พิมพ์หน้านี้
|
หมายเหตุภาพ : ทักษิณต้อนรับสมเด็จฮุนเซ็น เมื่อ 14 พ.ค.48 ในฐานะแขกของรัฐบาล มีการหารือความร่วมมือ 2 ประเทศ "ทักษิณ" เล่าในรายการวิทยุว่ากัมพูชาอยากให้ไทยไปสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่เขื่อนสะตึมงัม และกัมพูชาขอเงินกู้ไทยสร้างถนน หมายเลข 68 แถวช่องจอม มีการพูดกันถึงเรื่องความร่วมมือในเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และเขาพระวิหารด้วย นอกจากนั้นยังน่าสังเกตด้วยว่า "ทักษิณ" พูดในทำนองว่าได้เข้าไปช่วยสร้างถนนหมายเลข 48 และ 67 ว่าเป็นถนนที่ "เราให้ไปแล้ว" กำลังอยู่ระหว่างร่างสัญญา ซึ่งถนนหมายเลข 48 นี้ ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ครบรอบ 3 ปีของการเจรจาพอดี
หมายเหตุภาพ : สมเด็จฮุนเซนให้การต้อนรับครม.ทักษิณที่ท่าอากาศยานเสียมราฐ ในการประชุมครม.ระหว่างประเทศ ซึ่ง "ทักษิณ" ภูมิใจที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2546 จากนั้นครม.ถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึกที่นครวัด วาระสู้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนัดแรกของ "รัฐบาลนอมินี" ดูจะไม่หมูอย่างที่คิดซะแล้ว เมื่อประเด็น "ชูโรง" เน้นไปที่ "เขาพระวิหาร" อันเป็นประเด็นปลุกระดม "เลือดรักชาติ" ได้อย่างเห็นผล เพราะว่ากันตามจริงแล้ว ประเด็นอภิปรายที่เหลือของฝ่ายค้านนั้น แทบจะหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยากมาก เพราะมันไม่ง่ายที่จะอภิปราย เนื่องจากไม่ใช่เรื่อง "ทุจริต" ที่เห็นได้ชัด จับต้องได้ !!! และก็อย่างว่ากรณีนี้ฝ่ายพลังประชาชนต้องโทษตัวเองที่ "พลาด" เตะหมูเข้าปากหมา เพราะถ้าไม่มีเรื่องเขาพระวิหาร ความวุ่นวายทางการเมือง ตลอดจนความชอบธรรมของฝ่ายพันธมิตรฯก็ดูจะลดน้อยถอยลงไปนานแล้ว ประเด็นที่ประชาธิปัตย์จะให้น้ำหนักนั้น ไม่ได้อยู่ตรงคำตัดสินของ "ศาลโลก" ที่ให้เฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา หากเป็นการตัดสินใจอย่างลุกลี้ลุกลนของ "รัฐมนตรีนอมินี" นพดล ปัทมะ ที่รีบด่วนเซ็นลงนามยินยอมให้กัมพูชาเสนอเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ควิเบค ประเทศแคนาดา ในเดือนกรกฎาคมนี้ "นพดล" ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดถึงรีบร้อนลงนาม ทั้งๆที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาเสนอเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก ? และยูเนสโกก็ตอบปฏิเสธมาทุกครั้ง เหตุเพราะฝ่ายไทยคัดค้านมาโดยตลอด จึงตัดสินทำนองให้ไปเจรจากันให้รู้เรื่องซะก่อน แล้วค่อยยื่นเข้ามาใหม่ในเดือนก.ค.ปีนี้ แล้วจู่ๆรัฐบาลนอมินีที่บริหารประเทศเพียงแค่ 4 เดือน ทำไมถึงต้องทำเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ? ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายไทยโต้แย้ง และทักท้วงกัมพูชามาโดยตลอด ก็มีนัยยะที่ไม่ต้องการยอมรับคำตัดสินของศาลโลกที่ไทยมองว่าเป็นคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกันคณะกรรมการมรดกโลกของไทยก็พยายามรอมชอมด้วยการเสนอให้มีการขึ้นทะเบียนร่วมกัน เพื่อความสมบูรณ์ขององค์ประกอบเขาพระวิหารที่ไม่ได้มีเพียงแค่ "ตัวปราสาท" เท่านั้น แต่กัมพูชาไม่ยอม ที่สำคัญกว่านั้นอยู่ตรง ประเด็นที่จะถูกเชื่อมโยงเข้ากับการตัดสินใจของ "นพดล" ครั้งนี้ หนีไม่พ้นคำให้สัมภาษณ์ของ "เตียบันห์" รองนายกฯและรมว.กลาโหมของกัมพูชา ที่อ้าแขนรับนักลงทุนที่ชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ช่วยไม่ได้ที่การให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นวันเดียวกับที่ "นพดล" ร่วมพิธีเปิดถนนหมายเลข 48 ที่จังหวัดเกาะกง ของกัมพูชา เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2551 ช่วยไม่ได้ที่การลงนามของ "นพดล" เกิดในเวลาไล่เลี่ยกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้ และการเดินทางไปตีกอล์ฟกับ "ฮุนเซน" ของทักษิณ "เตียบันห์" ให้สัมภาษณ์ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า "ทักษิณ" เคยเสนอที่จะเข้ามาลงทุนโครงการพลังงานในกัมพูชา และรัฐบาลกรุงพนมเปญก็ยินดีเปิดรับการลงทุน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ "คุณทักษิณเป็นนักธุรกิจที่มีศักยภาพ หากเขาเข้ามาลงทุนในกัมพูชาจริง จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตต่อไป" ไม่เพียงแค่ธุรกิจพลังงานอย่างน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเท่านั้น หาก "เตียบันห์" พูดเลยไปถึงการสนใจทำธุรกิจที่เกาะกงอย่างครบวงจรด้วย "ธุรกิจที่สนใจก็คือ การทำธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ที่มีทั้งกาสิโน สถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งจะทำให้เกาะกง ซึ่งมีสภาพพื้นที่เป็นเกาะ โดยจะเช่าเกาะทั้งหมดแล้วลงทุนในการพัฒนา" นอกจากนั้นประเด็นที่จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวโยง พร้อมกับตั้งเงื่อนไขการงุบงิบลงนามในครั้งนี้ก็คือ "คำสั่งย้าย" อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ผู้ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการลงนามสนับสนุนกัมพูชา รวมถึงความไม่ชอบมาพากลของคำสั่งเปลี่ยนแปลงประธานคณะกรรมการมรดกโลกของไทย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิร่วม 10 คน เหตุเพราะ ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ผู้เป็นประธานคัดค้านมาโดยตลอด ประเด็นสำคัญเหล่านี้ที่ ประชาธิปัตย์จะนำมาตีขนดหาง "รัฐบาลนอมินี" พร้อมกับชี้ให้เห็นความไม่ชอบมาพากล โดยมีผลประโยชน์ทางธุรกิจของคนชื่อ "ทักษิณ" เป็นตัวตั้ง เพื่อโน้มน้าวให้พรรคร่วมรัฐบาลเห็นความผิดปกติ จนไม่ยกมือสนับสนุน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนทางการเมืองตามมา เพราะทันทีที่รัฐบาลแพ้การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขั้วรัฐบาลจะพลิกทันทีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องนำชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ตามญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขึ้นกราบบังคมทูลฯแต่งตั้งเป็นนายกฯ ได้เลย โดยไม่ต้องมีการซาวเสียงในสภาอีก แน่นอนว่าประชาธิปัตย์วางหมากตั้งรัฐบาล 247 เสียงเป็นหัวเชื้อไว้แล้ว เหลือเพียงเป่าปี่เรียก "งูเห่า" มาผสมพันธุ์เพื่อสร้างเสถียรภาพรัฐบาลอีกสักหยิบมือ วาระประชาธิปัตย์อยู่ตรงนี้แหละ !!! |
| จักรภพขู่... | ||
...จัดการมือที่มองไม่เห็น |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||