พิมพ์หน้านี้
|
สำหรับชีวิตคนทั่วไปแล้ว "หนี้" จัดเป็นค่าใช้จ่ายที่ทำให้ชีวิตของเราขาดสมดุลไปได้อย่างมาก บางรายถึงหนักถึงขั้นเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่เลยทีเดียว ผมเองได้รับเมล์จากผู้เข้าอบรมหลายท่าน (หลังไมค์) เมล์เข้ามาปรึกษาปัญหาหนี้สิน น่าตกใจที่หลายคนมีบัตรเครดิตและเงินกู้รวมกันเกิน 15 รายการ บางคนมีรายได้แค่หมื่นกว่าบาท แต่สามารถก่อหนี้ได้หลายแสน ปัญหาที่เจอก็คือ ทุกคนมักจะเริ่มปรึกษาคนอื่น เมื่อสถานการณ์จวนตัว และยากต่อการหลีกเลี่ยงจากสภาพ "ไร้เครดิต" หรือ "ติดแบ็คลิสต์" ได้แล้ว อันที่จริงแล้ว นักการเงินหลายท่านได้เคยกล่าวถึงระดับหนี้สินที่ยอมรับได้ต่อบุคคลๆ หนึ่ง ว่ากันว่า ถ้าอยากให้ชีวิตปราศจากทุกข์จากหนี้สินแล้วละก็ คนเราไม่ควรมีหนี้เกิน 30% ของรายได้ คิดโดยการเอาเงินค่าผ่อนชำระต่อเดือนของหนี้ทุกรายการ หารด้วยรายรับต่อเดือน แล้วคูณด้วย 100 เป็นไงครับ สำหรับหลายท่านตัวเลขนี้ดูจะน้อยไปสักนิด (เพราะว่าปัจจุบันหนี้เริ่มแยะ) แต่สำหรับบางคนที่ไม่ใช้จ่ายเกินตัวไปนัก เชื่อว่าคงยังอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับนักการเงินบางท่านก็บอกว่า ถ้ามีการกู้ซื้อบ้านหรือซื้อรถ ก็พอที่จะยอมให้หนี้รวมๆ กันแล้วอยู่ที่ระดับ 40% ได้ แต่ถ้ามากกว่านี้ แย่แน่ครับ (เรียกว่า 40% นี้ชีวิตก็ปริ่มๆ อยู่ริมฝั่งแล้ว) สำหรับใครหลายๆ คนที่เริ่มมีปัญหาหนี้สินมาก และต้องเริ่มผ่อนชำระขั้นต่ำหรือ minimum payment เขาถือว่าท่านเริ่มมีสัญญาณทางการเงินที่ไม่ดี และควรที่จะเริ่มจัดการกับหนี้สินที่มีอย่างเร่งด่วน วันนี้ผมมี 7 ขั้นตอนในการปลดหนี้มาฝากกันครับ 1) ต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงที่จะปลดหนี้ - ข้อนี้ดูเหมือนเป็นแนวทางเชิงนโยบาย แต่กลับเป็นข้อที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะต้องยอมรับกันว่า เมื่อไรที่ปัญหาหนี้สินเริ่มทำให้ท่านรู้สึกลำบากกับชีวิต การปลดหนี้ จะทำให้ท่านเจ็บปวดและได้รับบทเรียนที่หนักพอสมควร ดังนั้น ข้อ 1) นี้จึงเป็นเหมือนการเตือนให้เตรียมตัวให้พร้อมรับกับความทุกข์จากมาตรการทางการเงินของตัวเอง หลายคนอ่อนแอ และไม่เข้มแข้ง จนในที่สุดก็ต้องแหกกฎระเบียบทางการเงินของตัวเอง สุดท้ายก็ต้องจมอยู่ในกองหนี้ต่อไป ดังนั้น เริ่มต้นจากความคิดก่อนเลยครับว่า "เราปลดหนี้ได้ และเราจะต้องทำมันให้ได้" 2) หยุด!!! การใช้จ่ายผ่านบัตร หรือกู้เพิ่ม - เพราะนั่นไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มภาระหนี้สินให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังทำให้ปมปัญหาของคุณเขม็งเกรียวมายิ่งขึ้น และมันจะพาคุณสู่การล้มละลายทางการเงินได้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก อย่าคิดว่า หยุดมาหลายเดือน จ่ายคืนไปแล้วหลายเดือน จ่ายเพิ่มนิดหน่อยแล้วจะไม่เป็นไร เพราะเมื่อคุณยอมให้มีครั้งหนึ่งแล้ว ก็ยากที่จะห้ามไม่ให้มีครั้งต่อไปได้ 3) สำรวจวงเงินหนี้สินทั้งหมด - หลายคนรู้ว่าตัวเองเป็นหนี้เยอะ แต่ไม่รู้ว่ามีอยู่เท่าไหร่ ทั้งนี้เพราะหลายคนประเมินเอาโดยความรู้สึกว่า ยังไงก็ไม่สามารถเคลียร์นี้ได้โดยง่าย หลายคนจึงละเลยการชำระ และหนักที่สุดก็คือ ไม่ได้ติดตามแล้วว่า หนี้ของตัวเองจริงๆ แล้วมีอยู่เท่าไหร่ ต้องยอมรับนะครับว่า มันยากมากหากจะต้องแก้ไขปัญหาหนี้สิน ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ และเป็นหนี้กับที่ใดบ้าง อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ ดังนั้น ถ้าเป็นหนี้ เริ่มต้นแจกแจงออกมาเลยครับ ตีตารางทำเป็นคอลัมน์เรียงกันดังนี้ 1) สถาบันการเงิน 2) วงเงินค้างชำระ 3) อัตราดอกเบี้ย 4) เงินผ่อนชำระ (ขั้นต่ำ) ต่อเดือน 4) พูดคุยติดต่อกับสถาบันการเงินเพื่อขอลดดอกเบี้ยหรือขอสิทธิประโยชน์พิเศษอื่นๆ - อันนี้ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ทุกรายการนะครับ แต่เรื่องแบบนี้ ไม่คุย ไม่ขอ ก็ไม่มีทางได้ ลองคุยดูสักตั้ง บางทีอาจไม่ได้ลดดอกเบี้ย แต่อาจได้ข้อเสนออื่นที่ดีไม่แพ้กันก็เป็นได้ หรือทางคุณยังพอมีเครดิตดีหน่อย ก็อาจลองกู้จากสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าบัตรเครดิต และเงินกู้ที่คุณถืออยู่เพื่อ "รวมหนี้แล้วชำระเป็นก้อนเดียว" หรือ Debt consolidation ดู ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมตัดบัตรเครดิตบางใบที่เกินความจำเป็นทิ้งไปบ้างนะครับ จะได้ไม่เผลอใช้แล้วกลับมาเป็นหนี้อีก 5) ชำระคืนอย่างชาญฉลาด - จากในข้อ 3) คุณได้สำรวจจำนวนหนี้ทั้งหมดที่มีเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ให้คุณเรียงลำดับดอกเบี้ยที่ต้องชำระ จากดอกเบี้ยสูงสุดไปยังต่ำสุด เพื่อที่จะเลือกชำระคืนตัวที่ดอกเบี้ยสูงให้หมดก่อน กรณีที่บัตรเครดิตสองใบ (หรือเงินกู้) มีอัตราดอกเบี้ยเท่ากัน ให้เลือกเคลียร์ใบที่มีวงเงินค้างชำระต่ำกว่า ทั้งนี้ด้วยเหตุผลทางจิตวิทยา ให้คุณค่อยๆ สร้างความสำเร็จเล็กๆ ทางการเงินได้เร็วๆ จะได้เป็นกำลังใจในการสู้กับหนี้ทั้งหมดต่อไป สำหรับบัตรเครดิตหรือเงินกู้ที่คุณเรียงลำดับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 1 ให้คุณจ่ายเงินขั้นต่ำตามเงื่อนของสถาบันการเงินนั้น บวกด้วยเงินออมพิเศษ (Extra Cash) ในปริมาณที่พอเหมาะพอสม (โดยปกติผมจะใช้ตัวเลข 5% ของรายได้) ซึ่งเจ้าเงินออมพิเศษที่เราจ่ายเพิ่มไปนี้ จะทำหน้าที่ไปตัดเงินต้นที่คุณเป็นหนี้โดยตรง ทำให้หนี้สินชองคุณกับสถาบันการเงินนั้น หมดเร็วขึ้น (ถ้าไม่ทำวิธีนี้หมดยากครับ) ส่วนบัตรเครดิต หรือเงินกู้ในลำดับ 2 ถึงสุดท้าย ก็ให้จ่ายขั้นต่ำไป จนกระทั่งบัตรเครดิต (หรือเงินกู้) รายการแรกปิดบัญชีไปได้ ก็ให้เอาเจ้าเงินออมพิเศษนี้ไปใส่ในบัตรเครดิต (หรือเงินกู้) รายการที่ 2 สองต่อไป สำหรับขั้นที่ 6 และ 7 จะมาเล่าให้ฟังต่อในวันพรุ่งนี้ครับ "Minimum Payment = Maximum Pain" |
| ภาพคอร์สสัมมนา Financial Literacy | ||
ภาพงานสัมมนาคอร์ส Financial Litercy ทั้งที่จัดแบบ In-House และ Public ที่จัดเป็นประจำทุกเดือน สนใจรายละเอียดติดตามได้ที่ www.bizkons.com |
||
|
View All |
||
| Financial Literacy at Capital OK | ||
บรรยายคอร์ส Financial Literacy ที่บริษัท Capital OK |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |