| แบมฟ์ มรกตแห่งเทือกเขาร็อกกี้ | ||
ภาพชุดอุทยานแบมฟ์นี้ ผมนำมาเสนอทั้งในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนนะครับ |
||
|
View All |
||
พิมพ์หน้านี้
|
มาว่ากันต่อเกี่ยวกับชีวิตในคาลการีนะครับ คาลการี่นับเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนที่ราบใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ มีพื้นที่อันอุดมสมบรูณ์เหมาะแก่การเกษตรและยังมีน้ำมันซึ่งช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของคาลการี่และรัฐอัลเบอร์ต้าให้เจริญเติบโตได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ชาวนาคาลการี่คนหนึ่งคุยแบบอวดโม้ว่า ในที่ราบนี้ ถ้าคุณปล่อยให้สุนัขของคุณวิ่งหนีไป คุณจะเห็นมันวิ่งอยู่อย่างนั้นถึง 3 วันก่อนจะลับสายตาไป คำเปรียบเทียบนี้คงแสดงถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของที่ราบแห่งนี้เป็นอย่างดี ที่รัฐอัลเบอร์ต้านี้ ไม่มีการคิดภาษีท้องถิ่นหรือ provincial tax ผิดจากบริติชโคลัมเบียและบางรัฐที่คิดภาษีท้องถิ่นบวกเข้าไปในราคาสินค้าอีกประมาณ 4-5 เปอร์เซ็นต์หลังจากบวกภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว รวมแล้วการซื้อของครั้งหนึ่งต้องเสียภาษี 10-12 เปอร์เซ็นต์ การเกษตรและปศุสัตว์ที่คาลการี่นับว่ามีความก้าวหน้ามาก ชาวนาที่นี่มีฐานะดีระดับเศรษฐี ครอบครัวที่ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนและช่วยงานในฟาร์มนี้ก็คือ ครอบครัวเรดอมสกี้ซึ่งมีเชื้อสายโปแลนด์ หัวหน้าครอบครัวคือ จิม ภรรยาคือ เดนนิส และลูกชายคนสุดท้องที่ช่วยงานบ้าน ลูกสาวคนรองไปเรียนและทำงานเป็นพยาบาลเมื่อจบการศึกษา ลูกชายคนโตไปเรียนที่มหาวิทยาลัยคาลการี่สาขาวิทยาศาสตร์ธรณีวิทยา ครอบครัวนี้อยู่ในระดับมีอันจะกิน มีรถแทรกเตอร์ใหญ่ 2 คัน รถยนต์ปิกอัพ 1 คัน รถเก๋งออกงาน 2 คัน มีปศุสัตว์เป็นวัวเนื้อร่วมนับร้อยตัว แล้วก็โรงเก็บข้าวสาลีอีก 3 โรง ลูกชายคนเล็กขับรถไปโรงเรียน ที่จริง ทั้งสองคนเป็นคนดี โดยเฉพาะเดนนิส เธอเป็นคนเคร่งศาสนามาก พวกเขารับเลี้ยงดูเด็กไทยคนหนึ่งผ่านมูลนิธิศุภนิมิตรด้วยครับ งานในฟาร์มนับว่าสนุกดี ชีวิตในฟาร์มก็นับว่าเหงา ไม่มีแสงสีอะไร แต่อากาศที่หนาวเย็นแบบติดลบนี่ก็มีข้อดีที่ช่วยลดกลิ่นเหม็นของสิ่งปฏิกูลของสัตว์และกลิ่นอื่นๆ อันไม่พึงประสงค์ได้ดีทีเดียวครับ อีกอย่างหนึ่งครับ เครื่องขุดเจาะน้ำมันที่นี่จะตั้งกระจัดกระจายกันออกไป ซึ่งตัวเครื่องจะทำงานแบบอัตโนมัติ สูบน้ำมันส่งผ่านไปตามท่อที่ฝังไว้ในใต้ดินส่งต่อไปยังสถานีพักน้ำมัน ทุกอย่างควบคุมโดยหน่วยควบคุมกลางที่อยู่ในเมือง ถ้าตัวขุดเจาะมีปัญหาอะไร หน่วยควบคุมกลางก็จะทราบแล้วจัดการส่งช่างมาซ่อมต่อไป ตัวแท่นขุดเจาะไม่ใหญ่โตอะไรนัก ไม่มีการล้อมรั้ว ไม่มีคนยืนเฝ้า คนที่โน่นเขาบอกว่า พอบริษัทขุดเจาะน้ำมันจ่ายค่าชดเชยแล้ว ชาวนาเจ้าของที่ก็จะมีมารยาทและรู้ว่าไม่ควรไปก่อกวนหรือทำอะไรกับเครื่องจักร แล้วชาวบ้านแถวนั้นก็ไม่มีใครเที่ยวไปทำมิดีมิร้ายกับเครื่องจักรหรอกครับ ผมคิดว่า ถ้าเกิดเมืองไทยมีนำมันให้ขุดแบบนี้จริง คงต้องล้อมรั้วไฟฟ้า 3 ชั้น พร้อมถือปืนเฝ้า ไม่อย่างนั้น คงมีใครไปถอดมันออกขายในตลาดเชียงกง หรือไม่ก็อาจเกิดปรากฎการณ์ สูบเท่าไร ทำไมน้ำมันไม่มาสักทีเป็นแน่ครับ แล้วครั้งหน้าผมจะมาเล่าเรื่องราวของมหาวิทยาลัยต่อนะครับ เพิ่มเติมอีนิดหนึ่งนะครับ ภาพต่างๆ พร้อมคำอธิบาย ผมโพสต์ไว้ที่โฟโต้ แกลเลอรี่แล้วนะครับ เข้าไปดูกันได้เลยครับ |