| ร่มเย็น ชื่นฉ่ำ ด้วยสายน้ำ | ||
ร่มเย็น ชื่นฉ่ำ ด้วยสายน้ำ |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
หนังใหญ่ เป็นหนึ่งในการแสดงที่รวมศิลปะอันทรงคุณค่าหลายแขนงไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการออกแบบลวดลายไทย การแกะสลัก ศิลปะทางนาฏศิลป์การละคร บทพากย์ บทเจรจา การขับร้อง ดนตรี ปี่พาทย์ ที่ประกอบกันออกมาสร้างให้เกิดอรรถรสทางศิลปะแก่ผู้ชม
หนังใหญ่จำนวนมาก ที่จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนในปัจจุบัน
หน้าตาของหนังใหญ่ ใหญ่จริงๆ บางชิ้นใหญ่กว่าตัวคนมาก หนังใหญ่ไม่ใช่หนังตะลุง ไม่ใช่โขน และไม่ใช่หุ่นละครเล็ก หนังใหญ่ทำจากหนังโค ส่วนตัวเทพหรือตัวเจ้า บางครั้งทำมาจากหนังเสือ หรือหนังหมีก็มี วิธีทำตัวหนัง จะนำแผ่นหนังที่ฟอกแล้วมาฉลุหรือสลักเป็นภาพตามตัวละครต่างๆ มีขนาดใหญ่ บางตัวสูงถึง ๒ เมตร การสร้างตัวหนังใหญ่ จะต้องใช้ความเพียรพยายาม และฝีมืออันประณีตในการฉลุลาย จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนการลงสีและเคลือบ เพื่อให้ตัวหนังนั้นมีอายุการใช้งานที่คงทน
ภายในพิพิธภัณฑ์วัดขนอน เล่ากันว่าหนังใหญ่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่หลักฐานที่ชี้ชัดถึงมหรสพของไทยชิ้นนี้ พบในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยของพระเจ้าอู่ทอง ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์ พบหลักฐานหนังใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา สำหรับใช้ในการแสดง เพิ่มเติมจากรามเกียรติ นอกจากนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ยังมีการสร้างตัวหนังใหญ่เพิ่มเติม โดยแหล่งทำหนังใหญ่ในเมืองไทยมีอยู่ ๒ แหล่ง คือวัดขนอน จังหวัดราชบุรี และวัดสว่างอารมณ์ จังหวัดสิงห์บุรี
พระฉลาด กับหนังใหญ่ของวัดขนอน ที่วันนั้นได้มาเป็นไกด์อธิบายให้เราฟังเกี่ยวกับมรดกโลกชิ้นนี้ พระฉลาด วิสุทธสาโร พระลูกวัดแห่งวัดขนอน หรือครั้งหนึ่งสมัยเป็นฆราวาส มีนามว่า อาจารย์ฉลาด ได้เล่าถึงหนังใหญ่วัดขนอนให้ฟังว่า มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ โดยหนังใหญ่ชุดแรกที่สร้างขึ้นคือชุดหนุมานถวายแหวน ต่อมาได้มีการสร้างเพิ่มเติมอีก ปัจจุบัน วัดขนอนมีหนังใหญ่ ๓๑๓ ตัว เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน นอกจากนี้ ยังมีคณะหนังใหญ่ที่สมบูรณ์ ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของวัดสืบทอดมาจนทุกวันนี้อีกด้วย
เมื่อครั้งเป็นฆราวาส เป็นครูสอนแกะลายหนังใหญ่ และสอนการเชิดหนังใหญ่ เมื่อมาบวชเรียน ก็ได้ใช้ความรู้ที่มีอยู่ ในการฝึกฝนเยาวชนให้รักษาศิลปวัฒนธรรมแขนงนี้ให้คงอยู่ต่อไป การทำตัวหนังใหญ่นั้น เมื่อเลือกหนังที่จะทำ และเลือกตัวละครที่จะทำได้แล้ว ความยากอยู่ที่ความละเอียดของลวดลายในการฉลุ โดยเฉพาะบริเวณดวงตา ที่พระฉลาดเล่าให้ฟังว่า หาคนที่ฝีมือละเอียดยากนัก เพราะมักจะมาตกม้าตายก็ตรงลวดลายบริเวณดวงตานี่เอง เมื่อลวดลายฉลุเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนของการลงสี และเคลือบเพื่อความคงทน และสุดท้ายคือการนำไปผูกกับไม้ตับหนังหรือไม้คีบหนัง เพื่อให้คนเชิดจับเวลาเชิดหนังนั่นเอง ซึ่งปัจจุบัน มีครูผู้สืบทอดการทำตัวหนังนอกเหนือจากการสอนเชิดหนัง นั่นคือครูจรัล ถาวรนุกูลพงษ์ ผู้ซึ่งเป็นทายาทของพระฉลาดนั่นเอง ภารกิจของพระฉลาด จะฝึกฝนเด็กในการเชิดตัวหนัง โดยเริ่มฝึกตั้งแต่อายุ ๕-๗ ขวบ แต่ละคนจะใช้เวลาในการฝึกนานราว ๓ เดือน ในการเชิดหนังนั้น จะเชิดแบบหนึ่งต่อหนึ่ง คนเชิดต้องยักเอวยักไหล่ไปตามท่าทางของตัวละครนั้นด้วย ซึ่งการแสดงเชิดหนังใหญ่นี้ ยากกว่าการเชิดหุ่นละครเล็ก (การเชิดหุ่นละครเล็ก ใช้คนเชิด ๓ คนต่อหุ่น ๑ ตัว) และการแสดงเชิดหนังใหญ่นี้ ชุดหนึ่งจะต้องมีคนแสดงถึง ๔๐ คน โดยเรื่องที่นิยมแสดงก็หนีไม่พ้นรามเกียรติ ที่จัดการแสดงออกเป็นตอนๆ ส่วนการแสดงเบิกโรงนิยมเล่นตอนลิงจับหัวค่ำ เมื่อเด็กที่ฝึกเชิดหนังเริ่มเป็นแล้ว ก็จะเริ่มแสดงภายในโรงแสดงหนังใหญ่ที่อยู่ภายในวัดก่อน เมื่อมีความมั่นใจมากขึ้น และฝีมือดีขึ้น ก็จะได้ออกไปฝึกฝีมือด้วยการไปแสดงงานภายนอก โดยมีราคาที่หลากหลาย เริ่มจากการแสดงชุดสาธิต ๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป จนถึงการแสดงชุดใหญ่ ๓๕,๐๐๐ บาท ที่แสดงนานถึงชั่วโมงครึ่ง และทุกวันเสาร์ เวลา ๑๐.๐๐ น. จะมีการแสดงสาธิตให้ชมที่บริเวณโรงแสดงหนังใหญ่ แต่หากมีคณะนักท่องเที่ยวมาในช่วงเวลาอื่น และประสงค์จะชมการแสดง ทางวัดก็จัดให้ชมได้ โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายรอบละ ๒,๕๐๐ บาท
โรงแสดงหนังใหญ่ ใช้แสดงหนังใหญ่แบบสาธิตให้กับคณะนักท่องเที่ยวได้ชม ฟรี ทุกวันเสาร์ หนังใหญ่วัดขนอน ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นมหรสพของไทยที่เราควรหวงแหน และสืบสานต่อไปให้ทั่วโลกได้รู้จักแล้ว ยังควรที่เยาวชนรุ่นหลังควรจะได้อนุรักษ์ไว้ให้สืบทอดเอกลักษณ์ของความเป็นไทยนี้ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน
เอกสารรับรองจากยูเนสโก สำหรับพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนนี้ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ น. - ๑๗.๐๐ น. ผู้สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะ หรือติดต่อการแสดง สามารถติดต่อได้โดยตรงที่เจ้าอาวาส พระครูพิทักษ์ศิลปาคม หมายเลขโทรศัพท์ ๐๓๒-๒๓๓๓๘๖ หรือ ๐๘๑-๗๕๓๑๒๓๐
ทางเข้าพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ (จากด้านหลัง)
มุมสินค้าของที่ระลึก จำหน่ายหนังใหญ่จำลอง และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับหนัง ราคาไม่แพงเลย ถ้าเทียบกับฝีมือและความละเอียดประณีตในการจัดทำ การเดินทางมาชมหนังใหญ่ที่วัดขนอนนี้ จากกรุงเทพฯ มาตามถนนเพชรเกษม เมื่อมาถึงสี่แยกอำเภอบางแพ ให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๙๐ เข้าสู่อำเภอโพธาราม ข้ามแม่น้ำแม่กลอง แล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๘๙ อีกประมาณ ๓ กิโลเมตร วัดขนอนจะอยู่ทางขวามือ แต่หากมาจากบ้านโป่ง สามารถใช้ถนนเลียบแม่น้ำแม่กลอง ที่แม้จะเป็นถนนเส้นเล็ก แต่ตลอดทางร่มรื่น และมีทัศนียภาพงดงามเป็นอย่างยิ่ง เมื่อข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลองแล้ว จะพบวัดม่วงอยู่ทางขวามือ ให้วิ่งตรงไปอีก จะพบวัดขนอนอยู่ซ้ายมือ (โปรดระวังลิงบริเวณกำแพงปากทางเข้าวัดด้วย) |