| ร่มเย็น ชื่นฉ่ำ ด้วยสายน้ำ | ||
ร่มเย็น ชื่นฉ่ำ ด้วยสายน้ำ |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |
พิมพ์หน้านี้
|
จังหวัดจันทบุรี หลายๆ ท่านจะคุ้นเคย เพราะมีของดีที่นั่นมากมาย ไม่ว่าจะพลอยเมืองจันท์ หรือผลไม้เมืองจันท์ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าดูชมหลายแห่งด้วยกัน แต่คงมีไม่น้อยที่ยังไม่รู้จัก "วังสวนบ้านแก้ว" วังสวนบ้านแก้ว พระราชฐานของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ตั้งอยู่ที่บริเวณสวนบ้านแก้ว ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี หรือที่หลายคนยังคุ้นปากเรียกกันในชื่อเดิมว่า วิทยาลัยครูรำไพพรรณี นั่นเอง
ด้านหน้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน วังสวนบ้านแก้ว กลายเป็นสถาบันการศึกษาได้อย่างไร ? เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ รัชกาลที่ ๗ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จประทับ ณ ต่างประเทศ จนกระทั่งปี ๒๔๙๒ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้เสด็จนิวัติกลับประเทศไทย และได้ประทับอยู่ ณ พระตำหนักวังสระปทุม เนื่องจากรัฐบาลยังมิได้ถวายวังศุโขทัยคืน ทำให้พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะประทับในท้องถิ่นที่เงียบสงบ อากาศดี และสามารถปลูกต้นไม้ได้ ซึ่งพลตรีหม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ (ราชเลขาธิการสำนักพระราชวังในสมัยนั้น) ได้ถวายคำแนะนำให้ทรงเลือกเชียงใหม่ หรือจันทบุรี เมื่อพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่ในสองจังหวัดดังกล่าว ทรงเห็นว่าเชียงใหม่ไกลจากกรุงเทพฯ มาก หากมีพระราชภารกิจที่กรุงเทพฯ จะเสด็จพระราชดำเนินไม่สะดวก สำหรับที่จังหวัดจันทบุรี แม้ว่าเส้นทางเสด็จฯ จะทุรกันดาร ถนนหนทางยังไม่สะดวกสบายเหมือนอย่างในสมัยนี้ อย่างไรก็ดี พระองค์ก็ถูกพระทัยที่ดินผืนหนึ่งที่บริเวณทางแยกเข้าตัวเมืองจันทบุรี พระองค์จึงทรงกู้เงินจากธนาคาร เพื่อซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวตลอดสองฝั่งคลอง รวมได้ ๖๘๗ ไร่ และพระราชทานนามในเวลาต่อมาว่า "สวนบ้านแก้ว"
ทัศนียภาพภายในวังสวนบ้านแก้ว ทำให้นึกไปว่าอยู่เมืองนอกอย่างไรอย่างนั้น ณ " วังสวนบ้านแก้ว " แห่งนี้ พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะใช้เป็นสถานที่ปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่พสกนิกร นอกจากนี้ยังได้ทรงพัฒนาการทอเสื่อจันทบูร อันเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวจันทบุรีให้เจริญก้าวหน้ากว่าเดิม ซึ่งพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยข้าราชบริพารมาประทับครั้งแรกโดยสร้างอาคารชั่วคราวเป็นเรือนไม้ไผ่หลังคามุงจาก เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๙๓ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา พระองค์ประทับเรือนไม้ไผ่หลังคามุงจากอยู่ประมาณ ๓ ปี จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือนไม้หลังเล็กๆ เพื่อประทับเป็นการถาวร ก่อนจะสร้างพระตำหนักต่างๆ ขึ้นในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะพระตำหนักใหญ่ พระตำหนักดอนแค พระตำหนักน้อย รวมถึงเรือนสำหรับข้าราชบริพาร และเรือนสำหรับกิจกรรมต่างๆ อาทิ เรือนเทา เรือนเขียว โรงทอเสื่อ ฯลฯ บริเวณโดยรอบ ปลูกต้นไม้เพื่อความสวยงาม และร่มเย็น เรือนแดง ในอดีต ถูกใช้งานเป็นเรือนพักของพระประยูรญาติ และหม่อมราชวงศ์บัณฑิต จักรพันธุ์ (บุตรคนโตของหม่อมเจ้าประดิษฐา จักรพันธุ์) ปัจจุบัน เป็นห้องสำหรับศึกษาค้นคว้าข้อมูลพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ต่อมาในปี ๒๕๑๔ รัฐบาลได้กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานวังสวนบ้านแก้ว เพื่อใช้จัดตั้งเป็นวิทยาลัยครูจันทบุรี ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ด้วยความเต็มพระราชหฤทัย เพื่อส่งเสริมการศึกษาของชาติให้ก้าวหน้าต่อไป ซึ่งต่อมา ได้รับพระราชทานพระนามาภิไธยในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ เป็นชื่อสถาบัน "วิทยาลัยรำไพพรรณี" ในปี ๒๕๒๘ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ได้พระราชทานนามสถาบันใหม่ว่า "สถาบันราชภัฎรำไพพรรณี" เมื่อปี ๒๕๓๕ ภายในอาคารต่างๆ จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ ซึ่งขณะนี้ ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี และอาคารบางหลัง ยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมเพื่อให้ทันงานวันสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ๑๐๓ ปี ในวันที่ ๑๙-๒๒ ธันวาคมศกนี้ บริเวณงานส่วนใหญ่ จะจัดแสดง ณ พระตำหนักเทา ซึ่งทรงใช้เป็นที่ประทับและรับรองพระราชอาคันตุกะ
ภายในห้องบรรทม บนพระตำหนักเทา หรือพระตำหนักใหญ่ ซึ่งพระตำหนักเทานี้ เป็นอาคารสองชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้แบบยุโรป ที่เรียกว่าพระตำหนักเทา เพราะทาด้วยสีเทา ภายในพระตำหนักเทา ได้นำของใช้ส่วนพระองค์มาจัดแสดงเพื่อให้ประชาชนที่มาเยี่ยมชม ได้ระลึกถึงพระจริยวัตรในพระองค์ท่าน
มุมนี้มองเห็นพระแท่น
อุปกรณ์เสริมพระโฉมส่วนพระองค์
ฉลองพระองค์ที่นำมาจัดแสดง
ภาพที่เห็น ในอดีตเป็นสระน้ำส่วนพระองค์
อาคารสิ่งปลูกสร้างภายในวังสวนบ้านแก้วแห่งนี้ จะอิงสไตล์ต่างประเทศ หลังคาเรือนแดง เป็นแบบชาเลต์ ที่มองเห็นคือพระตำหนักแดง หรือพระตำหนักดอนแค ซึ่งสร้างหลังพระตำหนักเทาราวๆ ๒ ปี ที่ได้ชื่อพระตำหนักดอนแค เพราะบริเวณด้านหน้าพระตำหนัก มีต้นแคฝรั่งปลูกเรียงรายอยู่ พระตำหนักแดงนี้ เป็นที่ประทับของหม่อมราชวงศ์สมัครสมาน กฤดากร ราชเลขานุการส่วนพระองค์ และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ บริเวณใต้ดิน มีถังเก็บน้ำที่สามารถเก็บน้ำฝนได้คราวละ ๙๐ ยูนิต เพื่อมิให้ขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง นอกจากพระตำหนัก และเรือนของเหล่าข้าราชบริพารแล้ว ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่ทรงใช้เป็นสถานที่ทรงพระสำราญ อาทิ ศาลาทรงไทย ศาลากลม ฯลฯ รวมถึงบริเวณสวนส่วนพระองค์ ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ประทับ ณ วังสวนบ้านแก้ว นานถึง ๑๘ ปี ก่อนจะเสด็จฯ กลับมาประทับ ณ วังศุโขทัย โดยในวันที่เสด็จฯ กลับมายังวังศุโขทัย ได้ทรงมีพระราชดำรัสอำลาชาวจันทบุรีที่มาส่งเสด็จฯ ณ โรงพยาบาลประปกเกล้าจันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๑๕ ดังนี้ "..ท่านคงจำได้ว่าข้าพเจ้ามาตั้งบ้านเรือนเป็นชาวจังหวัดจันทบุรีเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๙๓ อีก ๕ วันก็จะครบยี่สิบสองปีพอดี เป็นที่น่าเสียใจมากสำหรับข้าพเจ้าที่ภาวะเศรษฐกิจบังคับให้ข้าพเจ้าต้องขายบ้านที่เคยให้ความสุขมาเกือบหนึ่งในสามของอายุข้าพเจ้า แต่มาตรการอันจำเป็นนี้ไม่แปลว่าข้าพเจ้าจะจากไปเลย ขอยืนยันได้ว่าจิตใจยังเป็นชาวจันทบุรีอยู่เช่นเดิมเสมอไป มีข้อปลอบใจข้าพเจ้าอยู่ข้อหนึ่งคือสถานที่นี้จะอยู่ในความอำนวยการของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะเปิดเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูง นอกจากจะเป็นโอกาสให้เยาวชนชาวจันทบุรีได้รับการศึกษาขั้นสูงโดยไม่ต้องย้ายไปอยู่ไกลบ้านแล้ว ยังจะชักจูงเยาวชนจากจังหวัดอื่นให้มาศึกษาที่จังหวัดนี้ เช่นเดียวกับโรงเรียนพยาบาล อันเป็นที่เชิดหน้าชูตา และเพิ่มชื่อเสียงแก่จังหวัดจันทบุรีในต่อไปข้างหน้า..." |