• คนเล่าเรื่อง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : danai1970@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-15
  • จำนวนเรื่อง : 51
  • จำนวนผู้ชม : 15956
  • จำนวนผู้โหวต : 40
  • ส่ง msg :
<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน 2551
พิชิตยอดเขาคินาบาลู ตอนที่ 4 (พร้อมภาพประกอบ)
Posted by คนเล่าเรื่อง , ผู้อ่าน : 119 , 23:22:41 น.  
พิมพ์หน้านี้


การเดินลงจากลาบันราตา  นับว่าสาหัสไม่แพ้ขาขึ้น แต่จะยิ่งกว่าเพราะว่า  ต้องพยายามประคองตัวให้ไต่ลงมาในสภาพพื้นที่ที่แสนลื่นและเปียกแฉะไปตลอดทาง  ตอนนี้ ไม้เท้าไต่เขานับว่ามีบทบาทช่วยปกป้องหัวเข่าของพวกเรามากกว่าขาขึ้นเสียอีก  ผมค่อยไต่ลงมาด้วยทักษะเฉพาะตัวซึ่งก็นับว่าต้องใช้เวลาพอสมควร

และเมื่อเรามาถึงจุดทางแยกไปยังยังอุทยานเมอซิเลา (mesilau) ซึ่งอยู่ไกลออกไป 6 กิโลเมตร ในเวลา บ่าย 3 โมง เราจึงเดินต่อไปทางเมอซิเลาตามที่หัวหน้าทริปกำหนด เพราะถ้าเดินผ่านเมอซิเลา เราจะได้ประกาศนียบัตรอีก 1 ใบ    แต่หนทางเดินไปเมอซิเลานั้นยากลำบากกว่าทางเดินไปทิมโปโฮนอย่างมา

แรกๆ หนทางก็ไม่ยากเย็นอะไรนัก  และสิ่งที่เราได้พบตามรายทางก็คือ ต้นและดอกหม้อข้าวหม้อแกงลิงขึ้นอยู่เต็มไปหมดซึ่งเราได้แวะพักถ่ายรูปกันพอสำราญ  แต่เมื่อผ่านไปสัก 500 เมตร  หนทางก็เริ่มลำบากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีแต่โคลนเฉอะแฉะ แล้วอุปสรรคที่สำคัญก็คือ ฝนที่กระหน่ำตกลงอย่างหนักจนพวกเราต้องใส่เสื้อกันฝนตลอดเวลา ตอนนั้นเป็นเวลาร่วม 4 โมงกว่า  พวกเราเริ่มมีสภาพกระจัดกระจายห่างกันตามสภาพกำลังที่ทุกคนสามารถเดินได้

ผมเองได้แต่เดินรั้งท้ายเพราะว่ารองเท้าที่ไส่ไม่เอื้ออำนวยให้เดินได้อย่างรวดเร็ว  ลูกหาบที่แบกของๆ พวกเราเดินนำหน้าไปไกลลิบเพื่อเอาของไปรอเราที่อุทยานเมอซิเลา มีแต่ไกด์ที่ยังเดินตามพวกเราไม่ห่าง  ฝนยังคงตกมาอย่างต่อเนื่อง การเดินไปตามเขาที่ขึ้นๆ ลงๆ สลับกันไปก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่เวลาล่วงไปประมาณ 6 โมงเย็น  ป่าก็เริ่มมืดลงๆ จนผมต้องใช้ไฟฉายครอบหัวส่องนำทาง  ตอนนั้น พวกเราทุกคนแทบจะเรียกได้ว่าพลัดหลงกันโดยสมบรูณ์

ผมเดินแบบอ่อนแรงไปเรื่อยๆ จนมาพบกับหัวหน้าทริป หญิงแกร่งของเรา คงด้วยความมืดและผสมกับฝนตกหนัก  ผมเลยไม่ได้สังเกตว่าเธอมีสีหน้าเป็นอย่างไร  ส่วนตัวผมนั้นได้แต่เก็บอาการ  ไม่ใช่กลัวครับ แต่เหนื่อย  ตอนนั้น น้ำทุกหยดในกระติกมีค่ามากจนผมต้องกลั้วคอได้น้อยครึ้ง เธอไม่มีไฟฉายติดหัวส่องนำทาง  ผมเลยต้องใช้ไฟฉายส่องทางให้เธอเดินนำไปก่อน แล้วผมค่อยเดินตาม  ตอนนี้วิชาแกะรอยของลูกเสือเริ่มถูกนำมาใช้  เราต้องคอยสังเกตดูเส้นทางเดินป่าความมืดด้วยความระมัดระวัง  เพราะบางทีอาจจะเจอทางลงแบบกะทันหัน  และหลายครั้งที่ต้องระวังทางเดินที่ลื่นและแฉะเพราะฝนไม่หยุดตกเลย

ผมกับหัวหน้าทริปแทบไม่ได้คุยกันเลยในเวลานั้นเพราะต้องทำหน้าที่ของตัวอย่างสมดุลย์ทั้งการส่องไฟ การแกะรอย  เราต้องเดินในสภาพแบบนั้นและฝนก็ยังตกต่อไปจนถึง 4 ทุ่ม  เราจึงมาเจอกับทางเดินและป้ายที่บอกว่ามาได้ 3 กิโมตรแล้ว  แต่เราได้ยินเสียงน้ำไหลซู่ดังอยู่ใกล้ๆ  หัวหน้าทริปจึงบอกว่าสงสัยจะมีน้ำตกอยู่ใกล้ๆ แล้วเราจึงเดินข้ามสะพานที่ทอดข้ามลำธารไปด้วยความอ่อ

แล้วเราจึงเดินมาจนถึงเนินแห่งหนึ่ง  ผมเห็นสัญญาณไฟกระพริบก็จำได้ว่านี่พวกเรานี่  เลยเดินตรงไป แล้วเราจึงพบกับพวกเราที่เหลือพร้อมไกด์ในศาลานั่งพักแห่งหนึ่ง  แต่ไม่ครบ  เพราะรุ่นน้องผมเดินล่วงหน้าก่อนแล้ว

ทุกๆ คนที่นั่งอยู่ในศาลาต่างก็เหนื่อยอ่อนไปตามๆ กัน  บางคนเสนอให้พวกเรานอนพักผ่อนที่นี่ รอจนเช้าแล้วออกเดินต่อไป  แต่ไกด์ไม่ยินยอม  เขาบอกให้เราเดินต่อไปจนถึงเมอซิเลาภายในคืนนี้  เราจึงต้องออกเดินต่อไปด้วยความอ่อนแรงและปวดเมื่อยไปทั้งตัว

คราวนี้ก็เกิดอาการแยกขบวนกันอีก โดยผมรั้งท้าย แต่มีคู่หูของหัวหน้าทริปมาร่วมเดินอีกคน  ก็ค่อยใจชื้นหน่อย  ทั้ง 2 คนร่วมกันแกะรอยและเดินอย่างชำนาญโดยมีผมช่วยส่องไฟฉายให้  ตอนนั้น เวลาก็ล่วงเข้าไปเกือบตี 1 หนทางก็ยังคงขึ้นๆ ลงๆ เหมือนเดิม  แม้ฝนจะหยุดตกแล้ว  แต่ความแฉะและความลื่นยังคงเดิมแถมจะหนักกว่าเดิมอีก

คนที่เคยหลงป่าหรือนอนในป่าตอนดึกคงทราบดีนะครับว่า ป่าดงดิบตอนกลางคืนนั้นมันวังเวง และมืดแค่ไหน  แต่ก็แปลกในใจผมตอนนั้นกลับไม่กลัวป่าตอนมืดแต่อย่างใด  ได้แต่เดินไปตามหน้าที่ ตอนนั้น เราเริ่มคิดกันว่า คนที่ไปถึงก่อนจะติดต่อเข้าห้องพักกับทางอุทยานเมอซิเลาซึ่งเราจองไว้แล้วหรือไม่  และถ้าจองแล้วทางอุทยานรอจนดึกป่านนี้ แล้วเรายังไม่เข้าไป พวกเขาจะมาตามหาเราหรือเปล่า  ในใจผมคิดว่า อย่ามาตามเลยนะเฟ้ย  ตูอายที่มาหลงป่าจนต้องมีคนตามหา  เดี๋ยวได้เป็นข่าวออกทีวี แล้วคนอย่างผมไม่ชอบการออกสื่อไม่ว่าจะด้วยเรื่องใดๆ ก็คิดว่า สู้นอนในป่าสักคืน  รอออกเดินในรุ่งเช้าจนถึงยังดีซะกว่าที่จะให้มีคนมาตามหา

ความรู้สึกตอนนั้นก็แปลกนะครับ ตอนขึ้นเขามาในช่วงเช้าดันกลัวจนตัวสั่น  แถมดันมากลัวในสิ่งที่บางคนเรียกได้ว่าไร้สาระ  แต่ในป่าตอนดึกซึ่งน่าจะมีทั้งอันตรายและความน่ากลัวอีกหลายสิ่งที่ชวนให้ขนหัวลุก ดันผ่าไม่กลัว  แต่กลัวเสียหน้ากับการที่จะมีคนมาช่วย  ว่าเข้าไปนั่น

เราเดินไปด้วยวิญญาณที่ยังสิงอยู่ในร่างกายมากกว่าเพราะแรงกาย  ผมเองก็ยอมรับละครับว่า  ใช้กำลังเกินสังขารมาเป็นเวลานานมาก  ก็ลองคาดคะเนดูว่า นี่เราไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง และเดินไต่ขึ้นๆ ลงๆ มาแทบจะตลอด 12 ชั่วโมง

เราต้องเดินกันต่อไปเรื่อยๆ ในความมืด โดยแทบไม่ได้หยุดพัก พื้นลื่นและแฉะไปด้วยโคลนตม สองหญิงเหล็กที่นำหน้าผมนี้สามารถทำหน้าที่ในการแกะรอยและนำทางกันได้เป็นอย่างดี  ที่จริง มันก็ไม่ยากหรอกครับ เพราะเป็นทางที่อุทยานเขาทำไว้แล้ว  แต่เป็นทางที่โคตะระวิบาก  หลายๆ ครั้งที่เราต้องส่องดูทางด้วยความระมัดระวัง  โดยเฉพาะขาลงซึ่งลำบากมากที่สุด  แต่ก็แปลกนะครับ  ที่เราไม่เจอทากดูดเลือดเลย ใจจริงก็อยากเอากล้องแฮนดิแคมมาถ่ายแบบเรียลลิตี้โชว์เหมือนกัน  แต่สภาพที่ไม่เอื้ออำนวยแบบนั้นมันก็ทำไม่ได้

แล้วเราก็มาถึงป้ายบอกทางว่าเหลืออีก 500 เมตรเท่านั้น  และเราก็เห็นแสงไฟข้างหน้าที่เราคิดว่านั่นคือตัวอาคารอยู่ลิบๆ ตอนนั้นก็ตี 2 แล้ว  ด้วยความดีใจทั้งผม และ 2 หญิงเหล็กต่างเร่งเต็มสตีมเพื่อไปให้ถึง  ทีแรก ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นทางลาด เดินไปเรื่อยๆ สบายๆ ผ่านป่าโปร่งๆ ในที่ราบไปจนถึงอาคารที่พัก แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น ความวิบากไม่ได้ลดลงเลย แถมจะหนักกว่าเก่าเข้าไปอีก เดินยังไงก็ไม่ถึงสักที  เจอแต่ทางขึ้นๆ ลงๆ อยู่นั่นแหละ  แต่ไม่มีใครกล้าโวยวาย  ผมเองก็ยังตลกไม่ออกในช่วงนั้น  มีบางครั้งที่ต้องร้องครางด้วยความเหนื่อย (อันนี้ มันปกติครับ  เพราะเป็นปฏิกิริยาผ่อนคลายของร่างกายที่จำเป็นต้องทำ)  อย่างไรก็ตาม  ผมก็ยังกัดฟันเดินต่อไปกับ 2 คนนั่นซึ่งผมก็เห็นว่าคุณเธอก็อาการหนักพอสมควร  แต่ก็ยังเก็บอาการไว้อย่างหนักแน่น

ตอนนี้ ผมก็ยังคิดเหมือนเดิมว่า อย่ามาตามหาตูเลยนะเฟ้ย ขอร้องละ อับอายขายขี้หน้าเขา แล้วก็นี่ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่เลวร้ายมากนัก  คือ เราไม่ได้หลงป่าซะทีเดียว เพียงแต่เราเดินช้าแล้วก็เจอฝนตกหนัก เลยต้องซวยแบบนี้

ที่จริง เราก็เดินอย่างเต็มที่  แต่ทำไมระยะทางกลับไกลเหลือเกินราวกับว่ามันน่าจะไกลกว่า 500 เมตร มันน่าจะเป็น 1 หรือ 2 กิโลเมตรสุดท้ายมากกว่า  มีอยู่ครั้ง คงด้วยความพะอืดพะอมผสมกับความกะปลกกะเปลี้ยเต็มที  และการที่ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยง  เลยหลบไปอาเจียนมา 1 ขย้อน แล้วเราก็ยังเดินต่อไปเพราะไม่รู้จะทำอะไรให้ดีกว่านี้แล้ว

แล้วเราก็มาถึงอาคารที่พักในอุทยานในที่สุด  คือ มันเป็นทางเดินไต่ลงมาจนถึงด้านหลังของอาคารที่พัก ตอนนั้นก็ตี 3 กว่า เราเดินผ่านประตูลูกกรงซึ่งเปิดเอาไว้  ตอนนั้น เรากระหยิ่มยิ้มย่องเพราะคิดว่า พวกเรากับไกด์ที่ไปถึงก่อนคงเปิดห้องรอพวกเราไว้แล้ว  ผมคิดถึงห้องพักดีๆ น้ำอุ่นๆ และเตียงนอนสบายๆ แต่ผิดคาดครับ  รุ่นน้องนั่งหลับนกรอเราอยู่ที่ระเบียง แล้วพวกเราที่มาถึงก่อนก็นั่งอ่อนระโหยโรยแรงอยู่ที่ศาลานั่งพัก  เขาบอกเราว่า เจ้าหน้าที่ประจำอุทยานออกไปตั้งแต่ 2 ทุ่ม  เมื่อลูกหาบแบกของมาถึง  เธอทิ้งของไว้ให้เราแล้วก็จากไป  โดยไม่ได้ดำเนินการเปิดห้องให้เรา  และคงทำไม่ได้ เพราะเธอไม่มีเอกสารจอง  แล้วเจ้าหน้าที่อุทยานก็ทำหน้าที่แบบเดียวกับระบบราชการเราเป๊ะ  คือเผ่นแล้วเผ่นเลย  ทางอุทยานก็ไม่ได้มีระบบที่จะมาตรวจเช็คหรือช่วยเหลืออะไรกับนักเดินป่าที่อาจเกิดปัญหาระหว่างทางก็ได้  นี่ก็แสดงว่า ถ้าเราไม่ออกจากป่าในคืนนี้ก็ไม่มีใครมาตามหาพวกเราอยู่ดี

ที่จริงจะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะเราดันสะเออะมาหาเรื่องเอง  คราวนี้ก็ต้องนับว่า ซวยถังขนานแท้  ตกลง พวกเราต้องนอนที่ระเบียงและศาลานั่งพักกันตามมีตามเกิด ทุกคนต่างปูเสื้อกันฝน แล้วล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนเปลี้ย ตอนนั้นก็เกือบ ตี 4 สรุปแล้ว ไม่ได้นอนมา 27 ชั่วโมงกว่า นับตั้งแต่ตื่นมาไต่เขาตอนตี 1 นี่นับเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของผมเป็นอย่างยิ่ง  เรียกได้ว่าใช้กำลังเกินสังขารไปอย่างมากเลยทีเดียว

ที่จริงก็นับว่าน่าจะคุ้มกระมังครับกับได้มาทำอะไรที่ท้าทายและทดสอบขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจขนาดนี้  คงเทียบไม่ได้หรอกครับกับพวกนักเดินป่าหรือพรานไพรมืออาชีพ  แต่ในสำนึกของคนเดินทางมือสมัครเล่น พวกเราก็นับว่าทำได้ดีที่สุดแล้วครับ

ตกลงว่าคืนนั้น  พวกเราทุกคนเลยต้องกลายเป็นคนเดินทางพเนจรไม่มีที่ซุกหัวนอนไปตามระเบียบ  ตอนเช้า  มีพวกคนกลุ่มใหม่เดินทางเข้ามาที่อุทยาน  มองดูพวกเราด้วยความฉงนสนเท่ห์ถึงสารรูปอันแสนจะซอมซ่อของพวกเรา  แต่ตอนนั้น เราไม่ได้คิดอะไรนอกจากรีบไปแจ้งขอใบประกาศนียบีตรพร้อมกับไกด์ เพราะไกด์จะต้องเป็นพยานยยืนยันว่าเราได้ไต่ขึ้นยอดเขาและเดินมาที่เมอซิเลาจริง  ค่าใบประกาศนียบัตร ถ้าเอาเฉพาะใบเดียวก็ 10 ริงกิต  แต่ถ้าควบ 2 ใบก็ 12 ริงกิตครับ

ใบประกาศนัยบัตรพิชิตยอดเขาคินาบาลูครับ

เสร็จแล้ว เราจึงไปทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารของอุทยาน  เสร็จแล้วจึงรอรถที่นัดไว้มารับพวกเราไปพักฟื้นคืนสภาพที่ Poring hot spring กันครับ

สรุปแล้ว พวกเราเริ่มเดินขึ้นเขาตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. แล้วตื่นตี 1 ของวันที่ 28 ก.ค. เริ่มไต่ตั้งแต่ ตี 2 ถึงยอดเขาตอน 6 โมงเช้า ไต่ลงตอน 8 โมงเช้า ถึงที่พัก 10 โมงเช้า เดินลงจากราบันราตาเที่ยงตรง  และมาถึงเมอซิเลาตี 3 ครึ่งของวันที่ 29 กค. พอดี

ใครที่คิดจะไปพิชิตยอดนี้  คงต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมนะครับ และคงต้องเตรียมอุปกรณ์เดินป่าให้พร้อม โดยเฉพาะไม้เท้าไต่เขานั้นจะช่วยไม่ให้คุณต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่าตอนแก่

หลายคนที่ไปมาแล้วต่างพูดว่า ขอเจอหนเดียวในชีวิตก็พอ  แต่สำหรับผม  ถ้ามีใครมาชวนไปอีกละก็  (เฉพาะขึ้นยอดเขาอย่างเดียวนะครับ) ผมจะบอกว่า โอเค โดยไม่ลังเลเลย  แต่ต้องขอเวลาเตรียมร่างกายก่อนสัก 3 เดือนนะครับ

ผมตั้งใจว่า ถ้าได้ไปอีกครั้ง จะต้องพิชิตความกลัวในใจลงให้จงได้ และต้องเอาชนะอาการแพ้ความสูงให้ได้ ครั้งนี้ ด้วยความกลัว ผมไม่กล้าถ่ายรูปร่วมกับใครเลยครับ  ใครที่สนใจอยากไปลุยด้วยกัน ขอเชิญยกมือขึ้นครับ (อ้อ คงต้องรอให้แอร์เอเชียเปิดไฟลท์บินตรงอีกครั้งนะครับ)  สวัสดีครับ

 

ป.ล. เดี๋ยวจะมาเล่าและโชว์ภาพท่องเที่ยวเกาะมานูกันในตอนหน้านะครับ

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8
คนเล่าเรื่อง วันที่ : 30/04/2008 เวลา : 21.31 น.
http://www.oknation.net/blog/daniel

เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ผมทำสารคดีส่วนตัวที่ไปเที่ยวโคตาคินาบาลูไว้ด้วย ใครสนใจอยากชม ขอเชิญแจ้ง ชื่อ ที่อยู่ที่ผมจะส่งไปให้ทางไปรษณีย์ ไม่คิดเงินครับ แต่ขอจำกัดไม่เกิน 7 ท่านแรกก็แล้วกันครับ
อ้อ เลขเจ็ดเป็นเลขดีเลขหนึ่งครับ หมายถึง ชิกเซียงนึ้ง หรือเจ็ดนางฟ้าผู้มาประทานพรให้แก่คนทั่วไปครับ
ความคิดเห็นที่ 7
ตาพรานบุญ วันที่ : 30/04/2008 เวลา : 19.40 น.
http://www.oknation.net/blog/ta-pran-boon

เดินจนน่องโป่งเลยรึครับ ของอย่างนี้บอกเล่ากันไม่ได้ว่าคุ้มค่ายังไง ต้องลองมาเดินเองใช่ป่าว
ความคิดเห็นที่ 6
eggs วันที่ : 30/04/2008 เวลา : 11.38 น.
http://www.oknation.net/blog/psitirat

พี่ได้ไปมาเลเซียมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไปราชการทุกครั้ง ๆ ละ ๔-๕ วัน และก็อยู่แต่ในกรุงกัวลาลัมปูร์(city of mud หรือเมืองโคลน)เท่านั้น ไม่มีโอกาสได้ไปไหนหรอก และยังไม่เคยไปมาเลเซียตะวันออกด้วยซ้ำไป...

ตอบคุณ daniel คห.ที่ ๑๖...อยากให้คุณ daniel ลองกลับไปอ่านเอ็นทรี่ของพี่ในช่วงแรก ๆ ที่พี่เพิ่งเข้ามาในโอเคเนชั่นใหม่ ๆ พี่ได้เขียนเรื่องของ yngwie malmsteen เอาไว้ ๒ ตอนโดยรวบรวมจากกูเกิ้ลส์นั่นแหละ เพียงแต่เก็บสาระสำคัญมาและทำให้อ่านง่ายไม่ต้องเสียเวลา คือ บ้านพี่ทั้งตระกูลชอบมือลีดมหัศจรรย์คนนี้มาก...ส่วนมือลีดของไทยที่บ้านพี่ยกย่องให้ก็มีอยู่คนเดียวคือ จักรินทร์ ดวงมณีรัตนชัย หรือ ป๊อบ เดอะซัน หรือ ป๊อบ หิน เหล็ก ไฟ นี่แหละที่ทำได้เหมือนมาก แม้ว่า ป๊อปจะบอกว่า สำเนียงกีตาร์ของเขาเลียนแบบ jake e lee ก็ตาม... สำหรับพี่แหลม มอริสัน แห่งวงวีไอพี พี่กิตติ กีตาร์ปืน แห่งวงคาไลโดสโคป หรือ พี่ ช.อ้น วงเดอะ ฟอกซ์ ก็ต้องยกให้เขาไปเป็นรุ่นเก๋าที่ผลักดันให้พี่หาซื้อกีตาร์มาเล่น ว่างั้นเหอะ...

...ในเรื่องความเร็วของนิ้วนั้น ritchie blackmore มือลีด highway star ของ deep purple ที่เคยมาเมืองไทยและดูแคลนมือลีดของไทยนั้น เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับ yngwie ด้วยซ้ำไป...สมัยโน้นที่ ritchie blackmore ได้ยินเสียงกีตาร์ลีดของ yngwie ใหม่ ๆ ถึงกับถามว่า “ใครลีดว๊ะ?”... yngwie ได้ออกเพลง child in time มาให้ฟัง ๑ เพลงฟังแล้วขนลุก ตั้งแต่นั้น ยังไม่เคยเห็นหัว ritchie blackmore เลย

....เรื่องวงไมโครหรือไฮร็อคที่คุณ daniel ว่า ร็อคกร่อยนั้น พี่เองไม่บังอาจไปว่าเขาหรอก ยังไง ๆ เขาก็เล่นดีกว่าพี่ คุณกบมือลีดวงไมโครตาเยิ้มฉ่ำตลอดเวลาก็ไม่ค่อยรักษาสุขภาพเอาเลย กลัวแกจะแย่เข้าสักวันหนึ่ง เพลง”รักปอนปอน”ของคุณกบที่เอาเพลงของ sammy hagar มาทั้งดุ้นเลย ตอนแรกฟังก็ขำดี ไม่เป็นไร!! คนไทยด้วยกัน

เอ...เอ็นทรี่เรื่อง”นวลจันทร์”มดลูกทะลักของพี่ ...ไหงกลายเป็นการเรื่อง กีตาร์ลีดไปแล้ว
ความคิดเห็นที่ 5
วรรณ วันที่ : 30/04/2008 เวลา : 10.19 น.
http://www.oknation.net/blog/wunwarinya07
"ชีวิตคือนวนิยาย ที่พระเจ้ากับซาตานสลับกันขีดเขียน"

ตามมาเที่ยวคินาบาลูครับ

ความคิดเห็นที่ 4
patitta วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 15.21 น.
http://www.oknation.net/blog/patitta

ไปคราวหน้าอย่าลืมชวน ต้องฟิตร่างกายล่วงหน้า และไม่ไปหน้าฝน
ความคิดเห็นที่ 3
เสือจุ่น วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 14.40 น.
http://www.oknation.net/blog/tigerjun
โครงการสานศิลป์นิยมธรรมชาติ พิมพ์โลกครั้งที่ 1 ( Earth Graphics 1st) ตอน พิมพ์พิลาไลย   ไปไหม http://www.oknation.net/blog/naturethai/

เยี่ยมสุดๆ ผมยังไม่มีโอกาสปีนเลยครับ

จองที่พักไม่ได้สักที
ความคิดเห็นที่ 2
วิตามินบี วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 14.35 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


เหอๆๆๆ
อย่ามาชวนบีนะคะพี่
แค่อ่านก็เหนื่อยจนหอบแฮ่กๆแทนพี่แล้ว
ความคิดเห็นที่ 1
wullopp วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 12.11 น.
http://www.oknation.net/blog/health2you

โหวตให้อีก 1 คะแนน... เมืองไทยน่าจะมีประกาศนียบัตร เช่น พิชิตภูกระดึง ฯลฯ บ้างนาครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน