พิมพ์หน้านี้
|
การบันทึกไดอะรี่ธรรม ของก้อนหินจะเปลี่ยนเป็นเขียนไปเรื่อยๆ ทุกวันเช่นเดิม บันทึกโดยสม่ำเสมอ นั้นคือความตั้งใจที่ตั้งแล้ว มาตลอดนับตั้งแต่เริ่มอ่านพระไตรปฎก โดยบันทึกลงสมุดของตัวเอง แต่จะคัดลอกมาลงเป็นช่วงๆ ค่ะ ไดอะรี่ธรรมของก้อนหินยิ้ม ที่มา: พระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ มหาสกุลุทายิสูตร เล่มที่ ๑๓ บันทึกไดอะรี่ธรรม ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ถึง ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑ วันที่ ๑๒๓ ของการบันทึกไดอะรี่ธรรม เจริญสัมมัปปธานเพื่อละอกุศล [๓๓๔] สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสัมมัปปธานสี่ .. ....... ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังความพอใจให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้เริ่มตั้งความเพียร เพื่อยัง อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อยัง กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความมียิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความสมบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว. ก็เพราะ สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญสัมมัปปธานสี่นั้นแล สาวกของเรา เป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่. บันทึกวันที่ ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๕๑ วันที่ ๑๒๔ ของการบันทึกไดอะรี่ธรรม เจริญอิทธิบาทสี่เพื่อการบรรลุแห่งที่สุดอภิญญา [๓๓๕] ดูกรอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอิทธิบาทสี่. ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วย วิริยสมาธิ และปธานสังขาร เจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วย จิตสมาธิ และปธานสังขาร เจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วย วิมังสาสมาธิ และปธานสังขาร. ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเรา ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญอิทธิบาทสี่นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุ บารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่. Note myself: อิทธิบาทสี่ เป็นเครื่องคุณให้สำเร็จตามความประสงค์ มีอะไรบ้าง ๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้นๆ ๒. วิริยะ เพียรหมั่น ประกอบในสิ่งนั้นๆ ๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ ๔. วิมังสะ หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้นๆ บันทึกวันที่ ๑๘ กรกฏาคม ๒๕๕๑ วันที่ ๑๒๕ ของการบันทึกไดอะรี่ธรรม เจริญอินทรีย์ห้าเพื่อการบรรลุแห่งที่สุดอภิญญา [๓๓๖] . สาวก ทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอินทรีย์ห้า. ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัทธินทรีย์ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญวิริยินทรีย์ ที่จะให้ถึงความสงบ ระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญสตินทรีย์ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญสมาธินทรีย์ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญปัญญินทรีย์ ที่จะให้ถึงความ สงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้. ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้ว เจริญอินทรีย์ห้านั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา. Note myself: อินทรีย์ห้า มีอะไรบ้าง ๑. ศรัทธา ความเชื่อ ๒. วิริยะ ความเพียร ๓. สติ ความระลึกได้ ๔. สมาธิ ความตั้งจิตมั่น ๕. ปัญญา ความรู้ทั่วชัด อินทรีย์ห้า เกือบเป็นตัวเดียวกับพละ 5 แต่ อินทรีย์ 5 เน้นในส่วนที่เป็นสังขาร หรือกาย บันทึกวันที่ ๑๙ กรกฏาคม ๒๕๕๑ วันที่ ๑๒๖ ของการบันทึกไดอะรี่ธรรม เจริญพละห้าให้ถึงความสงบระงับ [๓๓๗] ดูกรอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวก ทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญพละห้า. ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัทธาพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญวิริยพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึง ความตรัสรู้ เจริญสติพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญสมาธิพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญปัญญาพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ เจริญปัญญาพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้. ก็เพราะ สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญพละห้านั้นแล สาวกของเราเป็น อันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่. Note myself: พละห้า เป็นธรรมที่เป็นกำลัง มีอะไรบ้าง พละห้า เน้นเป็นในส่วนที่เป็นพลังหนุนนำกาย เป็นการสร้างพลังภายใน เพื่อพาให้งานสำเร็จ มี 5 ตัว ดังนี้ ๑.ศรัทธา ความเชื่อ ที่มิได้เป็นการเชื่ออย่างมงาย เป็นการเชื่อที่ได้รับการ พิจารณาด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา ๒.วิริยะ ความเพียร เป็นพลังใจทำให้เกิดความขยันหมั่นเพียร เกิดความพอใจและศรัทธา จะเกิดจากการที่มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี แล้วเกิดพลังขึ้นมาทำให้เป็นคนขยันขันแข็ง ๓.สติ ความระลึกได้ เป็นพลังสำคัญที่คอยถือคันบังคบ มิให้กระทำชั่ว ๔.สมาธิ ความตั้งจิตมั่น เป็นพลังที่เกิดจากการเพ่งอยู่กับที่ทำขณะใดขณะหนึ่ง เพียงสิ่งเดียว จะมีพลังสูงมาก ๕.ปัญญา ความรู้ทั่วชัด จะถือคับบังคับ มิให้ทำชั่วเช่นกัน เป็นพลังที่ให้เกิดสติมีปัญญา ที่ทำให้คนเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง เพราะเปผ้นปัญญาที่คิดอ่านเป็น บันทึกวันที่ ๒๐ กรกฏาคม ๒๕๕๑ วันที่ ๑๒๗ ของการบันทึกไดอะรี่ธรรม การปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์เจ็ด. [๓๓๘] ดูกรอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวก ทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์เจ็ด.ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืนเจริญธรรม วิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอาศัยวิราคะอาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืนเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืนเจริญปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืนเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน. ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว เจริญโพชฌงค์เจ็ดนั้นแล สาวก ของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ Note myself: โพชฌงค์เจ็ด มีอะไรบ้าง ๑.สติ คือความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ใจกิจ จิตอยู่กับเรื่องไม่ไปไหน ๒.ธัมมวิจยะ คือความสอดส่องธรรม เป็นความเฟ้นธรรม ๓.วิริยะ คือความเพียร ๔.ปิติ คือความอิ่มใจ ความดื่อมดำในใจ บางท่านอาจมีปิติจนน้ำตาไหล รู้สึกแปลบๆ ดุจฟ้าแลบ ขนลุก ใจปิติใจฟูตัวเบา เป็นต้น ๕.ปัสสัทธิ คือความสงบและอารมณ์ ความสงบเย็น ผ่อนคลาย ๖.สมาธิ คือความตั้งใจมั่น มีจิตแน่วแน่ในอารมณ์ ๗.อุเบกขา คือความวางเฉย มีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง บันทึกวันที่ ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๕๑ วันที่ ๑๒๘ ของการบันทึกไดอะรี่ธรรม ปฏิปทาเจริญอริยมรรคมีองค์แปด.
[๓๓๙] ดูกรอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวก ทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด. ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัมมาทิฏฐิ เจริญสัมมาสังกัปปะ เจริญสัมมาวาจา เจริญสัมมากัมมันตะ เจริญสัมมาอาชีวะ เจริญสัมมาวายามะ เจริญสัมมาสติ เจริญสัมมาสมาธิ. ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตาม ปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมี อันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่. Note myself: องค์มรรถ คือธรรมส่วนย่อยที่รวมกันเป็นองค์ประกอบของมรรค ซึ่งเป็นข้อหนึ่งในอริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรจ มรรค) มี ๘ อย่างคือ ๑. สัมมาทิฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง (รู้จักคิด คิดเป็น คิดถูกวิธี) ๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริที่ถูกต้อง (ดำริออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน) ๓.สัมมาวาจา วาจาที่ถูกต้อง (เว้นจากวจีทุจริต) ๔. สัมมากัมมันตะ การงานที่ถูกต้อง (เว้นจากการทุจริต) ๕. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง (ไม่คดโกงหลอกลวง ไม่ค่าน้ำเมายาพิษ) ๖. สัมมาวายามะ ความพยายามที่ถูกต้อง ๗. สัมมาสติ สติที่ถูกต้อง(ไม่เผลอ ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลื่อนลอย) ๘. สัมมาสมาธิ สมาธิที่ถูกต้อง (ภาวะจิตแน่วแน่ มีสติ มีอุเบกขา ไม่วิตกวิจาร) บันทึกวันที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๕๑ บันทึกไดอะรี่ธรรม รายวัน ก้อนหิน ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑ |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||