดาวน์เครื่องทันทีที่เลิกใช้งาน เพราะหากเปิดทิ้งไว้ คอมพิวเตอร์จะกินกระแสไฟฟ้าประมาณ 1-2 แอมป์ / เครื่อง หรือประมาณ 400-500วัตต์/เครื่อง ( ค่าไฟฟ้าประมาณ 2 บาท/เครื่อง/ชั่วโมง ) ช่วยกันประหยัดดีกว่านะครับ เพราะต่อไป เรา(คณะฯ)ต้องรับผิดชอบค่ากระแสไฟฟ้าเองแล้วนะครับ
- ควรตั้งให้เครื่อง ชัตดาวน์ อัตโนมัติ กรณี ลืมปิดเครื่องแล้วเครื่องจะทำการปิดตัวเองตามเวลาที่ตั้งไว้ หรือหากไม่ใช้งานแต่ไม่ต้องการชัตดาวน์ก็ควรปิดเฉพาะหน้าจอคอมฯเพราะจอจะกินกระแสไฟฟ้าถึงประมาณ 70% ของทั้งหมด และเมื่อเปิดหน้าจอก็สามารถทำงานต่อได้ทันที โดยไม่ต้องสตาร์ทเครื่องใหม่
- ไม่ควรเลือกซื้อจอที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น เพราะจอยิ่งใหญ่ยิ่งกินกระแสไฟฟ้ามากขึ้น
| | | | เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น | | | - ทีวี หากไม่ใช้ ก็ให้ปิดสวิทช์ที่ตัวเครื่องด้วย (เพระหากปิดที่รีโมทย์คอนโทรล เป็นเพียงการ stanby เครื่องเท่านั้น ซึ่ง ทีวีก็ยังกินกระแสไฟฟ้าอยู่ประมาณ 5-20 วัตต์ )
- แสงสว่าง หากอยู่ในที่ ที่มีแสงสว่างเพียงพอ ไฟแสงสว่างก็ไม่ต้องเปิด หรือเปิดเพียงบางส่วนเท่านั้น ให้เปิดม่าน หรือหน้าต่างเพื่อรับแสงจากธรรมชาติให้มากที่สุด(ดูความเหมาะสมและให้สอดคล้องกับ การใช้เครื่องปรับอากาศ ด้วย)
- การเลือกใช้ อุปกรณ์ไฟฟ้า ต้องเหมาะสมกับรูปแบบ และขนาดของงาน
- เครื่องทำน้ำเย็น กาต้มน้ำร้อน ไม่ควรเสียบปลั๊กทิ้งไว้ โดยเฉพาะเวลากลางคืน เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ ใช้เวลาเพียงประมาณ 15 -20 นาทีก็สามารถทำงานได้ แต่หากเสียบไว้ทั้งคืนก็จะเสียพลังงานโดยสูญเปล่า
อ้างอิง จาก http://www.eng.psu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=553&Itemid=313 
|
|