พิมพ์หน้านี้
|
คนเรามักมีความเชื่อกันอย่างหนึ่งว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม (อายุย่างเข้า 30 ปี) ก็ควรที่จะหาซื้อและมีบ้านเป็นของตัวเองเสียที คุณผู้อ่านคิดเหมือนกันหรือเปล่าครับ อันที่จริง "บ้าน" หรือ "ที่อยู่อาศัย" จัดเป็นปัจจัยพื้นฐานหนึ่งในสี่ประการที่ทุกคนต้องมี แต่ที่คนเราต้องการนั้นมันเป็นเพียง "ที่อยู่อาศัย" เท่านั้น ไม่ได้มีใครจำกัดว่า เราต้องมีบ้านเป็นของตัวเองสักหน่อย แต่ไม่ว่าอย่างไร การมีบ้านเป็นของตัวเองก็ยังเป็นสิ่งที่ดีอยู่ดี ปัญหามันมีอยู่ว่า ควรจะมี (หรือซื้อ) เมื่อไหร่? นั่นต่างหากที่มีปัญหา ดังนั้น บทความวันนี้เราจะมาคุยกันว่า เมื่อไหร่ที่คนเราควรจะ "ซื้อ" หรือเมื่อไหร่ที่เราควรจะ "เช่า" บ้านกัน อันดับแรกเรามาดูข้อดีของการซื้อบ้านเป็นของตัวเองกันก่อน 1) ความภูมิใจในการเป็นเจ้าของ นี่คือสิ่งที่การเช่าไม่มีทางให้คุณได้ ยิ่งถ้าบ้านที่คุณซื้อหรือเป็นเจ้าของนั้น เป็นบ้านในฝันด้วยแล้วละก็ ความภาคภูมิใจในตัวเองที่ได้เป็นเจ้าของ ยิ่งมากขึ้นไปอีก หลายท่านอาจไม่เชื่อว่า ข้อดีข้อนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่คนเราเลือกที่จะซื้อบ้านแทนที่จะเช่า หลายคนเชื่อกันว่า ชีวิตนี้จะรวยหรือจนก็ช่าง ยังไงก่อนตายควรที่จะมีทรัพย์สินอย่างน้อยหนึ่งอย่าง และเจ้าทรัพย์สินที่ว่านั้นก็คือ "บ้าน" นั่นเอง 2) การบังคับตัวเองให้ออม ข้อนี้เป็นข้อดีที่คนทั่วไปมองไม่เห็น เพราะเป็นการสะสมความมั่งคั่งแบบเงียบๆ อย่างที่เราทราบกันดีว่า ตอนเริ่มต้นซื้อบ้าน เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินของตัวเองซื้อบ้านทั้งหลัง เราเพียงแค่ดาวน์ 10-20% ที่เหลือก็จดจำนองกับสถาบันการเงิน เพียงเท่านี้เราก็เป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวได้แล้ว แต่ก็อย่างที่ทราบกัน ในตอนเริ่มต้นนั้น เราเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียง 10-20% ตามเงินดาวน์ของเรา ตราบจนวันเวลาที่ผ่านไป เราส่งค่างวดผ่อนชำระไปเรื่อยๆ เงินดังกล่าวก็จะค่อยๆ ไปตัดต้นเงิน จนมูลค่าสุทธิที่เราเป็นเจ้าของในบ้านหลังดังกล่าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนั่นเองก็รูปแบบของการออมเงินแบบหนึ่งที่คอยบังคับให้คุณต้องเก็บเงินทุกเดือนเป็นประจำ 3) โอกาสในการใช้พลังทวี หรือ Leverage ดังในตัวอย่างก่อนหน้านี้ ถ้าคุณเลือกดาวน์ 10% นั่นหมายความว่า คุณสามารถใช้เงินคนอื่น (Other People's Money-OPM) ในการสร้างทรัพย์สินให้ตัวเองในอัตรา 1:9 ลองนึกภาพว่า ยิ่งเวลาผ่านไปมูลค่าบ้านจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (Appreciation) อย่างน้อยเท่ากับอัตราเงินเฟ้อ และนั่นยิ่งเป็นการสร้างอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น บนเงินลงทุนที่น้อยนิด เพียง 1 ใน 10 ส่วน หลายคนจึงนิยมพูดกันว่า การซื้ออสังหาริมทรัพย์ (บ้าน) เป็นการลงทุนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง 4) สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ซึ่งปัจจุบันให้สิทธิประโยชน์ในการนำดอกเบี้ยจ่ายไปหักภาษีได้ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งถือเป็นสิทธิอันหนึ่งที่รัฐช่วยสนับสนุนให้คนเรามีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองกัน ทางด้านการ "เช่า" แม้จะไม่มีสิทธิประโยชน์ใน 4 ข้อข้างต้น แต่ก็มีข้อดีเหมือนกัน อาทิ ค่าเช่าในอัตราที่เหมาะสม การเลือกสถานที่หรือ Location ได้ง่าย (โดยเฉพาะคนที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด) การบอกเลิกการเช่าได้โดยง่าย (ไม่มีภาระที่จะต้องมาขายเพื่อย้ายถิ่นฐาน) และอื่นๆ ซึ่งจะว่าไปแล้วทั้งการ "ซื้อ" และ "เช่า" ไม่มีใครผิด และถูกเลย อย่างที่ผมเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า "แผนการเงิน (ชีวิต) ของแต่ละบุคคล ไม่มีผิดไม่มีถูก ไม่มีแผนใดดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่า คนแต่ละคนออกแบบชีวิตของตัวเองอย่างไร และจัดแผนให้ชีวิตได้รับสิ่งต่างๆ ตามที่ตัวเองออกแบบไว้หรือไม่?" ดังนั้น คุณจะเลือกผ่อนตลอดชีวิต ก็ไม่มีอะไรผิด เช่น บางคนอยู่คนเดียว ไม่ได้แต่งงาน เช่าอพาร์ทเมนท์อย่างดีหน่อย ค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท รวมแอร์ ก็ไม่ได้ลำบากอะไร อย่างนี้ใครจะไปเชียร์เขาซื้อบ้าน ก็คงไม่ถูกนัก ในขณะที่บางคนวางแผนแต่งงาน แล้วจะเริ่มต้นจากการเช่าอยู่ด้วยกัน 2 ปีแรก จากนั้นพอวางแผนว่าจะมีลูก จึงค่อยเริ่มคิดซื้อบ้านในปีที่ 3 ก็ไม่ได้มีอะไรผิดกติกา ดังนั้นอย่าไปฟังชาวบ้านมาก อย่าใช้ชีวิตตามลมปากคนอื่น ว่าอายุเท่านั้นเท่านี้ต้องมีบ้านได้แล้ว หรือหน้าที่การงานก็ดี ทำไมไม่หาซื้อบ้านเป็นของตัวเอง อันนั้นมันเป็นเรื่องความคิดเห็นทั้งสิ้นครับ อย่างไรก็ดี หลักเกณฑ์อันหนึ่งที่ถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญของการกำหนดว่า เราควรจะเลือก "ซื้อ" หรือ "เช่า" ที่ผมอยากแนะนำทุกคนเอาไว้ก็คือ หลักการพิจารณาจาก "สภาพคล่อง" ทางการเงินของตัวเองครับ นั่นหมายความว่า คุณจะเลือกซื้อหรือเช่า ก็ไม่มีปัญหาแต่ประการใด หากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ได้ติดปัญหาสภาพคล่องจนเราจับจ่ายอะไรอย่างอื่นไม่ได้ อย่าทำแบบหลายคนที่มักมาปรึกษาผมก็คือ แค่ซื้อสองสามเดือนแรก ก็เริ่มหยิบยืนเงินคนอื่นส่งเสียแล้ว อย่างนี้ถือว่าเป็นการวางแผนทางการเงินที่ใช้ไม่ได้ครับ ดังนั้น หากคุณตั้งใจที่จะซื้อบ้านเป็นของตัวเอง (ด้วยเหตุความจูงใจ 4 ประการข้างต้น) คุณควรที่จะวางแผนเก็บเงินดาวน์และประเมินสถานการณ์ดูด้วยว่า หากมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว จะทำให้สภาพคล่องของคุณเสียไปหรือไม่ "บ้าน" คือวิมานของชีวิต แต่มันคงไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าบ้านหลังนั้นเป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้างที่ขาดความรักและความอบอุ่นภายในบ้านหลังนั้นนะครับ แล้วพบกันตอนหน้าครับ |
| ภาพคอร์สสัมมนา Financial Literacy | ||
ภาพงานสัมมนาคอร์ส Financial Litercy ทั้งที่จัดแบบ In-House และ Public ที่จัดเป็นประจำทุกเดือน สนใจรายละเอียดติดตามได้ที่ www.bizkons.com |
||
|
View All |
||
| Financial Literacy at Capital OK | ||
บรรยายคอร์ส Financial Literacy ที่บริษัท Capital OK |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |