| แบมฟ์ มรกตแห่งเทือกเขาร็อกกี้ | ||
ภาพชุดอุทยานแบมฟ์นี้ ผมนำมาเสนอทั้งในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนนะครับ |
||
|
View All |
||
พิมพ์หน้านี้
|
การเดินลงจากลาบันราตา นับว่าสาหัสไม่แพ้ขาขึ้น แต่จะยิ่งกว่าเพราะว่า ต้องพยายามประคองตัวให้ไต่ลงมาในสภาพพื้นที่ที่แสนลื่นและเปียกแฉะไปตลอดทาง ตอนนี้ ไม้เท้าไต่เขานับว่ามีบทบาทช่วยปกป้องหัวเข่าของพวกเรามากกว่าขาขึ้นเสียอีก ผมค่อยไต่ลงมาด้วยทักษะเฉพาะตัวซึ่งก็นับว่าต้องใช้เวลาพอสมควร และเมื่อเรามาถึงจุดทางแยกไปยังยังอุทยานเมอซิเลา (mesilau) ซึ่งอยู่ไกลออกไป 6 กิโลเมตร ในเวลา บ่าย 3 โมง เราจึงเดินต่อไปทางเมอซิเลาตามที่หัวหน้าทริปกำหนด เพราะถ้าเดินผ่านเมอซิเลา เราจะได้ประกาศนียบัตรอีก 1 ใบ แต่หนทางเดินไปเมอซิเลานั้นยากลำบากกว่าทางเดินไปทิมโปโฮนอย่างมาก แรกๆ หนทางก็ไม่ยากเย็นอะไรนัก และสิ่งที่เราได้พบตามรายทางก็คือ ต้นและดอกหม้อข้าวหม้อแกงลิงขึ้นอยู่เต็มไปหมดซึ่งเราได้แวะพักถ่ายรูปกันพอสำราญ แต่เมื่อผ่านไปสัก 500 เมตร หนทางก็เริ่มลำบากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีแต่โคลนเฉอะแฉะ แล้วอุปสรรคที่สำคัญก็คือ ฝนที่กระหน่ำตกลงอย่างหนักจนพวกเราต้องใส่เสื้อกันฝนตลอดเวลา ตอนนั้นเป็นเวลาร่วม 4 โมงกว่า พวกเราเริ่มมีสภาพกระจัดกระจายห่างกันตามสภาพกำลังที่ทุกคนสามารถเดินได้ ผมเองได้แต่เดินรั้งท้ายเพราะว่ารองเท้าที่ไส่ไม่เอื้ออำนวยให้เดินได้อย่างรวดเร็ว ลูกหาบที่แบกของๆ พวกเราเดินนำหน้าไปไกลลิบเพื่อเอาของไปรอเราที่อุทยานเมอซิเลา มีแต่ไกด์ที่ยังเดินตามพวกเราไม่ห่าง ฝนยังคงตกมาอย่างต่อเนื่อง การเดินไปตามเขาที่ขึ้นๆ ลงๆ สลับกันไปก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่เวลาล่วงไปประมาณ 6 โมงเย็น ป่าก็เริ่มมืดลงๆ จนผมต้องใช้ไฟฉายครอบหัวส่องนำทาง ตอนนั้น พวกเราทุกคนแทบจะเรียกได้ว่าพลัดหลงกันโดยสมบรูณ์ ผมเดินแบบอ่อนแรงไปเรื่อยๆ จนมาพบกับหัวหน้าทริป หญิงแกร่งของเรา คงด้วยความมืดและผสมกับฝนตกหนัก ผมเลยไม่ได้สังเกตว่าเธอมีสีหน้าเป็นอย่างไร ส่วนตัวผมนั้นได้แต่เก็บอาการ ไม่ใช่กลัวครับ แต่เหนื่อย ตอนนั้น น้ำทุกหยดในกระติกมีค่ามากจนผมต้องกลั้วคอได้น้อยครึ้ง เธอไม่มีไฟฉายติดหัวส่องนำทาง ผมเลยต้องใช้ไฟฉายส่องทางให้เธอเดินนำไปก่อน แล้วผมค่อยเดินตาม ตอนนี้วิชาแกะรอยของลูกเสือเริ่มถูกนำมาใช้ เราต้องคอยสังเกตดูเส้นทางเดินป่าความมืดด้วยความระมัดระวัง เพราะบางทีอาจจะเจอทางลงแบบกะทันหัน และหลายครั้งที่ต้องระวังทางเดินที่ลื่นและแฉะเพราะฝนไม่หยุดตกเลย ผมกับหัวหน้าทริปแทบไม่ได้คุยกันเลยในเวลานั้นเพราะต้องทำหน้าที่ของตัวอย่างสมดุลย์ทั้งการส่องไฟ การแกะรอย เราต้องเดินในสภาพแบบนั้นและฝนก็ยังตกต่อไปจนถึง 4 ทุ่ม เราจึงมาเจอกับทางเดินและป้ายที่บอกว่ามาได้ 3 กิโมตรแล้ว แต่เราได้ยินเสียงน้ำไหลซู่ดังอยู่ใกล้ๆ หัวหน้าทริปจึงบอกว่าสงสัยจะมีน้ำตกอยู่ใกล้ๆ แล้วเราจึงเดินข้ามสะพานที่ทอดข้ามลำธารไปด้วยความอ่อนแรง
แล้วเราจึงเดินมาจนถึงเนินแห่งหนึ่ง ผมเห็นสัญญาณไฟกระพริบก็จำได้ว่านี่พวกเรานี่ เลยเดินตรงไป แล้วเราจึงพบกับพวกเราที่เหลือพร้อมไกด์ในศาลานั่งพักแห่งหนึ่ง แต่ไม่ครบ เพราะรุ่นน้องผมเดินล่วงหน้าก่อนแล้ว ทุกๆ คนที่นั่งอยู่ในศาลาต่างก็เหนื่อยอ่อนไปตามๆ กัน บางคนเสนอให้พวกเรานอนพักผ่อนที่นี่ รอจนเช้าแล้วออกเดินต่อไป แต่ไกด์ไม่ยินยอม เขาบอกให้เราเดินต่อไปจนถึงเมอซิเลาภายในคืนนี้ เราจึงต้องออกเดินต่อไปด้วยความอ่อนแรงและปวดเมื่อยไปทั้งตัว คราวนี้ก็เกิดอาการแยกขบวนกันอีก โดยผมรั้งท้าย แต่มีคู่หูของหัวหน้าทริปมาร่วมเดินอีกคน ก็ค่อยใจชื้นหน่อย ทั้ง 2 คนร่วมกันแกะรอยและเดินอย่างชำนาญโดยมีผมช่วยส่องไฟฉายให้ ตอนนั้น เวลาก็ล่วงเข้าไปเกือบตี 1 หนทางก็ยังคงขึ้นๆ ลงๆ เหมือนเดิม แม้ฝนจะหยุดตกแล้ว แต่ความแฉะและความลื่นยังคงเดิมแถมจะหนักกว่าเดิมอีก คนที่เคยหลงป่าหรือนอนในป่าตอนดึกคงทราบดีนะครับว่า ป่าดงดิบตอนกลางคืนนั้นมันวังเวง และมืดแค่ไหน แต่ก็แปลกในใจผมตอนนั้นกลับไม่กลัวป่าตอนมืดแต่อย่างใด ได้แต่เดินไปตามหน้าที่ ตอนนั้น เราเริ่มคิดกันว่า คนที่ไปถึงก่อนจะติดต่อเข้าห้องพักกับทางอุทยานเมอซิเลาซึ่งเราจองไว้แล้วหรือไม่ และถ้าจองแล้วทางอุทยานรอจนดึกป่านนี้ แล้วเรายังไม่เข้าไป พวกเขาจะมาตามหาเราหรือเปล่า ในใจผมคิดว่า อย่ามาตามเลยนะเฟ้ย ตูอายที่มาหลงป่าจนต้องมีคนตามหา เดี๋ยวได้เป็นข่าวออกทีวี แล้วคนอย่างผมไม่ชอบการออกสื่อไม่ว่าจะด้วยเรื่องใดๆ ก็คิดว่า สู้นอนในป่าสักคืน รอออกเดินในรุ่งเช้าจนถึงยังดีซะกว่าที่จะให้มีคนมาตามหา ความรู้สึกตอนนั้นก็แปลกนะครับ ตอนขึ้นเขามาในช่วงเช้าดันกลัวจนตัวสั่น แถมดันมากลัวในสิ่งที่บางคนเรียกได้ว่าไร้สาระ แต่ในป่าตอนดึกซึ่งน่าจะมีทั้งอันตรายและความน่ากลัวอีกหลายสิ่งที่ชวนให้ขนหัวลุก ดันผ่าไม่กลัว แต่กลัวเสียหน้ากับการที่จะมีคนมาช่วย ว่าเข้าไปนั่น เราเดินไปด้วยวิญญาณที่ยังสิงอยู่ในร่างกายมากกว่าเพราะแรงกาย ผมเองก็ยอมรับละครับว่า ใช้กำลังเกินสังขารมาเป็นเวลานานมาก ก็ลองคาดคะเนดูว่า นี่เราไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง และเดินไต่ขึ้นๆ ลงๆ มาแทบจะตลอด 12 ชั่วโมง เราต้องเดินกันต่อไปเรื่อยๆ ในความมืด โดยแทบไม่ได้หยุดพัก พื้นลื่นและแฉะไปด้วยโคลนตม สองหญิงเหล็กที่นำหน้าผมนี้สามารถทำหน้าที่ในการแกะรอยและนำทางกันได้เป็นอย่างดี ที่จริง มันก็ไม่ยากหรอกครับ เพราะเป็นทางที่อุทยานเขาทำไว้แล้ว แต่เป็นทางที่โคตะระวิบาก หลายๆ ครั้งที่เราต้องส่องดูทางด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะขาลงซึ่งลำบากมากที่สุด แต่ก็แปลกนะครับ ที่เราไม่เจอทากดูดเลือดเลย ใจจริงก็อยากเอากล้องแฮนดิแคมมาถ่ายแบบเรียลลิตี้โชว์เหมือนกัน แต่สภาพที่ไม่เอื้ออำนวยแบบนั้นมันก็ทำไม่ได้ แล้วเราก็มาถึงป้ายบอกทางว่าเหลืออีก 500 เมตรเท่านั้น และเราก็เห็นแสงไฟข้างหน้าที่เราคิดว่านั่นคือตัวอาคารอยู่ลิบๆ ตอนนั้นก็ตี 2 แล้ว ด้วยความดีใจทั้งผม และ 2 หญิงเหล็กต่างเร่งเต็มสตีมเพื่อไปให้ถึง ทีแรก ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นทางลาด เดินไปเรื่อยๆ สบายๆ ผ่านป่าโปร่งๆ ในที่ราบไปจนถึงอาคารที่พัก แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น ความวิบากไม่ได้ลดลงเลย แถมจะหนักกว่าเก่าเข้าไปอีก เดินยังไงก็ไม่ถึงสักที เจอแต่ทางขึ้นๆ ลงๆ อยู่นั่นแหละ แต่ไม่มีใครกล้าโวยวาย ผมเองก็ยังตลกไม่ออกในช่วงนั้น มีบางครั้งที่ต้องร้องครางด้วยความเหนื่อย (อันนี้ มันปกติครับ เพราะเป็นปฏิกิริยาผ่อนคลายของร่างกายที่จำเป็นต้องทำ) อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังกัดฟันเดินต่อไปกับ 2 คนนั่นซึ่งผมก็เห็นว่าคุณเธอก็อาการหนักพอสมควร แต่ก็ยังเก็บอาการไว้อย่างหนักแน่น ตอนนี้ ผมก็ยังคิดเหมือนเดิมว่า อย่ามาตามหาตูเลยนะเฟ้ย ขอร้องละ อับอายขายขี้หน้าเขา แล้วก็นี่ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่เลวร้ายมากนัก คือ เราไม่ได้หลงป่าซะทีเดียว เพียงแต่เราเดินช้าแล้วก็เจอฝนตกหนัก เลยต้องซวยแบบนี้ ที่จริง เราก็เดินอย่างเต็มที่ แต่ทำไมระยะทางกลับไกลเหลือเกินราวกับว่ามันน่าจะไกลกว่า 500 เมตร มันน่าจะเป็น 1 หรือ 2 กิโลเมตรสุดท้ายมากกว่า มีอยู่ครั้ง คงด้วยความพะอืดพะอมผสมกับความกะปลกกะเปลี้ยเต็มที และการที่ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยง เลยหลบไปอาเจียนมา 1 ขย้อน แล้วเราก็ยังเดินต่อไปเพราะไม่รู้จะทำอะไรให้ดีกว่านี้แล้ว แล้วเราก็มาถึงอาคารที่พักในอุทยานในที่สุด คือ มันเป็นทางเดินไต่ลงมาจนถึงด้านหลังของอาคารที่พัก ตอนนั้นก็ตี 3 กว่า เราเดินผ่านประตูลูกกรงซึ่งเปิดเอาไว้ ตอนนั้น เรากระหยิ่มยิ้มย่องเพราะคิดว่า พวกเรากับไกด์ที่ไปถึงก่อนคงเปิดห้องรอพวกเราไว้แล้ว ผมคิดถึงห้องพักดีๆ น้ำอุ่นๆ และเตียงนอนสบายๆ แต่ผิดคาดครับ รุ่นน้องนั่งหลับนกรอเราอยู่ที่ระเบียง แล้วพวกเราที่มาถึงก่อนก็นั่งอ่อนระโหยโรยแรงอยู่ที่ศาลานั่งพัก เขาบอกเราว่า เจ้าหน้าที่ประจำอุทยานออกไปตั้งแต่ 2 ทุ่ม เมื่อลูกหาบแบกของมาถึง เธอทิ้งของไว้ให้เราแล้วก็จากไป โดยไม่ได้ดำเนินการเปิดห้องให้เรา และคงทำไม่ได้ เพราะเธอไม่มีเอกสารจอง แล้วเจ้าหน้าที่อุทยานก็ทำหน้าที่แบบเดียวกับระบบราชการเราเป๊ะ คือเผ่นแล้วเผ่นเลย ทางอุทยานก็ไม่ได้มีระบบที่จะมาตรวจเช็คหรือช่วยเหลืออะไรกับนักเดินป่าที่อาจเกิดปัญหาระหว่างทางก็ได้ นี่ก็แสดงว่า ถ้าเราไม่ออกจากป่าในคืนนี้ก็ไม่มีใครมาตามหาพวกเราอยู่ดี ที่จริงจะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะเราดันสะเออะมาหาเรื่องเอง คราวนี้ก็ต้องนับว่า ซวยถังขนานแท้ ตกลง พวกเราต้องนอนที่ระเบียงและศาลานั่งพักกันตามมีตามเกิด ทุกคนต่างปูเสื้อกันฝน แล้วล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนเปลี้ย ตอนนั้นก็เกือบ ตี 4 สรุปแล้ว ไม่ได้นอนมา 27 ชั่วโมงกว่า นับตั้งแต่ตื่นมาไต่เขาตอนตี 1 นี่นับเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของผมเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าใช้กำลังเกินสังขารไปอย่างมากเลยทีเดียว ที่จริงก็นับว่าน่าจะคุ้มกระมังครับกับได้มาทำอะไรที่ท้าทายและทดสอบขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจขนาดนี้ คงเทียบไม่ได้หรอกครับกับพวกนักเดินป่าหรือพรานไพรมืออาชีพ แต่ในสำนึกของคนเดินทางมือสมัครเล่น พวกเราก็นับว่าทำได้ดีที่สุดแล้วครับ ตกลงว่าคืนนั้น พวกเราทุกคนเลยต้องกลายเป็นคนเดินทางพเนจรไม่มีที่ซุกหัวนอนไปตามระเบียบ ตอนเช้า มีพวกคนกลุ่มใหม่เดินทางเข้ามาที่อุทยาน มองดูพวกเราด้วยความฉงนสนเท่ห์ถึงสารรูปอันแสนจะซอมซ่อของพวกเรา แต่ตอนนั้น เราไม่ได้คิดอะไรนอกจากรีบไปแจ้งขอใบประกาศนียบีตรพร้อมกับไกด์ เพราะไกด์จะต้องเป็นพยานยยืนยันว่าเราได้ไต่ขึ้นยอดเขาและเดินมาที่เมอซิเลาจริง ค่าใบประกาศนียบัตร ถ้าเอาเฉพาะใบเดียวก็ 10 ริงกิต แต่ถ้าควบ 2 ใบก็ 12 ริงกิตครับ
ใบประกาศนัยบัตรพิชิตยอดเขาคินาบาลูครับ เสร็จแล้ว เราจึงไปทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารของอุทยาน เสร็จแล้วจึงรอรถที่นัดไว้มารับพวกเราไปพักฟื้นคืนสภาพที่ Poring hot spring กันครับ สรุปแล้ว พวกเราเริ่มเดินขึ้นเขาตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. แล้วตื่นตี 1 ของวันที่ 28 ก.ค. เริ่มไต่ตั้งแต่ ตี 2 ถึงยอดเขาตอน 6 โมงเช้า ไต่ลงตอน 8 โมงเช้า ถึงที่พัก 10 โมงเช้า เดินลงจากราบันราตาเที่ยงตรง และมาถึงเมอซิเลาตี 3 ครึ่งของวันที่ 29 กค. พอดี ใครที่คิดจะไปพิชิตยอดนี้ คงต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมนะครับ และคงต้องเตรียมอุปกรณ์เดินป่าให้พร้อม โดยเฉพาะไม้เท้าไต่เขานั้นจะช่วยไม่ให้คุณต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่าตอนแก่ หลายคนที่ไปมาแล้วต่างพูดว่า ขอเจอหนเดียวในชีวิตก็พอ แต่สำหรับผม ถ้ามีใครมาชวนไปอีกละก็ (เฉพาะขึ้นยอดเขาอย่างเดียวนะครับ) ผมจะบอกว่า โอเค โดยไม่ลังเลเลย แต่ต้องขอเวลาเตรียมร่างกายก่อนสัก 3 เดือนนะครับ ผมตั้งใจว่า ถ้าได้ไปอีกครั้ง จะต้องพิชิตความกลัวในใจลงให้จงได้ และต้องเอาชนะอาการแพ้ความสูงให้ได้ ครั้งนี้ ด้วยความกลัว ผมไม่กล้าถ่ายรูปร่วมกับใครเลยครับ ใครที่สนใจอยากไปลุยด้วยกัน ขอเชิญยกมือขึ้นครับ (อ้อ คงต้องรอให้แอร์เอเชียเปิดไฟลท์บินตรงอีกครั้งนะครับ) สวัสดีครับ ป.ล. เดี๋ยวจะมาเล่าและโชว์ภาพท่องเที่ยวเกาะมานูกันในตอนหน้านะครับ
|