พิมพ์หน้านี้
|
พรมแดน หลังจากทราบข่าวจากเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์มติชนว่า หนังสือ พรมแดน ของวสิษฐ เดชกุญชร วางจำหน่ายแล้ว รู้สึกดีใจมาก เพราะว่ารออ่านเรื่องนี้มานานแล้ว จริงๆแล้วก็สามารถหาอ่านได้จากมติชนรายสัปดาห์ แต่ตัวเองก็อดใจรออ่านตอนรวมเล่ม เพราะรู้ว่าถ้าอ่านจากมติชนรายสัปดาห์ จะต้องทรมานมากๆ และอ่านไม่จุใจสักเท่าไร แล้วจะต้องมานั่งรอทุกอาทิตย์ สำหรับตัวเองคงไม่ไหว ทีแรกว่าจะสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต แต่เห็นว่าช่วงนี้มีงานสัปดาห์หนังสืออยู่ก็เลยไปซื้อในงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ มีนาคม ที่ผ่านมา เมื่อรู้ว่าจะไปงานนี้ ก็ต้องมานั่งทำลิสท์รายชื่อหนังสือว่าจะซื้ออะไรบ้าง เพราะไม่อย่างนั้น จะอยากซื้อไปหมด เลยต้องวางงบไว้สำหรับการไปครั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้วเราก็ซื้อไปเยอะมาก เห็นบัญชีการจ่ายเงินของตัวเองก็ตกใจเหมือนกัน เพราะค่าใช้จ่ายหนังสือก็ปาไปเกือบครึ่งของเงินเดือนแล้ว เป็นความโชคดีของเราอย่างหนึ่งไม่ต้องมีภาระรับผิดชอบครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ สำหรับการซื้อหนังสือเดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านขายหนังสืออีกแล้ว เพราะมีบริการให้สั่งซื้อได้จากอินเตอร์เน็ต ช่วงหลังๆเราเองก็เลือกใช้บริการแบบนี้ เพราะมันสะดวกด้วยและยังส่งให้ถึงที่โดยไม่คิดค่าส่ง แต่บางที่ก็คิดค่าส่ง กลับมาที่เรื่องหนังสือที่อยากจะเล่าให้ฟัง เราเองติดตามอ่านงานของวสิษฐมานาน เล่มแรกที่อ่านคือ บ่วง รุ่นพี่ที่จุฬาฯ คนหนึ่งแนะนำให้อ่าน เพราะเห็นว่าเราสนใจเรื่องการปฏิบัติธรรม ซึ่งวสิษฐเองก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ด้วย เล่มหลังสุดที่เพิ่งอ่านจบไปคือ จันทร์หอมเป็นหนังสือที่เอามาตีพิมพ์ใหม่ เป็นเรื่องราวของนักสู้หญิงจากอีสาน ปกติวสิษฐจะให้ตัวละครหลักเป็นชาย แต่เรื่องนี้กลับให้เห็นการต่อสู้ของหญิงสาว ผู้ที่มีความรักชาติและต้องการปกป้องประเทศชาติไม่ต่างไปจากชายชาตรี สำหรับเล่มล่าสุดแม้ว่าหนังสือจะมีความหนาเกือบพันหน้า เราก็ใช้เวลาอ่านไม่มากนัก งานวสิษฐอ่านแล้วเพลิน และชวนให้ติดตาม และรู้ว่าเขาเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่มีความรู้จริง และค่อนข้างให้ความสำคัญกับข้อมูลที่นำเสนอ รวมทั้งความคิดเห็นของเขาต่อเรื่องราวที่นำเอามาเขียนในรูปแบบนวนิยาย ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ง่าย วสิษฐใช้ภาษาที่ง่าย หากเป็นวิชาการหรือภาษาต่างด้าว ก็มักจะมีคำอธิบายกำกับอยู่ตลอด ในบางครั้งก็อดจะรู้สึกอึดอัดที่เขามักจะอธิบายซ้ำๆ แต่หากมองในแง่ดีก็จะทำให้เราจำเรื่องราวได้ง่าย แต่หนังสือของเขามักจะหนา เลยไม่แน่ใจว่าคนไทยจะสนใจอ่านหรือเปล่า แต่คิดว่าถ้าคนไหนจับขึ้นมาอ่านแล้ว คงปล่อยวางยาก อย่างเราเองเวลาที่อ่านงานของเขา แม้ว่าจะหนาแค่ไหน แต่เราก็ใช้เวลาในการอ่านไม่มากนัก อย่างเล่มที่ว่านี้เราใช้เวลาช่วงเย็นและกลางคืนอ่าน โดยใช้เวลาประมาณสามวัน อ่านจบแล้วก็อดนึกถึงคนทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้ เพราะเรื่องราวทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในสามจังหวัด วสิษฐไม่เพียงแต่ฉายภาพให้เห็นปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ยังให้เราเห็นถึงวัฒนธรรมความเชื่อของคนมุสลิมและคนพุทธ รวมทั้งการอยู่ร่วมกันระหว่างไทยพุทธและมลายูมุสลิม หนังสือได้เปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับหลักศาสนาอิสลามให้กับเราไม่น้อย จึงเห็นว่าหากผู้ที่ลงไปทำงานในสามจังหวัดได้อ่าน ก็จะได้เรียนรู้ว่าเขาจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรกับเพื่อนร่วมชาติที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความเชื่อ ที่สำคัญเราเห็นว่าวสิษฐได้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะมีความรุนแรง แต่พวกเราคนเล็กๆก็สามารถจะเริ่มต้นจากตัวพวกเราเองได้ ในการช่วยลดและคลี่คลายความรุนแรงได้ อย่างที่พระ โต๊อิหม่าม และอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ในเรื่องนี้ ได้เริ่มกันช่วยสร้างความเข้าใจในชุมชนของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างความคุ้มกันไม่ให้ปัญหาความแตกแยกขยายพื้นที่ออกไปมากกว่านี้ ด้วยความรักความเมตตาเท่านั้นที่จะทำให้พวกเรา ซึ่งต่างศาสนิก และวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ วสิษฐยังชี้ให้เห็นว่าในภาวะที่เราต้องเจอกับปัญหา การใช้ปัญญาในการพิจารณาและสติมีความสำคัญยิ่ง แม้แต่ศาสนาอิสลามก็ยังได้เน้นย้ำและเตือนให้ชาวมุสลิมใช้ปัญญาแทนที่จะให้ศรัทธาอย่างเดียว เพราะการใช้ศรัทธาอย่างเดียวจะทำให้กลายเป็นการศรัทธาอย่างมืดบอด สิ่งที่เห็นอีกอย่างคือ แม้ว่าวสิษฐจะเป็นชาวพุทธ แต่ก็กล้าแตะในเรื่องของศาสนาอิสลาม ทำให้เราเห็นว่าวสิษฐเองคงจะต้องทำการบ้านและศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้พอสมควร ไม่เช่นนั้นคงจะไม่เขียนออกมา เพราะในเรื่องราววสิษฐสามารถที่จะระบุคำสอนว่าอยู่ในส่วนไหนของคัมภีร์อัลกุรอ่าน ทำให้เราอยากรู้ว่าถ้าเพื่อนมุสลิมอ่านเรื่องนี้แล้วจะคิดเห็นอย่างไร ในเรื่องราวแม้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระดับชาติ แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชน ก็ยังเห็นภาพของการช่วยกันประคับประคองไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างกัน ต่างถ้อยอาศัยและเคารพในความต่างของกันและกัน วสิษฐได้เลือกรูปมัสยิดกรือแซะเป็นปกหน้า และมีคำโปรยอยู่บนหน้าปกว่า เส้นแบ่งทุกสิ่งในโลกออกจากกันอย่างสิ้นเชิงและเราไม่เคยมองเห็นมัน คือ อคติในหัวใจ ส่วนหลังปกขึ้นข้อความว่า เราอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า พรมแดนเป็นอาณาเขตที่มนุษย์สมมติขึ้นเพื่อความสะดวกในการปกครอง สมมตินี้แบ่งเราออกเป็นประเทศไทย เป็นมาเลเซีย เป็นอินโดนีเซีย และอื่นๆ ถ้าเราหลงสมมติ เราก็อาจจะลืมว่าแท้จริงเราเป็นมนุษย์ที่รู้จักรัก รู้จักเมตตาและกรุณา แล้วเราก็อาจจะรังแกกัน ทำร้ายกัน ฆ่ากัน เหมือนสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าเราไม่หลงสมมติ เราก็จะไม่ตกเป็นทาสของพรมแดน และจะสามารถคงความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงเจริญในธรรม คือคำสอนของรอซูล หรือศาสนาทูต และคำสอนของพระพุทธเจ้า คำสอนของทั้งสองท่านนั้น สอดคล้อง ไม่ขัดแย้งกันและจะทำให้ท่านสามารถข้ามสมมติคือพรมแดนไปได้ ไม่ถูกพรมแดนแบ่งเราออกจากกัน ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเขียนของวสิษฐ เราเห็นว่าเนื้อหาของหนังสือเท่าที่ได้อ่านมา วสิษฐจะให้ความสำคัญอยู่สามอย่างคือ เรื่องชาติ ศาสนา และสถาบัน หากต้องเปรียบเทียบกับข้าราชการตำรวจคนอื่นๆแล้ว เราเห็นว่าวสิษฐ มีความเปิดกว้างกว่าคนอื่นๆมาก มุมมองของเขาไม่ได้อนุรักษ์หรือขวาจนเกินไป ในตัวละครที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มักจะเป็นคนที่เข้าใจ เข้าถึง ชาวบ้านตาดำๆ เหมือนวสิษฐอยากจะบอกกับสังคมหรือพวกผู้นำว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ดีนั้นควรจะเป็นอย่างไร หวังว่าเสียงของวสิษฐที่แปร่งออกมาด้วยตัวอักษรน่าจะได้ยินไปถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือคนไทยอีกจำนวนมาก ที่ยังมีความรู้สึกแยกเขาและเรา แล้ววันนั้นอคติในหัวใจของผู้คน จะได้แปรเปลี่ยนไปสู่ความเข้าใจที่ดีต่อกันได้ เดญาพอ ปล.เขียนไว้ตอนลงพื้นที่ที่จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๑
|
| บันทึกจากร่างกุ้ง | ||
มิเคยเลือนจากความทรงจำ |
||
|
View All |
||
| ภัยพิบัติจากนาร์กีส | ||
เสียงสะท้อนจากนักข่าวและองค์กรช่วยเหลือระหว่างประเทศ |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |