พิมพ์หน้านี้
|
ว่าจะไม่ใส่ใจกับการพูดโดยไม่รับผิดชอบ เขียนประวัติศาสตร์ด้วยปากพล่อยๆ แต่เมื่อมันมากขึ้นๆก็ทนไม่ไหว ตั้งแต่เจ้าพันธ์ปากพล่อยที่กำลังเป็นใหญ่เป็นโตให้สัมภาษณ์ CNN บิดเบือนประวัติศาสตร์ด้วยคำพูดพล่อยๆ "No No Just Only One People Died" ก็ต้องต่อด้วยประโยคตามหัวข้อนั่นแหละ ไม่อยากจะเขียนจะพูดถึงให้เป็นเสนียด ต่อมาจนวันแถลงนโยบาย ลงทุนสาบถสาบานไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง โถ...ไอ้ควาย โกหก โกหก จนวันนี้ลิ่วล้อที่เป็นเสนาบดีกระทรวงใหญ่ยศร้อยตำรวจเอก มาเสริมการบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยคำพูดพล่อยๆอีกตัว บอกเบื้องหลัง 6 ตุลาเกิดจากตำรวจกองปราบขี้เมาคนหนึ่งทำปืนลั่นในเช้าวันนั้น เลยยิงกันใหญ่ โถ...ไอ้ควาย โกหก โกหก นี่ขนาดบุคคลในเหตุการณ์และแวดล้อมเหตุการณ์ยังไม่ได้ล้มหายตายจากไป ยังกล้าหน้าด้านบิดเบือนกันได้ขนาดนี้ ถ้าคนพูดไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โต จะไม่สนใจมันสักนิด แต่นี่มันใหญ่กันคับฟ้า พูดจาไม่มีความรับผิดชอบ ขอด่ามันสักตั้ง ขออภัยเพื่อนมิตรที่เข้ามาอ่าน ทนไม่ไหว ขอเป็นคนถ่อยสักวัน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 8:17 น. เมื่อวานเขียนเอนทรี่นี้ด้วยอารมณ์ดาลเดือด ใช้เวลาในการเขียนสั้นที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา คิดเพียงว่ารับมือกับพวกถ่อยต้องใช้ความถ่อยตอบ หลังจากนอนมาหนึ่งตื่น สติสัมปชัญญะกลับคืนเลยต้องกลับมาเขียนอีกรอบ เช้านี้เป็นไปตามคาด ข่าวหน้าจอเล่นข่าวเมื่อวานที่เป็นต้นตอแห่งอารมณ์ เมื่ออารมณ์สงบลงจึงมองเห็นได้ว่า สองตัวข่าวทั้งในสภาและนอกสภาหวังอะไรจากการบิดเบือนครั้งนี้ คำตอบคือ ทั้งสองใช้ชั้นเชิงที่ถนัดและใช้มาตลอดโดยการใช้ความจริง 20% มาอธิบายเหตุการณ์ให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการโดยปกปิดความจริงอีก 80% ที่ตนเองไม่ต้องการให้คนอื่นรับรู้ เข้าตำรา "การโกหกที่แนบเนียนที่สุด คือการโกหกที่มีความจริงแฝงอยู่" ทั้งสองตัวข่าวต้องการอะไรในครั้งนี้ คำตอบคือ เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเหตุการณ์อัปยศที่มีการใช้กองกำลังจากหน่วยงานรัฐฯแต่ไม่ได้โดยคำสั่งของรัฐบาลที่ปกครองในขณะนั้น ใช้กำลังเข้าล้อมปราบประชาชนกลางเมืองอย่างอำมหิต แต่เมื่อเหตุการณ์ลุกลามไปสู่การใช้กำลังประทุษร้ายที่เกินความเป็นมนุษย์ ภาพต่างๆที่ปรากฎออกสู่สายตาชาวโลก ย้ำว่าชาวโลก เพราะภาพต่างๆที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั้นชาวโลกได้เห็นก่อนชาวไทยที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ความโหดร้าย ความทารุณ ที่ปรากฎต่อสายตา มันเกินกว่าที่ชาวพุทธจะอธิบายกับชาวพุทธด้วยกันได้ จึงเกิดความพยายามที่จะใช้ทฤษฎี "ญวณ" อธิบายเหตุการณ์นี้มาตลอด และครั้งนี้ทั้งสองตัวข่าวก็ใช้ชั้นเชิงที่พยายามจะสื่อว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาเป็นเพียงอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะน้ำผึ้งหยดเดียว เป็นเหตุการณ์เล็กๆที่เกิดขึ้นได้เมื่อมีการชุมนุมทั่วไป เพียงแต่ตัวข่าวในสภาใช้วิธีโกหกหน้าด้านๆผสมการสาบานให้ดูน่าเชื่อถือ แต่ตัวข่าวนอกสภาใช้ชั้นเชิงตำรวจกองปราบบิดเบือนให้ดูแนบเนียนขึ้น ถ้าจะถามว่าผมอายุเท่าไหร่เมื่อวันนั้น ใช้อะไรมากล่าวอ้าง คำตอบคือแม้ในวันนั้นอายุผมจะยังไม่บันลุนิติภาวะ แต่การเรียนอยู่ปี 2 ในมหาวิทยาลัยก็คงโตพอจะรับรู้แยกแยะเหตุการณ์ได้ โดยเฉพาะผมอยู่ในขบวนการนักศึกษาประชาชนที่เป็นผู้ถูกกระทำในครานั้นคงมีสิทธิเพียงพอจะโต้ตอบ ในวันนั้นผมโตพอที่จะแยกแยะได้ว่า เหตุการณ์มันเกิดจากการทำปืนลั่นของตำรวจขี้เมา หรือมันเป็นการล้อมฆ่าอย่างตั้งใจที่ผ่านกระบวนการจัดตั้ง ผ่านการวางแผน จัดวางกำลังมาอย่างเป็นระบบ โตพอที่จะแยกแยะได้ว่าเสียงปืนก่อกวนภายนอกธรรมศาสตร์ด้านหน้าหอใหญ่ตลอดค่ำคืนนั้นมันเป็นเพียงการออกแขกก่อนการแสดงจริงจะเริ่มขึ้น โตพอที่จะจดจำได้ถึงเสียงระเบิดที่ถูกยิงออกมาจากอาวุธสงครามขนาดใหญ่ที่ตกลงกลางสนามฟุตบอลในเช้ามืดวันนั้น โตพอที่จะจำแนกได้ว่าเสียงปืนที่กระหน่ำยิงตามมามันมาจากอาวุธสงครามที่เคยฝึกยิงเมื่อเรียนร.ด.ไม่ใช่มาจากปืนสั้น โตพอที่จะจดจำภาพน่าเวทนาที่ผู้กระทำค่อยๆคืบคลานเข้ามาด้วยความกลัวการตอบโต้ทั้งๆที่กระหน่ำยิงอยู่ฝ่ายเดียว และที่สุดโตพอที่จะจดจำการแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรงในจิตใจ จากที่คิดว่าไม่กลัวตายเพราะผ่านเหตุการณ์รุนแรงจากผู้กระทำมาตลอดช่วงสองปีเป็นกลัวอย่างสุดขั้วหัวใจ จนกระทั่งความกลัวมันชาชินจนไม่กลัวอะไรอีกแล้วในชีวิตมันเป็นเช่นไร เหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ได้เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพียงแค่เช้าวันนั้น แต่เป็นเหตุการณ์ที่สั่งสมบ่มเพาะมาเกือบ 3 ปี เป็น 3 ปีที่มีนักปลุกระดมเที่ยวอภิปรายตามสถานที่ต่างกรรมต่างวาระ ใส่ร้ายนักศึกษาเป็นพวกขายชาติหนักแผ่นดินเป็นคอมมิวนิสต์ นักปลุกระดมมีหลายตัว แต่ที่มีบทบาทสูงสุดมี 4 ตัว สามตัวข้างต้นยุติบทบาทตัวเองไปหลังเหตุการณ์ แต่เจ้าตัวสุดท้ายมันแสดงบทบาททางการเมืองตลอดมาอีกสามสิบกว่าปี หลังเหตุการณ์มันขึ้นเถลิงอำนาจสร้างบารมีปีกกล้าขาแข็งขึ้นกว่าเดิม จริงอยู่มันอาจไม่ได้เป็นผู้สั่งการ ไม่ได้เป็นผู้ลั่นกระสุน ไม่ได้เป็นผู้ลงมือทุบตี ไม่ได้เป็นผู้จุดไฟเผา แต่มันเป็นหนึ่งในผู้สุมไฟความเกลียดชังในมวลหมู่คนไทยด้วยกันเอง จนคนไทยฝ่ายหนึ่งที่มีกำลังเหนือกว่า กลุ้มรุมล้อมฆ่า คนไทย อีกกลุ่มอย่างอำมหิต วันนี้มันขึ้นเถลิงอำนาจยิ่งใหญ่กว่าเดิม และกำลังใช้ภาพความยิ่งใหญ่ในวันนี้ชะล้างคราบไคลเน่าเหม็นของมันในเหตุการณ์วันนั้น แต่ความจริงไม่สามารถบิดเบือนได้ด้วยคำพูด ถ้ามันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่นิดเดียวตามที่มันว่า วันนั้นมันจะได้รับปูนบำเหน็จในตำแหน่งเสนาธิการใหญ่คับฟ้าหรือ วันนี้มันพล่ามคำ "สมานฉันฑ์" คนอย่างมันไม่มีสำนึกของความสมานฉันฑ์ดอก จิตใจเจ้าตัวนี้มันพร้อมจะขย้ำ บดขยี้ ใครก็ตามที่อยู่ตรงข้ามมันได้ตลอดเวลา เหมือนที่วันนั้นมันบดขยี้นักศึกษายุคนั้นจนกลายเป็นคนชาติอื่นที่ไม่ใช่คนไทย เป็นคนชาติอื่นที่ไม่ปรารถนาดีต่อชาติไทย จึงต้องทำลายล้างให้สิ้นทราก วันนี้ผมไม่ได้รู้สึกเศร้าที่มันเป็นใหญ่เป็นโต แต่ผมสังเวชใจที่เมืองไทยหมุนเวียนมามีสภาพเช่นนี้ได้ คนที่กักขละ ปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง โกหกมดเท็จ ดาหน้ากันขึ้นเถลิงอำนาจ ...บอกได้คำเดียวว่า สวัสดีประเทศไทย |
| Tears in Heaven | ||
Eric Clapton's Song Dedicated to all dear sons in the world. |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |