พิมพ์หน้านี้
|
ครั้งที่แล้วเราได้คุยกันไว้ว่า หลักการของการคิดภาษีนั้น สรรพากรจะคำนวณจาก "เงินได้สุทธิ" (หรือรายได้สุทธิ) โดยใครที่มีเงินได้สุทธิมากก็ต้องเสียภาษีมาก ในอัตราก้าวหน้า (คิดแบบขั้นบันไดนั่นเอง) โดยอัตราภาษีที่จัดเก็บจะมีสูตรคำนวณง่ายๆ ดังนี้ เงินได้สุทธิ ช่วงเงินได้สุทธิ แต่ละขั้น อัตราภาษี ร้อยละ ภาษีแต่ละขั้น เงินได้สุทธิ ภาษีสะสม สูงสุดของขั้น 1 - 100,000 100,000 - - 100,001 - 500,000 400,000 10 40,000 40,000 500,001 - 1,000,000 500,000 20 100,000 140,000 1,000,001 - 4,000,000 3,000,000 30 900,000 1,040,000 4,000,001 บาทขึ้นไป 37 กลับมาที่สมการเงินได้สุทธิของเรากันหน่อย เงินได้สุทธิ = รายได้พึงประเมิน - ส่วนหักค่าใช้จ่าย - ส่วนหักค่าลดหย่อน จากสมการวันนี้เราจะมาคุยกันถึงวิธีการประหยัดภาษีหนทางแรกกัน นั่นก็คือ การลดรายได้พึงประเมิน ก่อนที่จะไปดูวิธีการลดรายได้พึงประเมิน เรามารู้กันก่อนดีกว่าว่าอะไรบ้าง? ที่สรรพากรเขานำมาคิดคำนวณรวมเป็นรายได้พึงประเมิน 1) เงิน อันนี้ตรงๆ ไม่ต้องแปล แต่ต้องเป็นเงินที่รับรู้รายได้จากสรรพากร ประเภทพ่อให้ลูก พี่ให้น้อง เงินว่าจ้างทำงาน (ไหว้วานกัน) อันนี้ไม่อยู่ในกลุ่ม 2) ทรัพย์สิน (ที่สามารถคำนวณออกมาเป็นมูลค่าได้) ขอยกตัวอย่างน่ารักๆ อย่างน้องๆ AF ที่ได้รับคอนโดฯ ได้รถยนต์เป็นของรางวัลกัน อันนั้นก็ต้องนำมาตีมูลค่า และคิดเป็นเงินได้ด้วย 3) ประโยชน์หรือสิทธิพิเศษที่ได้รับ เช่น บริษัทออกค่าเช่าบ้านให้ หรือเงินสมทบที่นายจ้างเพิ่มให้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (เฉพาะกรณีถอนออกมาใช้ก่อนกำหนด) เป็นต้น 4) เงินค่าภาษีอากรที่ผู้อื่นจ่ายให้ บางบริษัทจ่ายภาษีให้พนักงานตำแหน่งสูงๆ บางตำแหน่ง 5) เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เครดิตภาษีเงินปันผล ต่างๆ จะเห็นได้ว่าหัวข้อที่นำไปคิดรายได้พึงประเมินนั้น ช่างครอบคลุมรายรับของพวกเราดีเสียเหลือเกิน ทีนี้เราจะทำการประหยัดภาษี โดยการลดรายได้พึงประเมินได้อย่างไร หลักๆ ที่ทำกัน และมิได้ผิดกฎหมายแต่ประการใด ก็นิยมทำกัน 2 วิธี คือ (ทั้งนี้ทั้งนั้น วิธีการที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ สำหรับผู้ที่มีรายได้มากกว่า 1 ทาง คือ มีรายได้จากเงินเดือน และ Job พิเศษ หรือตามภาษากฎหมายว่า มีรายได้นอกเหนือจาก 40 (1) สำหรับผู้ที่มีเงินได้เฉพาะเพียงเงินเดือน และโบนัส คงจะใช้สิทธิดังกล่าวนี้ไม่ได้ครับ) 1) การเลื่อนระยะเวลาการรับรู้รายได้ออกไป อันนี้เราสามารถกระทำได้อย่างง่ายๆ เลยครับ ยกตัวอย่างเช่น คุณ A เป็นวิศวกร รายได้เดือนละ 20,000 บาท แต่รับจ้างคุมงานปลายปี ได้เงินมา อีก 50,000 บาท ทางคุณ A ก็อาจจะขอให้ทางบริษัทที่ว่าจ้าง ออกเอกสารทางการเงินว่าจ่ายเงินในช่วงเดือนมกราคมก็เป็นได้ เพื่อเขยิบรายรับก้อนดังกล่าว เป็นภาษีในปีถัดไป ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือ จะทำให้รายได้ในปีนี้ลดลง และถัวเฉลี่ยไปจ่ายในปีหน้าบ้าง (ซึ่งอาจจะไม่มีงานเลยก็ได้..ฮา) ทั้งนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับค่าจ้างที่เป็นเงินสดนะครับ นาย A อาจจะรับเงินทันทีที่งานเสร็จในช่วงปลายปีเลยก็ได้ แต่เลื่อนหลักฐานการรับเงินไปอยู่ปีภาษีปีถัดไป 2) การเพิ่มหน่วยภาษีออกไป ที่นิยมกันมากๆ ก็คือ การจดจัดตั้งคณะบุคคล ครับ หลักการของการจดจัดตั้งคณะบุคคลก็คือ การรวมกันของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยคณะบุคคลนี้จะทำหน้าที่เหมือนคนธรรมดาอีกหนึ่งคน ที่สามารถรับงานได้ มีรายได้ก็ได้ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนได้เหมือนคนธรรมดาอีก 1 คน ที่สำคัญเรามีสิทธิที่จะจัดตั้งคณะบุคคลได้กี่คณะก็ได้ และค่าใช้จ่ายก็ถูกแสนถูกกว่าการจัดตั้งบริษัทมากมายนักครับ กรณีเดียวกับข้างต้น นาย A อาจให้บริษัทที่ว่าจ้างเขา จ่ายเงินค่าตอบแทนการทำงานลงใน "คณะบุคคล Jumbo A" (ชื่ออาจทะแม่งๆ สักนิด) แล้วคิดภาษีแยกกันต่างหากกับนาย A ได้เลยครับ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ: จากกรณีของนาย A เงินเดือน 20,000 บาท โบนัสมโหฬาร 10 เดือน อย่างนี้ นาย A จะมีรายได้พึงประเมิน 440,000 บาท (เงินเดือน 12 เดือน + โบนัส 10 เดือน x ด้วย 20,000) คิดง่ายๆ ตัวเลขกลมๆ หักค่าใช้จ่าย 40% ไม่เกิน 60,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท (สมมตินาย A ไม่มีค่าใช้จ่ายลดหย่อนอื่นๆ ) เงินได้สุทธิของนาย A จะเท่ากับ 440,000 - 60,000 - 30,000 = 350,000 บาท ถ้านาย A รับรู้รายได้ในปีนี้ และรับรู้ในนามตัวเอง เงินได้สุทธิของ A จะเพิ่มเป็น 400,000 บาท (+อีก 50,000 จากค่าจ้าง) นั่นทำให้นาย A ต้องเสียภาษีเท่ากับ 0 - 100,000 ไม่เสียภาษี 100,000 แรก ไม่เสียภาษี 100,001 - 500,000 อัตรา 10% 300,000 x 10% = 30,000 บาท แต่หากนาย A แยกรายรับอีกก้อนหนึ่ง (50,000 บาท) เข้าคณะบุคคล Jumbo A นาย A จะเสียภาษี เท่ากับ 250,000 x 10% = 25,000 บาท ประหยัดภาษีได้ถึง 30,000 - 25,000 = 5,000 บาท ทั้งนี้เพระรายการเงินได้ของคณะบุคคล Jumbo A เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เหลือไม่พอที่จะมาคิดคำนวณภาษีเงินได้ คงได้แนวคิดไปบ้างนะครับ แล้วคราวหน้าเรามาคุยกันในส่วนที่สอง นั่นคือ เพิ่มค่าใช้จ่ายกันครับ |
| ภาพคอร์สสัมมนา Financial Literacy | ||
ภาพงานสัมมนาคอร์ส Financial Litercy ทั้งที่จัดแบบ In-House และ Public ที่จัดเป็นประจำทุกเดือน สนใจรายละเอียดติดตามได้ที่ www.bizkons.com |
||
|
View All |
||
| Financial Literacy at Capital OK | ||
บรรยายคอร์ส Financial Literacy ที่บริษัท Capital OK |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |