พิมพ์หน้านี้
|
My WoRld Tag นี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่...คุณเชื่อเรื่องผี...หรือไม่..... วันเข้าพรรษา 30 กค 50 เชื่อหรือไม่ว่าผมเป็นคนมีกรรม อย่างแรกที่จะบอกนั่นก็คือวันสำคัญทางศาสนาทั้งสองวันก็มิได้ที่จะไปทำบุญอะไรกะเขาเลย วันอาสฬหบูชาต้องออกไปทำงาน ถ่ายรายการ วันอาทิตย์ หลับยาวสืบเนื่องมาจากวันอาทิตย์ เวรกรรมมีจริง......ผู้ถึงเรื่องเวรๆกรรมๆแล้วผมอยากจะเล่าเรื่องราวอะไรให้ฟังสักเรื่อง ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่ชอบเรื่องราวพรรณนี้แน่ๆ ไม่ใช่หนัง x หรือคลิปวิดีโอ แน่ๆ แต่เป็นเรื่องลึกลับที่ครั้งหนึ่งในชีวิตผมได้ประสบพบหน้ากันอย่างจะๆ..... ย้อนไปเมื่อเกือบ4ปีก่อนหน้านี้ผมมีดอกาสทำรายการท่องเที่ยว รายการหนึ่ง ซึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งแรกและเทปแรกเลยก็ว่าได้ที่ได้รับมอบหมายงาน จังหวัดสระแก้วเป็นเป้าหมายที่เราจะต้องไปเสาะแสวงหาเรื่องราวและสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาให้คนดูได้รับทั้งสาระและความสนุก ผมต้องไปกับพี่ผู้กำกับขับรถอีซุซุคาริเบียนรุ่นเก่าสีน้ำตาลทองค่อนข้างเก่า แต่ทว่าเร้าใจ ว่ากูจะไปถึงไหมว่ะ พวกเราออกจากกรุงเทพประมาณ9 โมงเช้าเห็นจะได้เดินทางไปทางรังสิต และแล้วเราก็ไปผิดทางเพราะคนขับคือผู้กำกับรายการคนเก่งของรายการนี้มักจะเป็นอย่างนี้เสมอๆ กว่าจะกลับเข้าเส้นทางได้เราก็ออกไปกินข้าวที่อยุธยากันแล้ว...เป็นไงฤกษ์ดีอย่างนี้ตั้งแต่เช้าเลย กว่าจะถึงสระแก้วก็บ่ายกว่าเข้าไปแล้ว สรุปว่าวันนั้นเราทั้งสองคนไปเซอร์เวย์ดูอยู่ใกล้ๆที่พัก สองวันผ่านไปไวกว่าแสงทุกอย่างดูราบรื่นและราบเรียบมาก จนวันสุดท้ายเราทั้งสองคนมีคิวที่จะไปดูปราสาท 2ที่และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไม่ขอออกนามแล้วกันเพราะอยากให้คนอื่นเจอบ้าง ไม่ได้เกรงว่าสถานที่เขาจะเสื่อมเสียนะครับเพราะส่วนใหญ่แล้วคนก้จะไม่ค่อยไปเท่าไร) ที่นี่มีกระทิงมากจริงๆ ใครที่เคยไปมาแล้วก็คงพอทราบนะครับว่าที่นี่เห็นกระทิง ง่ายกว่าแมวหรือหมาอีก ว่าไป...... 13.00 โดยประมาณ เราทั้งสองคนเดินทางไปดูปราสาทก่อน ที่นี่เป็นแหล่งวัฒนธรรมเขมรใครๆก็รู้ (คงไม่ใช่กรีกหรือโรมันแน่ๆ) เส้นทางเข้าไปปราสาทนี้ค่อนข้างจะสะดวกเพราะหากเป็นเรือเราทั้งคู่น่าจะอ้วกเพราะเมาคลื่นไปแล้ว ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง เราเดินทางตามเส้นทางตามแผนที่และป้ายที่บอก ระหว่าทางเราผ่านวัดๆหนึ่งที่ผมมองเห็นพระเณรเต้มวัดกำลังทำงานกันอย่างคึกคัก ละสายตาผมกับพระเณรก็สบตากัน รถกำลังแล่นเลยไปพระเณรทั้งหมดหันมองผม ดดยที่เราเองก้ไม่ได้สนใจอะไรเลย รถเลยไปสักพักเริ่มรู้สึกว่าคงเดินทางมาผิดที่แล้วแน่นอน เพราะไม่มีทางไปแล้ว.......ทำไง....เราทั้งสองคนหันหัวกลับไปทางเดิมแล้วก็สังเกตุให้มากขึ้นเราก็พบกับ ปราสาทที่เราหมายมั่นปั้นมือเอาไว้นั่นก็คือปราสาท.......(ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเหมือนกันเพราะกลัวคนไปท้าทาย.....เจ้าที่เจ้าทางเค้าจะว่าผมเอา ) เราทั้งสองคนลงเดินขึ้นปราสาทซึ่งทางที่นี่ยาวดีเหมือนกันครับไม่ชันแต่ยาวเดินสบายกว่าแต่ก็เหนือใช้ได้เหมือนกัน ในขณะที่เดินอยู่นั้นผมรุ้สึกเสมอเลยว่ามีสายตาจับจ้องเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้คิดมากนะครับคนเราถ้าตกอยู่ในสายตากใครก็คงจะรู้สึกเหมือนผม อีกทั้งในสถานที่แบบนั้นในเวลาที่บ่ายคล้อยมากแล้ว มีเพียงเราแค่สองคน แต่เราเองก็ไม่ได้ตระหนักหรือคิดมากอะไร ส่วนผมเองแค่มีความรู้สึกแต่ไม่พูดดีกว่า เพราะเราอจจะเป็นคนเดียวเลยไม่กล้าที่จะคุยกับพี่เขา......ก้าวไปเรื่อยๆเหนื่อยเราก็พัก ทุกครั้งที่เราหยุดพักก็จะมีลมเย็นๆพัดอ่อนมาให้หายเหนื่อย แต่ก็มีที่บ้างครั้งขนลุกเอาเหมือนกัน..... เราสำรวจก็ไม่เห็นพบอะไรที่มันน่ากลัวนอกจากบรรยากาศโดยรอบที่มันเย็นๆ น่านอนมาก เราใช้เวลาอยู่ที่นั่นไม่นานก็เดินกลับลงมา แล้วผมก็ตัดสินใจว่าจะเอาที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่น่าเที่ยวไว้ในรายการด้วย เราขึ้นรถแล้วก็ขับรถออกไป เราผ่านเส้นทางเดิม พี่ผู้กำกับเลยแวะที่วัดที่เราผ่านมาตอนขับรถเข้าไปปราสาทก่อนกลับไปอุทยาน เราขับรถจอดตอนนั้นเป็นเวลา 4โมงเย็นแล้ว ผมและพี่ผู้กำกับลงจากรถผมก็พบกับสิ่งที่น่าประหลาดใจอยู่อย่างนึง จากภาพที่ผมเห็นตอนเข้าไปนั้นมันแตกต่างกันมากเพราะอะไรๆๆๆๆๆ ผมเจอแต่ความวังเวง ให้ตายสิว่ะ.....ผมบ่นอยุ่ในใจพระเณรที่กูเห็นเมื่อตะกี๋นี้ไปไหนหมดว่ะ........เหลือแต่วัดและก็หมาอีกฝูง วัดเงียบสงัด เราทั้งสองคนเดินดูเผื่อว่าจะมีใครอยู่บ้างไม่ผิดหวัง...........................เราได้พบกับเจ้าอาวาส1รูปเดินออกมาต้อนรับเรา ผมก็เอ่ยถามก่อนเลยว่าที่วัดนี้มีพระกี่รูปกัน ท่านก็ตอบมาว่า เหลืออาตมาอยู่รูปเดียว ผมได้แต่ อ๋อเหรอครับ (แล้วที่กรูเห็นเล่า what happening!!!) พูดคุยกันพักหนึ่งก็ได้สรุปว่าที่นี่ไม่มีพระรูปอื่น เพราะส่วนใหย่จะมีในช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น ตอนนี้ไม่อย่ในพรรษาก็ไม่ค่อนมีพระมากนัก เท่านั้นยังไม่พอเราได้ทราบอีกว่าสถานที่บริเวณนี้มีเรื่องราวมากมายทั้งเรื่องที่คาดไม่ถึงและเรื่องที่เราไม่มีวันคาดถึง หลวงน้าบอกเราว่าที่นี่มีสิ่งที่เราเรียกว่าวิญญาณหรือผี ค่อนข้างแน่นอนที่เดียวเพราะจากประสบการณ์ของหลวงท่านแล้ว หลายครั้งที่ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ แต่ท่านก็บอกเราว่าไม่ต้องไปกลัวหรอกเราอยู่กันล่ะภพภูมิ สุดท้ายแล้วเราทั้งสองก็ลาท่านกลับเพื่อเดินทางต่อ ก่อนกลับท่านบอกว่ามานอนกันที่นี่เลยก็ได้นะ จะได้อยู่เป็นเพื่อนกัน ผมเองก็ปฏิเสทความปราถนาอันดีของหลวงท่าน...เพื่อจะไปเจอสิ่งที่ดีกว่าจริงๆ ผมออกมาพร้อมกับคำถามที่ว่า กูตาฝาดหรือเปล่าว่ะ เพื่อไม่ให้คิดมากผมก็ตัดสินใจว่า ตาฝาดก็ได้ว่ะ จะได้จบเรื่อง หมายต่อไปคือเขตอุทยานเพื่อจะได้ไปดูกระทิงกัน เราขับรถตามเส้นทางที่คดเคี้ยว แสงสุดท้ายกำลังจะลาจากดลกนี้ไป สีของมันส้มแดงแสบตาแต่ทว่าอบอุ่น ดวงอาทิตยืกลมดต เหมือนไข่เค็มไชยา เราเร่งเร้าให้ถึงที่หมายก่อนลำแสงสุดท้ายจะหายไป แต่แล้วก็ไม่ทัน มันไปมืดเอากลางทางตอนนั้นประมาณ หกโมงกว่าๆเท่านั้นเอง แต่เราลืมไปว่าในป่านั้นมืดเร็วกว่าโลกด้านนอกเสมอ.... เราเข้าไปพักในที่ที่เจ้าหน้าที่จัดให้ มันเป็นอดีตที่ทำงานเก่าของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่นี่ ภายในโอ่อ่ามาก แบ่งเป็น3ห้อง ห้องใหญ่1ห้องมีเตียงเรียงกัน4ตัว มีห้องน้ำในตัว เข้าใจว่าที่นี่น่าจะเป็นห้องเจ้าหน้าที่ชั้นสูง อีก2ห้องเราไปดูมาแล้วแต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องออกไปใช้ห้องน้ำด้านนอก ก็ลยไม่เอาตัดสินใจเอาห้องใหญ่ที่มีห้องน้ำในตัว เพราะด้วยความสะดวก ที่นี่มีน้ำอาบ แล้วก็มีไฟฟ้าให้จนถึง 4 ทุ่ม พวกเราอาบน้ำอาบท่าเสร็จสิ้น ก็มานั่งกินลมกันก่อนที่จะเข้านอน สี่ทุ่มแล้วไฟดับ ผมและพี่ผู้กำกับเดินเข้าไปนอนอย่างจำยอม อากาศอบอ้าวอย่างแรง พัดลมก็ไม่มี ร้อนตับเปื่อย ผมนุ่งผ้าถุงเสื้อไม่ใส่เสื้อ นอนเตียงในสุด ส่วนพี่ผู้กำกับนอนเตียงก่อนผม. เวลาเลยเถิดไปตีหนึ่งกว่าๆเข้าให้ ในขณะที่ผมกำลังจะหลับ ไม่ได้ครึ่งหลับครึ่งตื่นเหมือนที่ใครๆเค้าเคยประสบ ผมยังไม่หลับแน่ๆแต่กำลังจะหลับ รู้สึกได้ว่าผ้าห่มที่คลุมอยู่ที่ขามันกำลังเลื่อนลงไปจากขาผม ในขณะนั้นเองผมก็ภาวนาว่าของให้ไม่เป็นอย่างที่คิด ในแวบนั้นเองผมก็รู้สึกว่าทำไมมันไม่หยุดเลื่อนสักที คิดได้ดังนั้น ผมก็ก็ตัดสินใจลืมตาดู เชื่อมั๊ยภาพที่เห็นมันเป็นภาพที่อยู่ความคิด ต่างกันตรงที่มันชัดเจนกว่าที่คิดไว้ม๊ากมาก บอกได้คำเดียวว่าแจ่มจริง...... ผมตัดสินใจหลับตาไปอีกครั้งเพราะคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร ในช่วงเวลาที่หลับตาอีกครั้งนั้น ผมคิดถึงคำพระที่ว่า ถ้ากลัวจงมองให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ใช่หรือไม่ แล้วตั้งสติ ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้ความคิดเนี้ยมันมาได้อย่างไร ตอนนั้นคิดได้แบบนี้จริงๆ ลืมตามาอีกที ภาพที่เห็นนั้นชัดสุดๆ ภาพหญิงสาวผมยาวสวมเสื้อลายตารางสีน้ำตาล ผ้าถุงเก่าๆลายๆ ผมยาวปะบ่ายืนก้มหน้า ผมที่ตกลงมาปกปิดใบหน้า ผมก็เลยเห็นไม่ชัด เธอกำลังดึงผ้าห่มผมอยู่ มองตาตั้งตาค้างอยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปไม่รู้ว่านานแค่ไหน ร่างโปร่งแสงลอย วูบๆ 3-4ครั้งหายไปที่บริเวณห้องน้ำ เท่านั้นยังไม่พอยังมีลูกไฟ3-4ดวงลอยตามไปด้วย ตอนนั้นผมพูดไม่ออก แต่ยังไม่กลัวมากเพราะงง กับสถานะการที่เกิดขึ้น พอตั้งสติได้อีกที ผมรีบปลุกคู่หู ทันที ลูกพี่ผมตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ถามผมว่า เป็นอะไร ปลุกกูทำไม ผมตอบทันทีเลยว่า ผีหลอกๆๆ ผมโดนผีหลอกว่ะ ไม่มีเสียงตอบรับจากต้นสาย แถมมีหน้ามาถามผมต่อว่า แล้วมึงจะเอาอย่างไร ไม่สนแล้ว ผมพยายามบอก ไปเถอะๆๆๆๆ ความกลัวเริ่มเข้าแทรกแซงความงงแล้ว พวกเราถอนกำลัง รีบไปอย่างรวดเร็วหนีไปนอนกับเจ้าหน้าทีทันที เชื่อมั๊ยว่า ผมมารู้ที่หลังว่าบ้านหลังนี้มีเหตุการณ์คล้ายๆกับผมเจอเหมือนกัน ดูสิคับ ....ทำไมไม่มีใครบอกเราเลย.....คืนนั้นนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน มุดอยู่ในถุงนอนทั้งคืนยันเช้า.............รุ่งเช้าเข้าวัดเพื่อทำสังฆทาน แล้วก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พระฟังท่านบอกว่า เป็นเรื่องของจิต..........นั่นไปทางนั้นเลย...และยังบอกว่าเขาอาจจะรอเรามานานแล้ว ในชาติก่อนเราทั้งสองคนเป็นไปได้ว่าน่าจะรู้จักกัน บางที่เรื่องจิตเรื่องวิญญาณเป็นเรื่องของชาติภพ เขาอาจจะรอเราเพื่อที่จาปลดปล่อยให้ได้ไปสู่อีกชาติภพนึ่ง นั่นก็คือคำตอบจากพระที่ผมนับถือ...... หลายคนที่เป็นพวกไม่กลัวผีนั้นอาจจะคิดว่าผมแม่งมั่วป่าว.....เขียนกะดังเหรอ อะไรก็ช่างเถอะ เพราะผมเชื่อและก็ต้องบอกว่าไม่ลบหลู่ ตามเทรน......ที่หลายคนพูด... แต่หากถามทุกท่านที่เชื่อและไม่เชื่อว่า เวลาทำบุญใส่บาตรแล้วท่านกรวดน้ำให้ใคร ถ้าไม่ใช่คนที่ตายไปแล้ว...หรือเรียกอีกอย่างว่าผี นั่นแหละ....ใช่หรือไม่...... ปล.จะบังคับให้เขาเชื่อทั้งหมดเลยหรือ...............ไอ้บ้า 5555 จะtag.ใครดีน้า.....เอาเป้นว่าใครอยากเล่าเราจะฟังดีกว่า.... |