| แบมฟ์ มรกตแห่งเทือกเขาร็อกกี้ | ||
ภาพชุดอุทยานแบมฟ์นี้ ผมนำมาเสนอทั้งในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนนะครับ |
||
|
View All |
||
พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้ พวกเราตื่นนอนกันตั้งแต่ 6 โมง จัดข้าวของต่างๆ อย่างเรียบร้อย โดยเราเอาเสื้อผ้าสำหรับใส่เดินป่าและข้าวของจำเป็นไปในขณะที่ข้าวของส่วนใหญ่เราฝากไว้ที่เท็กเกอร์ลอดจ์ เพราะเราจะกลับมานอนที่นี่ในคืนสุดท้าย เสร็จแล้ว เราจึงนั่งรถที่เช่าเหมาไว้เดินทางจากเมืองไปยังที่ทำการอุทยานทิมโปโฮน ซึ่งใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง พอถึงที่ทำการอุทยาน เราจึงทำการลงทะเบียน จ้างไกด์ ซึ่งเราได้ไกด์มาดเข้มคนหนึ่งและจ้างลูกหาบอีก 1 คนเป็นหญิงวัยกลางคน แต่เธฮแข็งแรงน่าดู เพราะต้องแบกสัมภาระรวมของพวกเราหนักถึง 40 กิโลกรัม ทุกคนได้รับป้ายติดตัวซึ่งจะใช้แสดงตัวของเราเมื่อไปถึงที่พักที่ลาบันราตาและแสดงตัวที่เช็คพอยต์ด้วยครับ
ภาพเขาคินาบาลูจากในรถครับ
กระดานแสดงเส้นทางขึ้นยอดเขาครับ
ประตูสู่ทางขึ้นเขาครับ จากนั้น จึงถึงเวลาสำคัญในการออกเดินทางเพื่อไปพบกับความทรมานทรกรรมที่รออยู่ข้างหน้า โดยเราขึ้นรถบัสจากที่ทำการอุทยานไปยังปากประตูเพื่อออกเดินไปยังทางที่แสนกันดารและยากลำบาก จากนั้น กลุ่มของเราจึงเริ่มเดินไต่เขาขึ้นไป ทีละก้าวๆ ผมเองกับรุ่นน้องผู้ชายรีบเดินนำหน้าตามประสาช้างเท้าหน้า ในขณะที่สุภาพสตรีอีก 4 ท่านเดินตามหลัง พวกเราทุกคนต่างมีเครื่องผ่อนแรงสำคัญ นั่นคือ ไม้เท้าไต่เขาซึ่งผมขอแนะนำทุกๆ คนที่จะไปนะครับว่าจำเป็นอย่างยิ่ง มันจะช่วยป้องกันหัวเข่าของคุณไม่ให้ชอกช้ำเกินไปครับ ช่วงแรก เราพบน้ำตกคาร์สันซึ่งช่วยสร้างความสดชื่นให้เป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่ใช่จุดพัก เราจึงเดินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งระยะทางก็ชันขึ้นเรื่อยๆ บางช่วงก็เป็นขั้นบันไดแบบยึดกับเนินหิน บางช่วงก็เป็นเพียงเนินหินที่แสนทุรกันดารที่จำเป็นต้องไต่ขึ้นไป น้ำตกคาร์สัน
ทัศนียภาพระหว่างทางเดินขึ้นเขา ระหว่างทางขึ้นเขานั้น จะมีจุดพักซึ่งสร้างเป็นศาลาทุกระยะ 1 กิโลเมตร ซึ่งจะมีถังสำหรับเติมน้ำดื่มทุกจุดและห้องน้ำด้วย การเดินขึ้นเขาในวันแรกนั้นจะเป็นระยะทาง 6 กิโลเมตร แต่ทุกๆ กิโลเมตรนั้นช่างมาด้วยความยากลำบาก วิธีการเดินขึ้นเขาซึ่งใช้กำลังงานมากขนาดนี้ มีข้อปฏิบัติที่สำคัญดังนี้ครับ คือ ต้องเอาเกลือแร่ผงละลายน้ำในกระติกน้ำติดตัวด้วย และจะต้องพกเอาสแน็กของหวานจำพวกช็อกโกแลตหรือเวเฟอร์ไว้คอยเคี้ยวเล่นระหว่างทางเพื่อให้กำลังงาน ในช่วงกิโลเมตรที่ 2 ความเมื่อยล้าเริ่มทำงานมากขึ้นๆ เราตระหนักดีว่า การฝึกซ้อมเตรียมพร้อมร่างกายที่ทำมาในช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้านี้จะได้ถูกนำมาใช้แล้ว เราหยุดพักกันเป็นช่วงๆ ทุกๆ 500 เมตร แต่บางทีก็หยุดพักเพราะเห็นธรรมชาติอันงดงามจนต้องบันทึกภาพเอาไว้ ซึ่งก็เป็นดอกไม้ป่า เฟริ์นยักษ์หรือมหาสดับ และหม้อข้าวหม้อแกงลิง ป้ายบอกระยะทางขึ้นเขาครับ ระหว่างทาง เราพบเห็นคู่สามีภรรยาชาวจีนอุ้มลูกเล็กๆ อายุประมาณ 5-6 เดือนมาเดินขึ้นเขาด้วย ดูท่าทางทั้งคู่คงรักในการเดินป่าไต่เขาเป็นอย่างยิ่ง และคงต้องการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ไว้ให้แก่ลูกของเขาตั้งแต่เล็ก แต่เขาคงไม่ตั้งใจไปให้ถึงยอดเขาพร้อมลูกแน่ๆ
ช่วงกิโลเมตรที่ 3 เราพักรับประทานอาหารเที่ยงที่นำติดตัวมา อาหารมื้อนั้นคือก๋วยเตี๋ยวผัดซึ่งแม้จะจืดชืดแต่ก็แสนอร่อยในเวลานั้น หลังจากนั้นเราจึงเริ่มเดินต่อด้วยความใจชื้นว่ามาถึงครึ่งทางแล้ว (โว้ย)
พืชป่าจำพวกไลเค็นครับ เฟริ์นยักษ์หรือมหาสดับ พืชประจำถิ่นของที่นี่ครับ
หม้อข้าวหม้อแกงลิงขนาดเล็กครับ แต่ฉับพลันหลังจากกิโลเมตรที่ 3 ทางก็แสนจะชันมากขึ้นๆ จนการเดินแต่ละก้าวนั้นแทบจะเป็นการปีน ผมเห็นคนบางคนที่เดินมาด้วยกันเริ่มเลิกล้มและเดินลง แม้แต่คู่สามีภรรยาชาวจีนพร้อมลูก แต่เขาบอกว่าเขาตั้งใจมาเพียงเท่านี้อยู่แล้วสำหรับทริปนี้ จากนั้น ฝนก็เริ่มตกลงมาจากเม็ดเล็กๆ ฝอยๆ จนกลายเป็นเม็ดอ้วนๆ แม้จะใส่เสื้อกันฝน แต่ก็ต้องสะท้านไปกับแรงฝนและแรงลม แต่ละก้าวต่อจากนี้ ช่างเป็นไปด้วยความยากลำบาก จากความชันของเนินและความลื่นของดิน แต่เราค่อยๆ สังเกตว่าสภาพธรรมชาติเริ่มเปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ จากป่าดงดิบอันรกครึ้ม ต้นไม้ใหญ่ขนาดสิบคนโอบ กลายเป็นไม่พุ่มเตี้ยๆ และพุ่มเล็กลงๆ จนดูเหมือนกับบอนไซ
ช่วงหลังเราต้องหยุดพักกันบ่อยขึ้นเพราะฝนที่ตกหนักมาเป็นพักๆ ผสมกับความจำเป็นต้องกะระยะก้าวขึ้นให้ดีเนื่องจากความลื่น ทำให้เสียเวลามาก พอเดินไต่ขึ้นพ้นเนินนี้ก็เจอกับเนินต่อไป เนินแล้วเนินเล่า แบบไม่เจอทางลาดหรือทางลงเลยทำให้ผมคิดในใจว่า ใครมันดีไซน์เขาลูกนี้ (วะ) แกล้งกันนี่หว่า ตูชักจะเมาเขาแล้วนะ (โว้ย) ยิ่งๆเดินก็ยิ่งเจอแต่เนินโหดๆ ก้อนหินแข็งๆ ดินลื่นๆ จนบางคนคงคิดบ่นในใจว่า มาเที่ยวทั้งที จะมาลำบากหาพระแสงของ้าวทำไม (วะ) อย่างนี้ นอนอยู่กับบ้านสบายๆ ดีกว่า แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปอย่างมานะบากบั่น ยิ่งพอเห็นป้ายหลักกิโลที่ใกล้ถึงที่พักที่ลาบันราตาทุกทีก็ยิ่งใจชื้น ช่วงนี้ ผมสังเกตว่า คนที่เดินมาถึงนี่นับเป็นคนหนุ่มสาวหรือไม่ก็พวกชอบลุยทั้งหมดซึ่งมีหลากเชื้อชาติ แต่ไม่มีพวกหนุ่มสาว (เหลือ) น้อยเลย และเท่าที่ผมสังเกต ไม่มีคนไทยคนอื่นเลยนอกจากเราที่กำลังไต่ขึ้นมาหรือที่กำลังไต่ลง เราคงเป็นคนไทยกลุ่มเดียวและกลุ่มสุดท้ายที่จะมาที่นี่แล้ว ปัญหาที่ผมไม่ชอบเลยจากฝนตกคือ ผมไม่สามารถถ่ายทำวีดีโอจากกล้องแฮนดี้แคมได้สะดวก และต้องระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้กล้องเปียก แต่ก็เก็บภาพมาได้มากพอดู และแล้ว เราจึงมาถึงที่พักที่ลาบันราตาในเวลา 5 โมงเย็น ผมกับรุ่นน้องผู้ชาย และหญิงเหล็กอีก 2 คนต่างก็มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ต้องรอจนฝนหยุดจึงจะเดินจากที่พักไปร้านจำหน่ายอาหารได้ อุณหภูมิขณะนั้นเพียง 9 องศา เล่นเอาทุกคนหนาวสั่น รวมทั้งผมด้วย จึงรีบใส่เสื้อกันหนาวกันอุตลุด สำหรับผมนั้นพยายามปลุกใจตัวเองว่า ไม่เห็นเป็นไร ติดลบ 30 องศาก็เคยเจอมาแล้ว แค่นี้กระจอกมาก (หรือเปล่าวะ) ภายในห้องอาหาร คนจำนวนมากมายรับประทานอาหารกัน ด้วยความหิว เราเลยจ่ายเป็นบุฟเฟต์แล้วกินกันตามใจชอบ แล้วสักัพกอีกสองสาวนั้นก็มาถึงพร้อมไกด์และลูกหาบ เธอจัดการที่พักให้เราด้วยการให้ผมกับสองสาวขึ้นไปนอนที่กุนติ้งลากาดัน ส่วนเธอกับเพื่อนอีกคนและรุ่นน้องผมจะพักที่วอรัส แต่เธฮเปลี่ยนใจขอนอนที่ร้านอาหารโดยการออดอ้อนเจ้าหน้าที่เขา ผมรู้ดีว่าเธอคงซักแห้งเป็นแน่แท้ ที่พักและโรงอาหารที่กุนติ้งลากาดันครับ แล้วผมกับสองสาวก็เดินไต่ขึ้นมาจนถึงกุนติ้งลากาดัน ที่นี่เป็นห้องพักแบบซอยเป็นห้องๆ ติดกัน ห้องหนึ่งมีเตียง 2 ชั้น 2 เตียง ซึ่งต้องนอน 4 คนใน 1 ห้อง 2 สาวนั่นแยกไปนอนอีกห้องหนึ่งร่วมกับเมตสุภาพสตรีรายอื่น ส่วนผมต้องไปนอนในอีกห้องต่างหากร่วมกับเมตรายอื่น ซึ่งพอเปิดผลัวะเข้าไป ถึงกับผงะเลยครับ เพราะเมตทั้งสามที่นอนอยู่เป็นสุภาพสตรีชาวมาเลเซียทั้งหมด เธอทั้ง 3 ก็แปลกใจมาก แต่ผมอธิบายด้วยภาษาอังกฤษว่า ทางอุทยานเขาจัดให้แบบนี้เพราะเราเลือนทริปขึ้นมาด้วยความจำเป็น ไม่อย่างงั้นเราจะมาตามกำหนดการในเดือนสิงหาคมซึ่งเราจองที่พักเป็นสัดส่วนไว้แล้ว ทั้ง 3 นางต่างก็เข้าใจและไม่ขัดข้อง ผมเลยเกิดความโล่งอกที่มีที่ซุกหัวนอน จากนั้น ผมก็จัดแจงไปทำธุระส่วนตัวทั้งอาบน้ำ แปรงฟัน เพราะผมถือคติแบบสิงห์สำอางว่า ลุยแค่ไหน ลำบากแค่ไหนก็ได้ แต่ต้องมีที่อาบน้ำดีๆ นอนสบายๆ แบบนี้ จากนั้น จึงใส่ชุดที่พร้อมจะตะลุยในวันรุ่งขึ้น ซึ่งไกด์นัดเราในเวลา ตี 2 ครึ่ง วันพรุ่งนี้แหละครับที่เราจะได้ขึ้นไปพิชิตยอดเขาคินาบาลู |