• คนเล่าเรื่อง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : danai1970@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-15
  • จำนวนเรื่อง : 41
  • จำนวนผู้ชม : 18850
  • จำนวนผู้โหวต : 48
  • ส่ง msg :
<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน 2551
พิชิตยอดเขาคินาบาลู ตอนที่ 2 (พร้อมภาพประกอบ)
Posted by คนเล่าเรื่อง , ผู้อ่าน : 66 , 10:48:41 น.  
พิมพ์หน้านี้


วันนี้ พวกเราตื่นนอนกันตั้งแต่ 6 โมง จัดข้าวของต่างๆ อย่างเรียบร้อย  โดยเราเอาเสื้อผ้าสำหรับใส่เดินป่าและข้าวของจำเป็นไปในขณะที่ข้าวของส่วนใหญ่เราฝากไว้ที่เท็กเกอร์ลอดจ์  เพราะเราจะกลับมานอนที่นี่ในคืนสุดท้าย

เสร็จแล้ว เราจึงนั่งรถที่เช่าเหมาไว้เดินทางจากเมืองไปยังที่ทำการอุทยานทิมโปโฮน ซึ่งใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง

พอถึงที่ทำการอุทยาน  เราจึงทำการลงทะเบียน  จ้างไกด์ ซึ่งเราได้ไกด์มาดเข้มคนหนึ่งและจ้างลูกหาบอีก 1 คนเป็นหญิงวัยกลางคน แต่เธฮแข็งแรงน่าดู เพราะต้องแบกสัมภาระรวมของพวกเราหนักถึง 40 กิโลกรัม  ทุกคนได้รับป้ายติดตัวซึ่งจะใช้แสดงตัวของเราเมื่อไปถึงที่พักที่ลาบันราตาและแสดงตัวที่เช็คพอยต์ด้วยครับ

ภาพเขาคินาบาลูจากในรถครับ

กระดานแสดงเส้นทางขึ้นยอดเขาครับ

ประตูสู่ทางขึ้นเขาครับ

จากนั้น  จึงถึงเวลาสำคัญในการออกเดินทางเพื่อไปพบกับความทรมานทรกรรมที่รออยู่ข้างหน้า  โดยเราขึ้นรถบัสจากที่ทำการอุทยานไปยังปากประตูเพื่อออกเดินไปยังทางที่แสนกันดารและยากลำบาก

จากนั้น กลุ่มของเราจึงเริ่มเดินไต่เขาขึ้นไป ทีละก้าวๆ ผมเองกับรุ่นน้องผู้ชายรีบเดินนำหน้าตามประสาช้างเท้าหน้า ในขณะที่สุภาพสตรีอีก 4 ท่านเดินตามหลัง  พวกเราทุกคนต่างมีเครื่องผ่อนแรงสำคัญ นั่นคือ ไม้เท้าไต่เขาซึ่งผมขอแนะนำทุกๆ คนที่จะไปนะครับว่าจำเป็นอย่างยิ่ง มันจะช่วยป้องกันหัวเข่าของคุณไม่ให้ชอกช้ำเกินไปครับ 

ช่วงแรก เราพบน้ำตกคาร์สันซึ่งช่วยสร้างความสดชื่นให้เป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่ใช่จุดพัก  เราจึงเดินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งระยะทางก็ชันขึ้นเรื่อยๆ บางช่วงก็เป็นขั้นบันไดแบบยึดกับเนินหิน บางช่วงก็เป็นเพียงเนินหินที่แสนทุรกันดารที่จำเป็นต้องไต่ขึ้นไป

น้ำตกคาร์สัน

ทัศนียภาพระหว่างทางเดินขึ้นเขา

ระหว่างทางขึ้นเขานั้น จะมีจุดพักซึ่งสร้างเป็นศาลาทุกระยะ 1 กิโลเมตร  ซึ่งจะมีถังสำหรับเติมน้ำดื่มทุกจุดและห้องน้ำด้วย การเดินขึ้นเขาในวันแรกนั้นจะเป็นระยะทาง 6 กิโลเมตร  แต่ทุกๆ กิโลเมตรนั้นช่างมาด้วยความยากลำบาก

วิธีการเดินขึ้นเขาซึ่งใช้กำลังงานมากขนาดนี้ มีข้อปฏิบัติที่สำคัญดังนี้ครับ คือ ต้องเอาเกลือแร่ผงละลายน้ำในกระติกน้ำติดตัวด้วย  และจะต้องพกเอาสแน็กของหวานจำพวกช็อกโกแลตหรือเวเฟอร์ไว้คอยเคี้ยวเล่นระหว่างทางเพื่อให้กำลังงาน

ในช่วงกิโลเมตรที่ 2 ความเมื่อยล้าเริ่มทำงานมากขึ้นๆ เราตระหนักดีว่า การฝึกซ้อมเตรียมพร้อมร่างกายที่ทำมาในช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้านี้จะได้ถูกนำมาใช้แล้ว  เราหยุดพักกันเป็นช่วงๆ ทุกๆ 500 เมตร  แต่บางทีก็หยุดพักเพราะเห็นธรรมชาติอันงดงามจนต้องบันทึกภาพเอาไว้ ซึ่งก็เป็นดอกไม้ป่า เฟริ์นยักษ์หรือมหาสดับ  และหม้อข้าวหม้อแกงลิง

ป้ายบอกระยะทางขึ้นเขาครับ

ระหว่างทาง เราพบเห็นคู่สามีภรรยาชาวจีนอุ้มลูกเล็กๆ อายุประมาณ 5-6 เดือนมาเดินขึ้นเขาด้วย  ดูท่าทางทั้งคู่คงรักในการเดินป่าไต่เขาเป็นอย่างยิ่ง  และคงต้องการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ไว้ให้แก่ลูกของเขาตั้งแต่เล็ก  แต่เขาคงไม่ตั้งใจไปให้ถึงยอดเขาพร้อมลูกแน่ๆ

ช่วงกิโลเมตรที่ 3 เราพักรับประทานอาหารเที่ยงที่นำติดตัวมา  อาหารมื้อนั้นคือก๋วยเตี๋ยวผัดซึ่งแม้จะจืดชืดแต่ก็แสนอร่อยในเวลานั้น  หลังจากนั้นเราจึงเริ่มเดินต่อด้วยความใจชื้นว่ามาถึงครึ่งทางแล้ว (โว้ย)

พืชป่าจำพวกไลเค็นครับ

เฟริ์นยักษ์หรือมหาสดับ พืชประจำถิ่นของที่นี่ครับ

หม้อข้าวหม้อแกงลิงขนาดเล็กครับ

แต่ฉับพลันหลังจากกิโลเมตรที่ 3 ทางก็แสนจะชันมากขึ้นๆ จนการเดินแต่ละก้าวนั้นแทบจะเป็นการปีน  ผมเห็นคนบางคนที่เดินมาด้วยกันเริ่มเลิกล้มและเดินลง  แม้แต่คู่สามีภรรยาชาวจีนพร้อมลูก  แต่เขาบอกว่าเขาตั้งใจมาเพียงเท่านี้อยู่แล้วสำหรับทริปนี้

จากนั้น  ฝนก็เริ่มตกลงมาจากเม็ดเล็กๆ ฝอยๆ จนกลายเป็นเม็ดอ้วนๆ แม้จะใส่เสื้อกันฝน  แต่ก็ต้องสะท้านไปกับแรงฝนและแรงลม  แต่ละก้าวต่อจากนี้ ช่างเป็นไปด้วยความยากลำบาก  จากความชันของเนินและความลื่นของดิน  แต่เราค่อยๆ สังเกตว่าสภาพธรรมชาติเริ่มเปลี่ยนแปลงไป  นั่นคือ จากป่าดงดิบอันรกครึ้ม  ต้นไม้ใหญ่ขนาดสิบคนโอบ กลายเป็นไม่พุ่มเตี้ยๆ และพุ่มเล็กลงๆ จนดูเหมือนกับบอนไซ

ช่วงหลังเราต้องหยุดพักกันบ่อยขึ้นเพราะฝนที่ตกหนักมาเป็นพักๆ ผสมกับความจำเป็นต้องกะระยะก้าวขึ้นให้ดีเนื่องจากความลื่น  ทำให้เสียเวลามาก  พอเดินไต่ขึ้นพ้นเนินนี้ก็เจอกับเนินต่อไป เนินแล้วเนินเล่า แบบไม่เจอทางลาดหรือทางลงเลยทำให้ผมคิดในใจว่า ใครมันดีไซน์เขาลูกนี้ (วะ) แกล้งกันนี่หว่า ตูชักจะเมาเขาแล้วนะ (โว้ย) ยิ่งๆเดินก็ยิ่งเจอแต่เนินโหดๆ ก้อนหินแข็งๆ ดินลื่นๆ จนบางคนคงคิดบ่นในใจว่า  มาเที่ยวทั้งที  จะมาลำบากหาพระแสงของ้าวทำไม (วะ)  อย่างนี้ นอนอยู่กับบ้านสบายๆ ดีกว่า

แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปอย่างมานะบากบั่น ยิ่งพอเห็นป้ายหลักกิโลที่ใกล้ถึงที่พักที่ลาบันราตาทุกทีก็ยิ่งใจชื้น  ช่วงนี้ ผมสังเกตว่า คนที่เดินมาถึงนี่นับเป็นคนหนุ่มสาวหรือไม่ก็พวกชอบลุยทั้งหมดซึ่งมีหลากเชื้อชาติ แต่ไม่มีพวกหนุ่มสาว (เหลือ) น้อยเลย  และเท่าที่ผมสังเกต  ไม่มีคนไทยคนอื่นเลยนอกจากเราที่กำลังไต่ขึ้นมาหรือที่กำลังไต่ลง เราคงเป็นคนไทยกลุ่มเดียวและกลุ่มสุดท้ายที่จะมาที่นี่แล้ว ปัญหาที่ผมไม่ชอบเลยจากฝนตกคือ ผมไม่สามารถถ่ายทำวีดีโอจากกล้องแฮนดี้แคมได้สะดวก และต้องระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้กล้องเปียก  แต่ก็เก็บภาพมาได้มากพอดู

และแล้ว เราจึงมาถึงที่พักที่ลาบันราตาในเวลา 5 โมงเย็น  ผมกับรุ่นน้องผู้ชาย  และหญิงเหล็กอีก 2 คนต่างก็มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน  แต่ต้องรอจนฝนหยุดจึงจะเดินจากที่พักไปร้านจำหน่ายอาหารได้  อุณหภูมิขณะนั้นเพียง 9 องศา เล่นเอาทุกคนหนาวสั่น  รวมทั้งผมด้วย  จึงรีบใส่เสื้อกันหนาวกันอุตลุด  สำหรับผมนั้นพยายามปลุกใจตัวเองว่า ไม่เห็นเป็นไร  ติดลบ 30 องศาก็เคยเจอมาแล้ว แค่นี้กระจอกมาก (หรือเปล่าวะ)

ภายในห้องอาหาร  คนจำนวนมากมายรับประทานอาหารกัน ด้วยความหิว  เราเลยจ่ายเป็นบุฟเฟต์แล้วกินกันตามใจชอบ  แล้วสักัพกอีกสองสาวนั้นก็มาถึงพร้อมไกด์และลูกหาบ  เธอจัดการที่พักให้เราด้วยการให้ผมกับสองสาวขึ้นไปนอนที่กุนติ้งลากาดัน  ส่วนเธอกับเพื่อนอีกคนและรุ่นน้องผมจะพักที่วอรัส แต่เธฮเปลี่ยนใจขอนอนที่ร้านอาหารโดยการออดอ้อนเจ้าหน้าที่เขา ผมรู้ดีว่าเธอคงซักแห้งเป็นแน่แท้

ที่พักและโรงอาหารที่กุนติ้งลากาดันครับ

แล้วผมกับสองสาวก็เดินไต่ขึ้นมาจนถึงกุนติ้งลากาดัน  ที่นี่เป็นห้องพักแบบซอยเป็นห้องๆ ติดกัน ห้องหนึ่งมีเตียง 2 ชั้น 2 เตียง ซึ่งต้องนอน 4 คนใน 1 ห้อง 2 สาวนั่นแยกไปนอนอีกห้องหนึ่งร่วมกับเมตสุภาพสตรีรายอื่น  ส่วนผมต้องไปนอนในอีกห้องต่างหากร่วมกับเมตรายอื่น  ซึ่งพอเปิดผลัวะเข้าไป  ถึงกับผงะเลยครับ  เพราะเมตทั้งสามที่นอนอยู่เป็นสุภาพสตรีชาวมาเลเซียทั้งหมด  เธอทั้ง 3 ก็แปลกใจมาก  แต่ผมอธิบายด้วยภาษาอังกฤษว่า  ทางอุทยานเขาจัดให้แบบนี้เพราะเราเลือนทริปขึ้นมาด้วยความจำเป็น  ไม่อย่างงั้นเราจะมาตามกำหนดการในเดือนสิงหาคมซึ่งเราจองที่พักเป็นสัดส่วนไว้แล้ว  ทั้ง 3 นางต่างก็เข้าใจและไม่ขัดข้อง ผมเลยเกิดความโล่งอกที่มีที่ซุกหัวนอน 

จากนั้น  ผมก็จัดแจงไปทำธุระส่วนตัวทั้งอาบน้ำ แปรงฟัน เพราะผมถือคติแบบสิงห์สำอางว่า ลุยแค่ไหน ลำบากแค่ไหนก็ได้  แต่ต้องมีที่อาบน้ำดีๆ นอนสบายๆ แบบนี้  จากนั้น จึงใส่ชุดที่พร้อมจะตะลุยในวันรุ่งขึ้น ซึ่งไกด์นัดเราในเวลา ตี 2 ครึ่ง

วันพรุ่งนี้แหละครับที่เราจะได้ขึ้นไปพิชิตยอดเขาคินาบาลู 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
nakin วันที่ : 27/04/2008 เวลา : 22.16 น.
http://www.oknation.net/blog/saiparn

สุดยอดครับ แกร่งมากทั้งทีม เยี้ยม เป็นกำลังใจให้นะแล้วเอารูปมาฝากอีก

ว่างๆแวะมาคุยกันได้คับ ที่อีเมล์ ผมอยู่มาเลเซีย หาที่เรียนและทำงานไปด้วยคับ ว่างๆๆชวนผมไปด้วยนะพี่ๆๆ
ความคิดเห็นที่ 1
นาฬิกาลืมเวลา วันที่ : 27/04/2008 เวลา : 14.52 น.
http://www.oknation.net/blog/dreamline

ตามมาชมต่อครับ
ป่าดิบดีจัง หมอกฝนก็เยอะ คงหนาวชื้นน่าดู
มีที่พักอยู่กลางป่าด้วย น่าสนใจดีครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน